สรุปวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อพัฒนามนุษย์
• การศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตหรือการศึกษาเพื่อเพิ่มผลผลิต
วิชาศึกษาทั่วไปแต่ก่อนนั้นเรียกว่า "วิชาพื้นฐาน" ซึ่งวิชาที่จัดให้ศึกษากันอยู่นี้แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
๑. วิชาศึกษาทั่วไป
๒. วิชาเฉพาะและวิชาชีพต่างๆ
วิชาศึกษาทั่วไปมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การสร้างคนหรือสร้างบัณฑิต ส่วนวิชาเฉพาะวิชาชีพนั้นมีจุดมุ่งหมายคือสร้างเครื่องมือให้แก่บัณฑิต หากเราไม่สามารถสร้างคนให้เป็นบัณฑิต แม้จะสร้างเครื่องมือให้ดีสักแค่ไหน แต่ถ้าผู้ใช้ไม่เป็นบัณฑิต ก็อาจจะนำเครื่องมือนั้นไปใช้ในทางที่เป็นโทษอย่างที่โบราณได้กล่าวไว้ว่า "ยื่นดาบให้แก่โจร" วิชาศึกษาทั่วไปนั้นสอนให้เราเป็นคนที่นำสังคม ไม่ใช่เอาแต่ตามสังคมเพียงอย่างเดียว โดยไม่รู้ว่าสังคมที่เราตามอยู่นั้นดำเนินไปในทางที่ถูกหรือผิด ดังนั้นการที่นำคนมาสอนวิชาศึกษาทั่วไปนั้นต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถดังเช่นนักปราชญ์ ส่วนวิชาเฉพาะวิชาชีพนั้นต้องใช้ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในวิชานั้นๆในการสอน ในการจัดวิชาศึกษาทั่วไปคือการจัดให้เรียนวิชาศิลปศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมวิชาหลักทั้ง ๓ คือ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ สมัยนั้นทุกคนเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นมาตรฐานวัดความจริง จนเกิดวิชาใหม่ๆมากมาย เช่น วิชาเศรษฐศาสตร์ วิชารัฐศาสตร์ เป็นต้น ต่อมาวิทยาศาสตร์ก็ได้ตกต่ำลง เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้ วิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคนโดยการอยู่ดำรงร่วมกันอย่างเกื้อกูลขององค์ ๓ อย่าง คือ
๑. ตัวคนหรือชีวิตมนุษย์
๒. สังคม
๓. ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
ในการพัฒนาคนนั้นมีองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือจริยธรรม ซึ่งจริยธรรมนั้นต้องเป็นจริยธรรมสากล ซึ่งแปลว่า ทุกๆสังคมนั้นยอมรับจริยธรรมนี้ว่าดี แต่การพัฒนาจริยธรรมอย่างเดียวนั้นยังไม่พออีกเช่นกัน ต้องพัฒนาคุณธรรมด้วย เพราะจริยธรรมนั้นเป็นการพัฒนาพฤติกรรมภายนอก ส่วนคุณธรรมเป็นการพัฒนาพฤติกรรมภายในหรือจิตใจหากมีทั้งสองอย่างนี้ ก็จะเรียกได้ว่าเป็นคนเต็มคน คือ ทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญามีความเจริญงอกงามขึ้นอย่างประสานสัมพันธ์สอดคล้องส่งผลเกื้อกูลต่อกันไปด้วยดีทั้งระบบซึ่งทางพระพุทธศาสนาไแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ด้านคือ
๑. พัฒนากาย (ความสัมพันธ์ทางกาย)
๒. พัฒนาศีล (ความสัมพันธ์ทางสังคม)
๓. พัฒนาจิตใจ (คุณธรรม ความมั่นคง ความสุข)
๔. พัฒนาปัญญา (ความรู้ คิด เข้าใจ หยั่งเห็น)
ซึ่งหากมนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ตามหลักดังกล่าวข้างต้น ก็จะถือว่ามนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะเป็นผู้นำสังคม พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศต่อไป
• ศิลปศาสตร์ในฐานะเป็นวิชาพื้นฐาน
วิชาพื้นฐานหมายความว่าเป็นวิชาที่เป็นพื้นฐานรองรับวิชาการอื่นๆ เพราะถ้าขาดพื้นฐานการศึกษาวิชาชีพอื่นๆก็เท่ากับขาดรากฐานแล้วก็จะไม่สัมฤทธิ์ผลตามความมุ่งหมายดังนั้นวิชาพื้นฐานจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมองดูในแง่ต่างๆดังต่อไปนี้
แง่ที่ ๑ ศิลปศาสตร์ มองโดยความสัมพันธ์กับวิชาชีพและวิชาเฉพาะต่างๆ
อย่างที่ทราบกันดีว่าวิชาศิลปศาสตร์หรือวิชาพื้นฐานนั้นมีหน้าที่สร้างบัณฑิต ส่วนวิชาเฉพาะวิชาชีพนั้นมีหน้าที่สร้างเครื่องมือ อุปกรณ์ให้กับบัณฑิต ดังนั้นในการให้การศึกษาแก่ผู้เข้าเรียน เราจะต้องสร้าง ๒ อย่างคือ
๑. สร้างความเป็นบัณฑิต
๒. สร้างอุปกรณ์ หรือเครื่องมือให้บัณฑิตนำไปใช้ประโยชน์
โดยวิชาศิลปศาสตร์หรือวิชาพื้นฐานนั้น มีจุดมุ่งหมาย ๒ ประการคือ
๑. มีจุดหมายในระหว่าง เพื่อนสร้างนักศึกษา คือ ผู้มีความพร้อมและท่าทีที่ถูกต้องในการพัฒนาตน
๒. มีจุดหมายปลายทาง เพื่อสร้างบัณฑิต คือ ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาที่จะนำวิชาที่ได้เรียนรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
แง่ที่ ๒ ศิลปศาสตร์ มองโดยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่มนุษย์เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยดี
การที่มนุษยชาติจะดำรงอยู่ด้วยดีในโลกนี้ได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบที่มาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ด้วยดี ๓ อย่างคือ
๑. ตัวมนุษย์เอง (ชีวิต)
๒. สังคม (หมู่มนุษย์ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน)
๓. ธรรมชาติแวดล้อม (ระบบนิเวศ)
ถ้าองค์ประกอบทั้ง ๓ นี้ขัดแย้งกัน ไม่เกื้อกูลกัน เป็นปฎิปักษ์ต่อกัน ทำลายซึ่งกันและกัน และไม่มีความสมดุลก็จะเกิดผลร้ายแก่ระบบการดำรงชีวิตของมนุษย์ แล้วก็จะเป็นผลร้ายแก่มนุษย์ทุกคน ทั้งแต่ละบุคคลจนกระทั่งถึงมนุษยชาติทั้งหมด
แง่ที่ ๓ ศิลปศาสตร์ มองโดยความสัมพันธ์กับกาลเวลา ยุคสมัย และความเปลี่ยนแปลง
กาลเวลาเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ไม่เกิดกาลเวลา แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามหลัก อนิจจัง ในทางพระพุทธศาสนาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเปลี่ยนไปตามปัจจัย ซึ่งยากที่มนุษย์นั้นจะเข้าใจ ดังนั้นถ้ามนุษย์พัฒนาปัญญาขึ้นมาจนรู้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติที่มีความเปลี่ยนแปลง มนุษย์ก็จะใช้ความรู้ในกฎธรรมชาตินั้นมาสร้างสรรค์ หันเห และปฏิบัติต่อเหตุปัจจัยต่างๆในทางที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต และสังคมของตนได้
แง่ที่ ๔ ศิลปศาสตร์ มองในแง่เทศะ
การมองในแง่เทศะ คือ พิจารณาเรื่องราวนั้นๆ โดยความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ที่ตั้ง หรือแหล่งแห่งที่ เช่นมองว่าภายนอกหรือภายนอกมองในแง่สังคมไทยกับสังคมต่างประเทศ เป็นต้น เราต้องรู้จักวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งสามารถนำวิชาศิลปศาสตร์มาปรับเปลี่ยนแก้ไขหรือเพิ่มเสริมเติมแต่งขึ้นมา และต้องแยกแยะให้ออกว่าส่วนไหนที่เป็นความเจริญ ส่วนที่ไม่เจริญก็ตัดทิ้งออกไป เหลือแต่ส่วนที่เจริญไว้และสืบค้นว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยของความเจริญ อะไรเป็นเหตุปัจจัยของความเสื่อมนั้นๆ ไม่ใช่ว่ารับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา เมื่อค่านิยมยอมรับกัน ก็จะยอมรับไปด้วยเสียหมด ซึ่งจะกลายเป็นว่าเรานั้นไม่ได้ใช้สติปัญญา คิดไตร่ตรองกันเลย
แง่ที่ ๕ ศิลปศาสตร์ มองในแง่การพัฒนาศักยภาพของมนุษย์
วิชาศิลปศาสตร์นั้น เป็นวิชาประเภทให้การศึกษาอย่างแท้จริง เรียกได้ว่าเป็นเนื้อแท้ของการศึกษา ส่วนวิชาเฉพาะวิชาชีพอื่นๆ เป็นเรื่องของการฝึกปรือเพิ่มเสริมความชำนาญเฉพาะด้าน และวิชาศิลปศาสตร์ก็เป็นวิชาที่พัฒนาศักยภาพพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ความรู้จักคิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการรับรู้และเรียนรู้ ซึ่งจะต้องรู้จนกระทั่งเกิดความรอบรู้จนสามารถสื่อความหมายถ่ายทอดแก่ผู้อื่นอย่างได้ผลด้วย ซึ่งสิงเหล่านี้ต้องอาศัยการฝึกฝนเท่านั้น ซึ่งสรุปได้ก็คือ วิชาศิลปศาสตร์คือศูนย์รวมของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์
แง่ที่ ๖ ศิลปศาสตร์ มองในแง่การพัฒนาปัญญาที่เป็นแกน
แกนกลางแห่งศักยภาพของมนุษย์ที่เราต้องการแท้จริงคือ ปัญญา เพราะปัญญาเป็นองค์ธรรมที่ทำให้เรารู้ความจริงของธรรมชาติ ซึ่งเราสามารถที่จะนำความรู้นั้นมาใช้ประโยชน์และแก้ไขปัญหาต่างๆได้ โดยปัจจัยที่จะทำให้เราเข้าถึงปัญญาได้ ก็คือ การคิดเป็น และคิดชัดเจน เพราะการคิดเป็นอย่างเดียวนั้น แต่คิดไม่ชัดเจน การคิดเป็นนั้นก็ไม่สมบูรณ์และไม่เกิดประโยชน์เต็มที่ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการฝึกฝนความคิด ในการใช้ปัญญาและในการพัฒนาปัญญาให้มาก ซึ่งในที่สุดแล้วการศึกษาวิชาศิลปะศาสตร์จะมาเน้นที่จุดนี้ คือ ที่การพัฒนาปัญญาของมนุษย์ การที่จะให้เกิดความรู้จริง การที่จะคิดได้ชัดเจน แล้วผลที่สุดก็เห็นรอบด้าน
สรุปไงนี่น้อยจัง