“จังกึมยังมิได้ใส่ใจเผชิญหน้าโดยตรงกับแพทย์หลวงที่ละทิ้งจิตวิญญาณความเป็นแพทย์ หลงเพียงจิตใจแสวงหาตำแหน่งและหน้าตาในสังคม”
หลักธรรมคำคมข้อคิดชีวิตรักจากแดจังกึม 23
โสภณ เปียสนิท
........................................
“จังกึมยังมิได้ใส่ใจเผชิญหน้าโดยตรงกับแพทย์หลวงที่ละทิ้งจิตวิญญาณความเป็นแพทย์ หลงเพียงจิตใจแสวงหาตำแหน่งและหน้าตาในสังคม” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า82)
จังกึมเป็นตัวอย่างของบุคคลผู้มีความสำเร็จที่ผู้อ่านถือเป็นแบบในการดำเนินชีวิตได้ ไม่ใส่ใจกับแพทย์หลวงที่ไร้ความเป็นแพทย์ เมื่อแพทย์ก้าวสู่ตำแหน่ง อำนาจ มีหน้าตาในสังคม และลุ่มหลงภาพมายาทำให้เสื่อมจากจิตวิญญาณเดิมของความเป็นแพทย์ ครูไม่เป็นครู ทหารไม่เป็นทหาร นักการเมืองไม่เป็นนักการเมือง เพราะหลง“เงิน อำนาจ หน้าตา” แบบนี้เช่นเดียวกัน
“ส่วนบรรดาแทพย์หญิงที่ซุบซิบนินทา นางเลือกพยายามไม่ใส่ใจต่อคนเหล่านี้” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า82)
นินทา สรรเสริญ เป็นของมีอยู่คู่โลก นินทามาจากใจของผู้ไร้ความสุข สรรเสริญมาจากใจที่ดีงามมีสุข มีปราชญ์บางคนกล่าวไว้ว่า คนมีปัญญามากชอบพูดเรื่องหลักการ คนมีปัญญาปานกลางชอบพูดวิชาการ คนมีปัญญาน้อยชอบพูดเรื่องผู้อื่น แต่จังกึมกลับเลือกจุดยืนที่ไม่สนใจผู้ชอบการนินทา คำพระสอนไว้ว่า “คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก”
“จังกึมจ้องมองร่างอันโดดเดี่ยวของอุนแพก ค่อย ๆ ห่างออกไปจากสายตา ขณะครุ่นคิดขึ้น ไม่แน่เสรีภาพและความโดดเดี่ยวอาจเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันที่เรียกว่าชีวิตก็เป็นได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งหนึ่ง อย่างไรคงต้องสูญเสียสิ่งอื่นไป” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า87)
คนอย่างอุนแพกได้สัมผัสชีวิตได้สองด้าน ทั้งเป็นคนเมืองที่อยู่ท่ามกลาง “ยศตำแหน่ง เงินตรา อำนาจ” บางคราวมีโอกาสเดินทางสู่ชนบทห่างไกล ทั้งโดดเดี่ยวเดียวดาย และมีเสรีภาพเต็มที่ ชีวิตเช่นนี้นับว่าน่าปรารถนาสำหรับผู้ต้องการเรียนรู้เพื่อเป็นรสชาติของชีวิต
“กลิ่นฝนเริ่มรุนแรงเรื่อย ๆ”
หากถามว่ากลิ่นฝนเป็นอย่างไร หลายคนไม่อาจตอบได้ง่าย ๆ เพราะกลิ่นฝนเป็นเพียงสัมผัสของคนซึ่งอยู่ในชนบท นึกภาพของคนที่นั่งภายใต้กระต๊อบหลังคาจากหรือใบไม้ นั่งเงียบๆ มองสายฝนที่รินไหลผ่านชายคา ขณะที่ฝุ่นบนดินแห้งค่อยกลายเป็นดินเปียก กลิ่นของฝนและกลิ่นดินแห้งลอยมากระทบฆานะประสาท จิตที่สงบเย็น ไร้ความวุ่นวายอาจรับความรู้สึกเหล่านี้ได้ชัดเจน
“นั่นมิใช่จังกึมหรอกหรือ? ไพร่เก็บขี้ม้าในเกาะเชจูโดเหตุใดจึงมายังวังหลวงแห่งนี้อีก?” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า90)
วาจานี้บ่งบอกความในใจของผู้พูดได้อย่างชัดเจน ว่ามีจิตใจที่หมองด้วยกิเลสคือ “การยกตนข่มท่าน” คนส่วนมากก็เป็นเช่นนี้ มักคิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น โดยไม่รู้ว่าตนเองนั้นเป็นทาสของกิเลส เป็นผู้แพ้ ถูกกิเลสไสศรีษะให้ทำความผิดต่อเพื่อนมนุษย์รอบข้างตน
“ดูท่าตำแน่งซังกุงสูงสุดคงมิอาจสนองตัณหาได้เพียงพอ ครานี้ต้องการล้มล้างนายผู้เคยช่วยเหลือตนไปแล้ว” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า93)
คนทำกรรมไม่ดีอยู่เสมอ ย่อมเคยชินกับกรรมไม่ดีนั้น การคบหากับคนเช่นนี้ ย่อมต้องระวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าเขาอาจหันมาทำกรรมเช่นนี้กับเราได้ด้วย การไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งซังกุงสูงสุดของซังกุงชเวต้องทำลายเพื่อนไปหลายคน เมื่อต้องการไต่สูงขึ้นไปอีก หรือเพื่อรักษาตำแหน่งเดิมไว้อาจต้องทำลายเพื่อนที่เคยร่วมมือกันทำกรรมไม่ดีมาด้วยกัน เช่นกัน
“ความใคร่ในอำนาจของซังกุงชเวดูไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ โลกนี้คงมิมีสิ่งใดชั่วร้ายไปกว่าความใคร่ในอำนาจเป็นแน่” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า93)
ทะเลไม่เคยอิ่มน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มเชื้อ ฉันใด ใจของคนไม่อิ่มด้วยตัณหาที่ต้องการไขว่คว้าหายศอำนาจและเงินตรา ฉันนั้น ผู้อ่านควรเก็บเรื่องนี้สอนใจไม่ให้การแสวงหายศ ตำแหน่ง อำนาจ หรือเงินตรา จนทำร้ายเพื่อนร่วมทางจนบาดเจ็บล้มตาย ซึ่งเป็นการสร้างเวรกรรมให้กับตน
“จังกึมได้ทราบข่าวดีที่ไม่เคยคาดคิด ก่อนกลับออกจากห้องพักซุกอี น่าประหลาดใจที่องค์ฮองเฮายังจำชื่อของตนได้” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า100)
การเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งซังกุงสูงสุด ร่วมกับบุคคลที่เป็นทั้งแม่คนที่สอง และเป็นทั้งอาจารย์ที่ประสาทวิชาการทำอาหาร ซังกุงฮันในครั้งนั้น สร้างชื่อเสียงของจังกึมให้อยู่ในความทรงจำของคนในวังหลวงได้อย่างไม่รู้ลืม บทบาทของจังกึมโดดเด่นชนิดชี้ผลแพ้ชนะของอาจารย์ได้
“ที่รบกวนจิตใจของซังกุงชเวมากที่สุด คงเป็นการมีอยู่ของจังกึม แม้มิทราบว่าได้รับทราบเรื่องมารดาของตนจากซังกุงหรือไม่”(แดจังกึม/เล่ม4/หน้า103)
จิตใจของผู้ฆ่า เมื่อเห็นคนที่ตนฆ่าแล้วยังไม่ตายย่อมเป็นความทุกข์ทรมาน เพราะถูกเผารนด้วยผลกรรมของตนที่ได้ก่อไว้ให้เร่าร้อนเหมือนมดที่ไต่อยู่บนกระทะร้อน วิบากกรรมแรกคือฆ่าแม่ของจังกึม วิบากกรรมที่สองคือการฆ่าซังกุงฮัน ทั้งสองวิบากกรรมยังช่วยเร่งรัดให้ฆ่าจังกึมอีกครั้ง ทำกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง
“สารปรอทนั้นสามารถทำปฏิกิริยากับไขมันได้ จึงได้ใช้ใข่ขาวกับเม็ดข้าว เมื่อได้เรียนรู้สิ่งใหม่ จังกึมแสดงอาการสนอกสนใจอย่างยิ่ง” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า105)
อีกครั้งที่เนื้อเรื่องชี้ให้เห็นถึงความ “รักในความรู้” ของจังกึม และความรักในความรู้อย่างสูงสุดเช่นนี้เองที่สร้างให้ชีวิตจังกึมก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้ชนิดที่คนอื่นไม่อาจสร้างได้ หากต้องการพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จเช่นจังกึมก็ต้องมีความรักในความรู้อย่างสูงสุดเช่นกัน
“ขณะหลงลืมกาลเวลาไปชั่วขณะ เท้าทั้งสองเร่งวิ่งเข้าหาซังกุงฮันตรงหน้า แต่กลับปรากฏเป็นใบหน้าของซังกุงมินขึ้นแทน” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า107)
มีคำพระว่า “ใจเป็นหัวหน้า ใจประเสริฐที่สุด ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ” จิตใจจังกึมคิดถึงคนเคยเป็นที่รักมีความผูกพันอย่างลึกซึ้ง ทำให้มองเห็นซังกุงมินเป็นซังกุงฮันไปได้ แสดงว่าบางครั้งใจมองเห็นเป็นภาพหนึ่ง ตากลับเห็นอีกภาพหนึ่ง คนควรฝึกใจให้เข้มแข็ง เพื่อให้มีบทบาทนำให้มองเห็นแต่สิ่งที่ดีงาม
“ยอนเซ็งมิได้คิดแม้แต่ลุกขึ้น ใบหน้านางซุกมุดลงบนต้นแขน ค่ำครวญโหยหวนขึ้น แน่นอนว่า เวลานี้สายฝนจึงเปลี่ยนมาสาดเทกระหน่ำลงบนแผ่นหลังของนางแทน” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า109)
สายฝนหนาวเย็นเหมือนคมมีดกรีดลงบนแผ่นหลังเป็นเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แต่จิตใจที่คิดถึงและห่วงใยเพื่อน เช่นจังกึมกลับเป็นความเจ็บปวดยิ่งกว่า จนลบเลือนความเจ็บปวดทางเนื้อหนังไปจนสิ้น ปราชญ์บางคนจึงให้ความสำคัญกับจิตใจมากกว่าร่างกาย
“ความอาลัยอาวรณ์บ้านเกิด ความโศกเศร้าต้องสูญเสียครอบครัว ความอ่อนล้าทางร่างกาย ทั้งหมดล้วนเป็นมรสุมชีวิตที่ต้องเผชิญ” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า112)
เกิดเป็นคนต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยาก ความทุกข์ยากเป็นเหมือนบันไดให้ผองชนได้ไต่ข้ามไปสู่ความเรืองรอง ดังนั้นคนมีปัญญาจึงไม่กลัวความทุกข์ยาก คนที่กลัวความยากลำบากคือคนที่มีปัญญาน้อย หรือไร้ปัญญา คำพระจึงสอนให้รู้ว่า “ชีวิตนี้คือทุกข์ ที่คนควรกำหนดรู้ไว้เสมอ”
“ทั้งความหิวโหยยังทำให้เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลือนหายไป มีทั้งพ่อแม่ที่ละทิ้งทารก ที่ร้ายแรงถึงกับสังหารลูก เพื่อนำเนื้อมาประทังความหิวโหย” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า112)
สวัสดีค่ะ อาจารย์
แดจังกึมจบแล้ว อาจารย์วิเคราะห์ โอชินต่อนะคะ ชอบมากค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
โอ้ ครูอ้อย ขอบคุณครับ ที่ชี้ขุมทรัพย์ให้
ยังไม่เคยนึกเรื่องโอชินเลย เดี๋ยวต้องซื้อหนังสือมาศึกษาก่อนครับ
เท่าที่อ่านมาเรื่อยๆ นี่แสดงให้เห็นว่า "อุ้มบุญเอาจริง" แล้วครับ ยอมรับโดยดี ขอเสนอมงคล38 ประการ พระสอนไว้ ลึกล้ำจริงๆ เรื่องนี้เริ่มจากคนสมัยเก่าเถียงกันไม่เลิกว่า "อะไรดี อะไรเป็นมงคลแก่ชีวิต" คนนี้ว่าอย่างนี้ คนนั้นว่าอย่างนั้น ส่วนคนโน้นก็ว่าอย่างโน้น เมื่อคนเถียงกัน แบ่งพวกกัน พระก็แบ่งพวกกัน เทวดาก็แบ่งพวกกัน พรหมก็แบ่งพวกกัน พระจึงสอนหลักไว้ ผมอ่านแล้วจึงทำให้ง่าย ด้วยการแต่งเป็นเรื่อง เป็นบทสนทนา ใครอ่านได้ จำได้ ทำได้ ถือว่า "ก้าวเดินตามหลักการทางพระศาสนา"
เรียนคุณอุ้มบุญครับ
ที่ขอบคุณมานั้น ผมยอมรับนิดหนึ่ง ที่เหลือขอให้เป็นคุณแห่งพระศาสนาก็แล้วกันนะครับ ลึกซึ้งงดงามยิ่งนัก ท้าทายให้ศึกษาเสียด้วย ของจริงคู่กับคนจริง อ่านบันทึกมงคล38ได้ที่นี่ อ่านแล้วเหมือนอ่านเรื่องสั้น38เรื่องครับ