สุภาภรณ์ กัญญะลา นักศึกษา ป.โท สาขาบริหารการศึกษาอุบลราชธานี
สรุปบทความที่  1
การสร้างแรงบันดาลใจ
                1. การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration  Motivation)  หมายถึง  การที่ผู้นำประพฤติในทางจูงใจให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ผู้ตาม โดยการสร้างแรงจูงใจภายใน การให้ความหมายและท้าทายในเรื่องงานของผู้ตาม ผู้นำจะกระตุ้นจิตวิญญาณของทีมให้มีชีวิตชีวา  มีการแสดงออกซึ่งความกระตือรือร้น  โดยการสร้างเจตคติที่ดีใน
การเกิดในแง่บวก ผู้นำจะทำให้ผู้ตามสัมผัสกับภาพของอนาคตและผูกพันกับค่านิยมที่ดีงาม
                2. แรงบันดาลใจ  เป็นพลังอำนาจในตนเองชนิดหนนึ่ง ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการคิดและการกระทำใด ๆ  ที่พึงประสงค์  เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้ตามต้องการ เกิดจากการใช้คำสั่งหรืการขอร้องที่กระตุ้นความกระตือรือร้นของผู้ตาม  โดยชี้ให้เห็นคุณค่าแห่งความสำเร็จ ความใฝ่ฝันและแรงบันดาลใจ หรืทำให้เกิดความเชื่อมั่น
                3. เจตคติเป็นเรื่องความรู้สึกชอบ  ไม่ชอบ  ความลำเอียง  ความคิดเห็นที่ฝังใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   มักจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรับรู้และประเมินค่าจากสิ่งนั้น หรือเกิดจากอารมณ์ตามความคาดหวังควบคู่กันไปกับการเรียนรู้
และมีผลต่อความคิด รวมทั้งเกิดปฏิกิริยาในใจ  ดังนั้นเจตคติจึงเป็นทั้งพฤติกรรมภายนอกที่อาจสังเกตได้จากกิริยาท่าทาง  คำพูดหรืพฤติกรรมในใจที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้โดยง่ายแต่มีแนวโน้มที่จะเป็นพฤติกรรมภายในมากกว่าพฤติกรรมภายนอก
                4. เจตคติและค่านิยมต่างก็เป็นความรู้สึกของบุคคลที่มีแนวโน้มของพฤติกรรมที่จะปฏิบัติตามความรู้สึกนั้นแต่มีความแตกต่างกันคือเจตคติเป็นความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวของบุคคล ส่วนค่านิยมมักเป็นสิ่งที่กลุ่มคนมีความเห็นที่คล้ายคลึงกัน  เจตคติและค่านิยมเป็นแนวโน้มของทิศทางในการแสดงออกของบุคคล  การเปลี่ยนแปลงเจตคติทำได้โดยง่าย  ถ้าเป็นเจตคติที่ไม่ซับซ้อนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  การสร้างเจตคติเป็นสิ่งจำเป็นในด้านการบริหารงานบุคคล ถ้าบุคคลมีเจตคติที่ดีต่องาน ถ้าผู้นำมีเจตคติที่ดีต่อผู้ร่วมงาน และต่อหน่วยงานที่ปฏิบัติอยู่ก็จะเกิดความผูกพันกับหน่วยงานและสามารถอยู่ในหน่วยงานได้อย่างมีความสุข
                ความหมายของแรงบันดาลใจ
                แรงบันดาลใจ (Inspiration)  หมายถึง  พลังอำนาจในตนเองชนิดหนึ่งที่ใช้ในการขับเคลื่อนการคิดและการกระทำใด ๆ   ที่พึงประสงค์ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้ตามต้องการ  โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งจูงใจภายนอกก่อให้เกิดแรงจูงใจขึ้นภายในจิตใจเสียก่อน  เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการคิดและการกระทำในสิ่งที่พึงประสงค์เหมือนเช่นปกติวิสัยของมนุษย์ส่วนใหญ่  ไม่ว่าสิ่งที่ตนกระทำนั้นจะยากสักเพียงใด  ตนก็พร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายสู่ความสำเร็จที่ต้องการนั้นได้จริง ๆ
                ผู้นำกับการสร้างแรงบันดาลใจ มีดังนี้
                1. รับฟังความคิดและให้คุณค่าของบุคคล  คนส่วนมากต้องการเป็นคนสำคัญ  อยากมีคุณค่า ประสบความสำเร็จ  ช่วยเหลือผู้อื่น มีส่วนร่วมในความสำเร็จ
                2. เชื่อมโยงสิ่งร้องขอให้เข้ากับภาพลักษณ์ของบุคคล  เช่น นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากค้นพบวิทยาการใหม่ๆซึ่งมีคุณค่าต่อมนุษย์ชาติ  แพทย์และพยาบาลมีคุณค่าต่อการรักษาสุขภาพของผู้คน
                3. เชื่อมโยงคำร้องขอเข้ากับวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พยายามนำเสนอการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมที่จะประสบความสำเร็จ  เมื่อวิสัยทัศน์ถูกทำให้เป็นจริง  คุณค่าทางความคิดนั้นสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นต้องละทิ้งประโยชน์ส่วนตัวเลย
                4. ใช้การตื่นเต้นเร้าใจ ใช้แสดงออกทางการพูด   การแสดงออกทางคำพูดจะช่วยเพิ่มความรู้สึกด้านอารมณ์  ความรู้สึกอัดอั้นและเก็บกดมักแสดงทางน้ำเสียง  ควรใช้คำพูดที่หนักแน่น  มีระดับเสียงสูงต่ำ  เว้นระยะอย่างเหมาะสม เว้นช่วงสำคัญเพื่อสร้างความรู้สึกสนใจ
                5. ใช้คำพูดที่เป็นบวก  มองโลกในแง่ดี   มีความเชื่อมั่นมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนั้น  สร้างความมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำมาซึ่งความสำเร็จ
                บันได้  3  ขั้นของการสร้างแรงบันดาลใจของผู้นำ
                1. มีความเชื่อมั่นในตนเอง
                มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงพอ ผู้นำต้องเชื่อมั่นในตนเองว่า ผลสำเร็จที่ต้องการจะได้รับจากการคิดหรือจากการกระทำนั้น  สามารถพิชิตมันได้อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องมีความวิตกกังวล  ความลังเลใจ  ความสับสนสงสัยและความไม่มั่นใจตนเอง
                ผู้นำที่มีพลังอำนาจในการกระทำสิ่งใด ๆ  ได้สำเร็จ แม้เป็นสิ่งยากก็เหมือนง่าย ล้วนมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงด้วยกันทั้งสิ้น (ปริญญา  ตันสกุล,  2550  :  145-147)
                2. ความมุ่งมั่นในการลงมือทำ
                เมื่อมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงจนเป็นที่น่าพอใจได้แล้ว  ก่อนที่จะก้าวสู่ขั้นที่สอง   บันไดขั้นที่สอง  คือ “ความมุ่งมั่น”
                ความมุ่งมั่น  หมายถึง  ความตั้งใจล้นเปี่ยมในอันที่จะทำสิ่งใด ๆ  ให้บรรลุผลสำเร็จให้จงได้  ไม่ว่าจะต้องทุ่มเทแรงกาย  แรงใจ  และกำลังสติปัญญามากน้อยแค่ไหน  ไม่ว่ามันจะต้องเปลืองเวลาเนิ่นนานสักเท่าใด และไม่ว่าจะยากสักปานใด ก็จะไม่ย่อท้อโดยเด็ดขาด
                3. ความมีศรัทธาในผลสำเร็จที่มุ่งหวัง
                ความมีศรัทธาในผลสำเร็จที่มุ่งหวัง  หมายถึง   การมองเห็นผลสำเร็จที่จะได้จากการกระทำที่มีคุณค่าสูงสุดและมีความรู้สึกว่า  ถ้าเข้าถึงมันได้จะเป็นสิ่งที่น่าท้าทายที่สุดในชีวิต
 
ข้อคิดเห็นในการนำไปใช้
       ในการบริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน  การสร้างแรงบันดาลใจ  เป็นแนวคิด  คุณลักษณะ  การเปลี่ยนแลง   ค่านิยมในการขับเคลื่อนการคิด การกระทำใด ๆ  ให้เป็นไปในแนวทางพึงประสงค์  และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามต้องการ  โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งจูงใจภายนอก  มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ว่าสิ่งที่ตนกระทำจะยากลำบากเพียงใด   ก็พร้อมที่จะฝ่าพันอุปสรรค์ทั้งหลายเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จตามที่ต้องการให้จงได้ แม้ต้องสูญเสียสละบางสิ่งบางอย่างของตนเอง ก็ตาม 
                ดังนั้นผู้นำจึงต้องสร้างแรงบันดาลใจ ดังนี้
                1. รับฟังความคิดเห็นและให้คุณค่าของบุคคล  ซึ่งคนส่วนมากต้องการเป็นคนที่สำคัญ  มองเห็นคุณค่าคนคุณค่าของงาน เปิดโอกาสให้เสรีภาพ  อิสรภาพ  ความยุติธรรม  ความเสมอภาค ความรัก  ความก้าวหน้า
                2. ให้การดูแล และมองภาพลักษณ์ของบุคคลเพื่อการพัฒนาความรู้ให้ก้าวหน้า ช่วยให้องค์กรมีประสิทธิภาพ
                3.  แนวคิดวิสัยทัศน์ที่มีความชัดเจน นำมาใช้เปลี่ยนแปลง และนวัตกรรมที่เพิ่มพูน พัฒนาแนวทางเพื่อประโยชน์ต่อความสำเร็จที่เป็นจริงไม่ว่าประโยชน์นั้นจะเป็นส่วนตัว หรือส่วนรวม
                4. ใช้คำพูดที่เป็นแนวบวก  มองโลกในแง่ดีและสร้างความเชื่อมั่นในความเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนงานที่ทำยาก หากผู้ปฏิบัติขาดความเชื่อมั่น ผู้นำควรใช้การสื่อสารที่เป็นบวก คือสร้างความมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำมาซึ่งความสำเร็จ  หากมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงบางอย่าง  อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร         การบริหารองค์กร  จึงจำเป็นต้องมีผู้นำที่เป็นบุคคลที่มีความสำคัญ ในการกำหนดเป้าหมาย  การปฏิบัติตนของกลุ่มผู้ปฏิบัติงานให้เกิดความรัก ความสามัคคี งานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้  การสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นภายในองค์กรจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ผู้นำต้องนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงาน/ องค์กรให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
 
จากหนังสือ  การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง  (ชุดพัฒนาตนเอง)   พัชรา  ทิพยทัศน์  ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชาลัย  ในพระบรมราชูปถัมภ์    email: [email protected]
 
สรุปบทความที่  2
คุณลักษณะของนักธุรกิจ
 
คุณลักษณะของนักธุรกิจ บุคลิกภาพของนักธุรกิจ      
                หมายถึง  ลักษณะท่าทาง  หน้าตา  การแต่งกาย  และการวางตัว  ซึ่งนักธุรกิจควรจะทำให้เกิดความศรัทธาและน่าเชื่อถือในขณะเดียวกันควรจะมีความเฉลียวฉลาดและไหวพริบในการดำเนินธุรกิจ บุคลิกภาพของนักธุรกิจควรมีดังนี้
  1. การแต่งกายที่สุภาพ  สะอาดตา
  2. มีอัธยาศัย  ยิ้มแย้ม  แจ่มใส
  3. มีความเชื่อมั่นในตนเอง
  4. เป็นผู้มีไหวพริบดี
  5. เป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดี
  6. เป็นผู้มองการณ์ไกล
  7. มีความอดทน
  8. กล้าที่จะประสบกับการขาดทุน
จรรยาบรรณ (Ethics)   เป็นข้อที่ควรปฏิบัติสำหรับอาชีพใดอาชีพหนึ่ง เช่น อาชีพแพทย์ ไม่ควรเปิด
เผยความลับของคนไข้  เพราะผิดจรรยาแพทย์  ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม  เช่น
  1. การให้สิ่งที่ดีต่อสังคม  การผลิตสิ่งของที่ดีมีคุณภาพให้กับสังคม  การไม่ปลอมปนสินค้า
  2. ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น  กฎหมายแรงงาน  ลดการเอารัดเอาเปรียบคนงาน
  3. สร้างงานที่มีการจ้างแรงงานสูง เช่น งานก่อสร้าง  งานการเกษตร  งานให้บริการต่าง ๆ
  4. การกำหนดราคาสินค้า  ไม่ควรกำหนดสูงไปเพื่อหวังกำไร แต่ควรพิจารณาถึงความเหมาะสม
  5. ป้องกันสภาพแวดล้อมเป็นพิษ  เป็นปัญหาที่สำคัญมากที่สุด 
  6. ให้ความสนับสนุนการศึกษา  ธุรกิจจะต้องให้การช่วยเหลือและสนับสนุนการศึกษา ให้ทุนการศึกษา
  7. ให้บริการด้านสุขภาพอนามัยและนันทนาการ ควรช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ  และให้บริการด้านต่าง ๆ
เช่น ลูกเสือชาวบ้าน การกุศล กิจกรรมต่าง ๆ
 
อุดมการณ์ซึ่งนักธุรกิจพึงมี   ได้แก่
  1. หมั่นประกอบการดี  และประพฤติเป็นคนดี
  2. ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม  โดยปฏิบัติให้สอดคล้องกับประโยชน์ของคนทั่วไป
  3. ต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่
  4. ดำรงไว้ซึ่งชื่อเสียงและยึดถือปฏิบัติข้อบังคับของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย
  5. ละเว้นการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจการ โดยคำจึงข้อปฏิบัติของการจัดการที่ดี
  6. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มีอคติต่อบุคคลอื่น  ต้องตะหนักถึงศักดิ์ศรีความเสมอภาคของกลุ่มและบุคคล
 
ข้อคิดเห็นในการนำไปใช้
                การประกอบธุรกิจในปัจจุบันนี้  มุ่งหวังผลกำไร และประโยชน์ส่วนตัว   ผู้ประกอบการ หรือนักธุรกิจส่วนมากจะมองถึงความสำเร็จขององค์กรธุรกิจ  คือ  กำไร  ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น   โดยไม่คำนึงถึงลูกค้าที่    ซื้อสินค้าจากบริษัท/ ห้างร้าน  จะประสบกับปัญหากับราคาสินค้า  หรือสินค้าขาดคุณภาพ
                ดังนั้น  นักธุรกิจ  จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีจิตสำนึกที่ดี  มีจรรยาบรรณ  และอุดมการณ์พึงมีให้แก่ผู้รับบริการ หรือลูกน้องในองค์กรธุรกิจ  ดังนี้
  1. ประพฤติตนเป็นคนดี
  2. มีความรับผิดชอบต่อสังคม  ช่วยเหลือสังคม ดูแลพนักงานให้มีความเป็นอยู่ที่ดี
  3. มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่  คือ  ผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ  และไม่จำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ
  4. รักษาชื่อเสียง และยึดถือปฏิบัติต่อข้อบังคับของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย
  5. ไม่ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  โดยปฏิบัติตามข้อปฏิบัติของการจัดการที่ดี
  6. ละเว้นการมีอคติต่อบุคคลอื่น  ต้องให้ความเสมอภาคแก่กลุ่มและบุคคล        
จาก [email protected]   คุณลักษณะของนักธุรกิจ  (24  มิถุนายน  2553)
 
สรุปบทความที่  3
ทฤษฏีภาวะผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง
ทฤษฏีภาวะผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง
(Transformational Leadership Theory)
          จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  มีการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นเลิศ ดังนั้น  วิธีที่จะทำให้ผู้บริหารประสบความสำเร็จสูงสุด  คือ  ผู้บริหารต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง  เบิร์นส์  (Burns)  เสนอความเห็นว่า  การแสดงความเป็นผู้นำยังเป็นปัญหาอยู่จนทุกวันนี้  เพราะบุคคลไม่มีความรู้จักเพียงพอในเรื่องกระบวนการของความเป็นผู้นำ  เบิร์นส์  อธิบายความเข้าใจในธรรมชาติของความเป็นผู้นำว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างระหว่างความเป็นผู้นำกับอำนาจที่มีส่วนสัมพันธ์กับผู้นำและผู้ตาม  อำนาจจะเกิดขึ้นเมื่อผู้นำจัดการบริหารทรัพยากร  โดยเข้าไปมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้ตามเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตนหวังไว้  ความเป็นผู้นำจะเกิดขึ้นเมื่อการบริหารจัดการทำให้เกิดแรงจูงใจ  และนำมาซึ่งความพึงพอใจต่อผู้ตาม  ความเป็นผู้นำถือว่าเป็นรูปแบบพิเศษของการใช้อำนาจ (Special  form  of  power)
                เบิร์นส์  สรุปลักษณะผู้นำเป็น  3  แบบ  ได้แก่
  1. ผู้นำการแลกเปลี่ยน (Transactional Leadership) ผู้นำที่ติดต่อกับผู้ตามโดยการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นต่อมากลายเป็นประโยชน์ร่วมกัน  ลักษณะนี้พบได้ในองค์กรทั่วไป
  2. ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership)  ผู้นำที่ตระหนักถึงความต้องการของผู้ตาม  พยายามให้ผู้ตามได้รับการตอบสนองสูงกว่าความต้องการของผู้ตาม เน้นการพัฒนาผู้ตามกระตุ้นและยกย่องซึ่งกันและกันจนเปลี่ยนผู้ตามเป็นผู้นำ และมีการเปลี่ยนต่อ ๆ กันไป เรียกว่า  Domino effect  ต่อไปผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็จะเปลี่ยนเป็นผู้นำจริยธรรม
  3. ผู้นำจริยธรรม  (moral Leadership)  ผู้นำที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ตาม ซึ่งผู้นำจะมีความสัมพันธ์กับผู้ตามในด้านความต้องการ (Needs)  ความปรารถนา (Aspirations)  ค่านิยม (Values)  และควรยึดจริยธรรมสูงสุด  คือ ความเป็นธรรมและความยุติธรรมในสังคม  ผู้นำลักษณะนี้มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองความต้องการ และความจำเป็นอย่างแท้จริงของผู้ตาม
ปี ค.ศ. 1985  แบสส์  (Bass)  พบว่า แนวคิดพฤติกรรมความเป็นผู้นำของเขาขัดแย้งกับแนวคิดของเบิร์น    ซึ่ง แบสส์ พบว่า พฤติกรรมของผู้นำในการนำกลุ่มให้ปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้ผลดียิ่งขี้นหรือให้ได้ผล     เกินความคาดหวัง ผู้นำจะต้องแสดงความเป็นผู้นำทั้ง   2   ลักษณะร่วมกัน  คือ  ความเป็นผู้นำเชิงเป้าหมาย         และความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป  โดยทิศทางการแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำจะออกมาในสัดส่วนของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปหรือเชิงเป้าหมายมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ
  1. สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กร  ได้แก่  เศรษฐกิจ  การเปลี่ยนแปลงในสังคม  วัฒนธรรม  และประเพณีของแต่ละท้องถิ่น
  2. สิ่งแวดล้อมภายในองค์กร  ได้แก่  งาน เพื่อนร่วมงาน  ผู้บังคับบัญชา  ผู้ใต้บังคับบัญชา  และวัฒนธรรมองค์กร
  3. คุณลักษณะส่วนตัวของผู้นำเอง  ได้แก่  บุคลิกภาพ  ความสามารถเฉพาะบุคคล  และความสนใจของแต่ละบุคคล
***ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป (Transformational Leadership)  ตามแนวคิดของแบสส์   หมายถึง      การที่ผู้นำให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้ตามเพื่อให้เกิดขวัญและแรงใจในระดับที่สูงขึ้น  ผู้นำสามารถทำให้ผู้ตามเกิดแรงดลใจในการทำงาน และพยายามที่จะทำงานให้ได้มากกว่าที่คาดหวังไว้  ซึ่งความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ประกอบด้วย 
  • บุคลิกภาพที่น่านับถือ (Charisma)
  • การยอมรับความแตกต่างของบุคคล (Individualized  consideration)
  • การกระตุ้นให้ใช้สติปัญญา (Intellectual stimulation)
ความเป็นผู้นำเชิงเป้าหมาย (Transactional Leadership)  หมายถึง  การที่ผู้นำชี้แนะหรือจูงใจให้ผู้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยระบุความชัดเจนด้านบทบาท โครงสร้างงานและสิ่งที่ต้องการจากงานซึ่งจะแลกเปลี่ยนกันด้วยสิ่งตอบแทนที่ผู้ตามต้องการ เพื่อเป็นแรงผลักดันให้งานบรรลุจุดมุ่งหมายตามที่คาดหวังไว้ แบสส์ได้เสนอแนวทาง  2  ประการ  ในการแสดงความเป็นผู้นำเชิงเป้าหมาย
                *การให้รางวัลตามสถานการณ์ (contingent reward)
                *การจัดการโดยยึดกฎระเบียบ (management  by  exception)
การแยกผู้นำเชิงปฏิรูป และผู้นำเชิงเป้าหมาย แยกที่ความสามารถในการกระตุ้นใหผู้ตามเกิดสติปัญญา  รู้จักคิดแก้ปัญหาเก่าในแนวทางใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์  มีโลกทัศน์ที่กว้างไกลในการทำงาน เพราะผู้นำเชิงปฏิรูปจะไม่ยินดีกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและพยายามที่จะหาวิถีทางใหม่ในการทำงาน เพื่อให้งานประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่โอกาสจะอำนวยให้เขาทำได้  ในขณะที่ผู้นำเชิงเป้าหมายยังคงให้ความสำคัญอยู่กับการคงสภาพของระบบการทำงานในปัจจุบันต่อไป  เพื่อให้งานสำเร็จไปแบบวันต่อวัน  มั่นคง และไม่เสี่ยง
                ผลการวิจัยบางชิ้นงานที่สรุปและจำแนกถึงคุณลักษณะของผู้บริหารที่จะส่งผลต่อการบริหารจัดการศึกษาอย่างมืออาชีพ สามารถจำแนกได้เป็น  10  ประการ คือ (อ้างถึงใน  ศักดิ์ไทย  สุรกิจบวร,  2549)
  1. มีความพร้อมทางด้านข้อมูลสานสนเทศ (command  of  Basic  Facts)
  2. มีความรู้ทางวิชาชีพ (Relevant  Professional  Knowledge)
  3. มีความรู้เท่าทันในสถานการณ์ (Continuing  Sensitivity  of  Events)
  4. มีทักษะในการเข้าสังคม (Social  skill  and  Avilities)
  5. มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหาและตัดสินใจ (Analytical  Problem  Solving  Decision  Making  Skill)
  6. การควบคุมอารมณ์  (Emotional Resillience)
  7. มีพฤติกรรมกล้าเสี่ยง (Proactivity – inclination to Tespond Purpose Fully to Events)
  8. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity)
  9. มึความรู้สึกไวต่อบุคคลอื่น (Mental  Agility)
10.มีความใฝ่รู้และฝึกฝนการเรียนรู้ (Balanced Learning Habits and Skill)
ข้อคิดเห็นในการนำไปใช้
                ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  มีการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นหนึ่งไม่ว่า จะเป็นด้านใด  วิธีที่จะทำให้ผู้บริหารประสบความสำเร็จสูงสุด คือ   ผู้บริหารต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง   เป็นผู้นำได้หลายรูปแบบเพื่อความเหมาะสมกับสภาพการบริหารองค์กร และจุดมุ่งหมาย เป้าหมายหลักขององค์กรด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป  หรือความเป็นผู้นำเชิงเป้าหมายล้วนมีความสำคัญหากเรานำมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน  และผลที่ได้รับ
เป็นการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้ตาม และเกิดขวัญและแรงใจ เกิดแรงจูงใจในการทำงาน  พยายามที่จะทำงานให้ได้มากกว่าที่คาดหวัง  ผู้นำจึงต้องมีบุคลิกภาพที่น่านับถือ  มีการยอมรับความแตกต่างของบุคคล  มีการกระตุ้นให้ใช้สติปัญญา  ส่วนแนวทางความเป็นผู้นำเชิงเป้าหมาย คือ การให้รางวัลตามสถานการณ์  และมีการจัดการโดยยึดกฎระเบียบ
                ดังนั้น  การเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเป็นผู้นำ  ผู้บริหาร อย่างมืออาชีพจำเป็นต้องรู้จักใช้ศาสตร์และศิลป์มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมขององค์กร  เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  พัฒนาคนในองค์กร เพื่อเป็นผู้นำองค์กรต้นแบบให้แก่หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนได้อย่างมืออาชีพ
เอกสารอ้างอิง  ๑ ชัยเสฏฐ์  พรหมศรี.  ภาวะผู้นำองค์การยุคใหม่.  กรุงเทพฯ : เอ๊กซเปอร์เน็ท,  2549.
                         ๑ ศักดิ์ไทย  สุรกิจบวร.  การแสวงหาและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารมืออาชีพ :  กรณีผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา.  กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาสาส์น,  2549.
e-Mail :: [email protected]
Wevsite :: http://www.pochanukul.com
 
  
                            สรุปบทความโดย.  นางสุภาภรณ์  กัญญะลา                                                    
supaporn  kanyala  (Dow)
[email protected]
084-6059784