ประเด็นในบันทึกนี้น่าสนใจ และขอบคุณโอกาสดีๆ จากคุณหมอวัชรา หนึ่งในทีม สวรส ที่เชิญผมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึง "ความเป็นไปได้ในการพัฒนาความสามารถในการรู้คิดและการเข้าถึงสังคมที่มีคุณภาพชีวิตดีหลังโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้วางนโยบายสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยและญาติทุกชนชั้น ที่เข้าถึงหรือไม่เข้าถึงระบบบริการสุขภาพและระบบการสนับสนุนทางสังคมในปัจจุบัน"
มุมมองของนักวิชาการ นักสื่อสารด้านสุขภาพในฐานะผู้ให้บริการหลายวิชาชีพ นักระบาดวิทยา นักวิจัยด้านสุขภาพ และผู้ร่วมสังเกตการณ์ ในการประชุมครั้งนี้ ทำความเข้าใจถึง "ความสำคัญของกระบวนการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ ความสามารถทางสังคม ความสามารถทางอารมณ์ และความสามารถในการจัดการตนเองด้านสุขภาพ ในกรณีศึกษาของรัฐ Victoria, Australia และการปฏิรูปกลไกสื่อสารส่งเสริมสุขภาพมวลชนของ Public Health Innovation, Population Health Strategic Research Centre, Deakin University [ผมชื่นชม Prof. Richard Osborn & Mr. Roy Batterham ในความคิดเชิงวิจัยที่อิสระกับการตั้งกรอบอ้างอิงสากลสู่การสำรวจข้อมูลจากชุมชนรากหญ้า-ผู้บริการ ครอบคลุมหน่วยพยาบาล กลุ่มโรคเรื้อรัง และระดับเศรษฐานะ ที่หลากหลาย]
ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญออสเตรเลียเน้นคือ "ศึกษาสำรวจแนวคิดที่ตรงกับบริบทของกลุ่มเป้าหมายที่มีสิทธิมนุษยชนในการเข้าถึงการรับบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิผล" ซึ่งพบว่า กลุ่มผู้มีฐานะปานกลางถึงต่ำกำลังเผชิญปัญหาของการไม่เข้าถึงระบบบริการสุขภาพด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ซึ่งมีผลให้เกิดความจำเป็นในการพัฒนา Health Literacy ที่ไม่ใช่เพียงอ่านออกเขียนได้ แต่มุ่งเน้นความสามารถในการรับรู้ข้อมูลทางสุขภาพและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพระหว่างผู้รับและผู้ให้บริการ
การบ้านที่ผมต้องกลับมานั่งคิดต่อยอด คือ คนไทยกลุ่มที่ Proactive และมีฐานะเพียงพอที่จะพัฒนาทักษะความสามารถในการจัดการสุขภาพด้วยตนเองนั้นยังคงต้องทำการวิจัยถึงการพัฒนาโปรแกรมที่เกี่ยวข้องต่อไป
แต่ผมคงต้องคิดต่อยอดกับการพัฒนาโปรแกรมด้วยงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ลึกซึ้งในคนไทยกลุ่มที่ไม่เข้าใจถึงระบบการให้บริการสุขภาพ ระบบการสนับสนุนทางสังคม และอื่นๆ ที่เมืองไทยอาจเกิดช่องว่างในเชิงระบบ และอาจเกิดความสับสนในเชิงบุคคลที่อาจไม่รู้ว่า ต้องปรับความคิดให้เข้าใจทักษะการจัดการตนเองด้านสุขภาพอย่างไรถึงจะมีคุณภาพชีวิตดีเหมือนคนอื่นๆ และถ้าไม่ได้ มีอุปสรรคอันใดที่บุคคลนั้นไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขหลังโรคเรื้อรังทั้งทางร่างกายและ/หรือทางจิตสังคม ผมขอเรียกว่า Occupational Deprivation ซึ่งผมไม่มีโอกาสได้ทำให้ที่ประชุมเกิดความเข้าใจบริบททางกิจกรรมบำบัดได้ในเวลาอันสั้น
ผมจึงขอสรุปกระบวนการ Concept Mapping Workshops ที่ได้จากการประชุม ดังนี้
1. การระดมสมองเพื่อตอบโจทย์ถึง ประสบการณ์ในการดูแลสุขภาพของคุณและครอบครัว และต้องมีความสามารถอะไรบ้างที่จะได้รับข้อมูลสุขภาพ
2. จากนั้นเขียนความคิดเชิงสรุปหัวข้อเพื่อจัดอันดับและคัดเลือกให้เป็นตัวแทนความคิดเห็นจากกลุ่มเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
3. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยใช้การจัดกลุ่มหัวข้อและการจัดนัยสำคัญทางสถิติ
4. การสรุปผลการวิเคราะห์และแปรความหมายในเชิงระบบหรือแผนภาพความคิด
และองค์ประกอบหลักของการวัดระดับ Health Literacy ในหลายกลุ่มประชากร ดังนี้
1. การรับรู้ข้อมูลสุขภาพที่ดีขึ้นของบุคคล
2. การทำความเข้าใจข้อมูลด้านสุขภาพ
3. การได้รับการสนับสนุนในระบบบริการสุขภาพ
4. การจัดการอุปสรรคด้านเศรษฐศาสตร์ของการดูแลสุขภาพ
5. การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพครบถ้วน
6. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลกับบุคคลากรสุขภาพ
7. การแสดงความมุ่งมั่นในการค้นหาข้อมูลด้านสุขภาพ
8. การใช้ข้อมูลด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ประเด็นใหม่ที่ผมได้รับคือ การปรับความคิดเชิงวิจัยให้ศึกษา Health Literacy มากกว่า การประยุกต์กรอบความคิดของ Self-efficacy & Program development of chronic disease self-managment support (SMS) ที่อาจเกิดจากความคิดของบุคลากรสุขภาพมากกว่าความคิดของผู้รับบริการอย่างเป็นศูนย์กลาง ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพด้วยสภาวะทางสังคมและเศรษฐานะ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้น่าสนใจ แต่ผมก็ยังไม่เชื่อทั้งหมด เพราะประสบการณ์ที่เชื่อมั่นในคุณค่าของผู้รับบริการที่มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการปรับปรุงต่อยอดโปรแกรมสุขภาพที่มีอยู่แล้วในเชิงวิจัยนำร่องร่วมกับสหวิชาชีพได้ และน่าจะลองศึกษาความต้องการของโปรแกรมสุขภาพในหลายระดับของโรคเรื้อรัง ความรู้ความเข้าใจ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความเชื่อมั่นในศาสนา ความไว้ใจในบุคลากรสุขภาพ และความสามารถในการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติเพื่อทักษะการจัดการจนเอง เป็นต้น
ลองติดตามสาระที่ผมเคยเชิญอาจารย์ผู้มีพระคุณของผม Prof. Tanya Packer ที่เป็นผู้นำด้าน Self-management คนหนึ่งของโลกครับ อ่านที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/214051
ขอบคุณมากครับคุณ pa_daeng
ผมกำลังทำการศึกษาเรื่องนี้อยู่เหมือนกันครับ
ยินดีด้วยครับคุณโน้ตที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ เพราะจะข้อมูลการศึกษาวิจัยจะเป็นประโยชน์แก่สังคมไทยต่อไป
ขอบคุณครับ