วันศุกร์...วันแห่งความสุข แล้วอย่างไรของชีวิตที่เป็นสุข สุขแท้จริงของคนเราคืออะไร วันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาชมรมจริยธรรม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน ได้ชักชวนบุคลากรราว ๓๐ คน ไปท่องเที่ยวทางธรรมและถือโอกาสถวายเทียนจำนำพรรษา ณ วัดโป่งคำ ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข ใจหนึ่งหวังได้ไปผ่อนพักจากภาระงาน ใจหนึ่งก็ได้ไปเรียนรู้ธรรมะผ่านการเรียนรู้พัฒนาชุมชนแบบวิถีพุทธ
รถตู้สำนักงานพาคณะเดินทางลัดเลาะไปตามเส้นทางผ่านไร่สวน และภูเขา ที่ส่วนใหญ่กลายเป็นไร่ข้าวโพด ใช้เวลาเดินทางราว ๓๐ นาที ก็ผ่านตัวอำเภอสันติสุข ลัดเลาะไปตามเส้นทางเล็กๆ ผ่านทุ่งนาเข้าไปสู่หมู่บ้านโป่งคำ
ผู้สูงอายุกำลังแข่งเตะปิ๊ป
รถพาพวกเราเข้าไปในวัดโป่งคำ บรรยากาศแรกที่เข้าไปวัดที่เห็นได้ชัดคือ ต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์ที่สร้างความสงบร่มเย็นยิ่งนักเมื่อย่างก้าวเข้าสู่วัด ภายในร่มไม้ที่กว้างใหญ่ของวัด ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานและมีความสุข พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นกลุ่มผู้สูงอายุชายหญิงจำนวนมาก กำลังแข่งขันกันเตะปิ๊ปกันว่าใครจะเตะได้ไกล มีเสียงเชียร์ เสียงแซวกันอย่างสนุกสนาน เป็นบรรยากาศแห่งความสุขท่ามกลางแมกไม้ภายในวัด
แล้วคณะก็เข้าไปกราบนมัสการพระครูสุจิณนันทกิจ เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ภายในกุฎิเพิงพักเล็กๆ แต่อบอุ่น หลังจากได้ทักทายปราศรัยสักครู่ ก็ได้เริ่มพิธีการถวายเทียนจำนำพรรษา หลังพิธีการเสร็จแล้ว พระครูก็ได้เล่ากระบวนการพัฒนาวัดและชุมชนให้ฟังอย่างน่าสนใจยิ่งนัก ที่สำคัญคือเรื่องศิลปะการใช้ชีวิต หลังฉันอาหารเพลเสร็จแล้ว พระครูก็ให้ความเมตตาพาคณะเดินทัวร์รอบวัดและป่ารอบวัด เพื่อดูกิจกรรมต่างๆ ที่วัดและชุมชนได้ทำร่วมกัน เรียกว่าได้อิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มบุญจริงๆ ได้ความรู้และแรงบันดาลใจในการที่จะกลับไปทำงานและใช้ชีวิตต่อให้มีความสุข
พระครูสุจิณนันทกิจ (สมคิด จารณะธัมโม)
วันศุกร์นี้ จึงเป็นวันแห่งความสุขจริงๆ และเรื่องต่อไปนี้เป็นการบันทึกเรื่องเล่าของท่านพระครู และการเดินท่องเที่ยวทางธรรม ผ่านการเกษตรแบบวิถีพุทธ และข้อมูลเดิมที่ผู้เขียนได้เคยถอดบทเรียนไว้มาประกอบในการเขียนบันทึกครั้งนี้
.....................................................................................................
ศูนย์การเรียนรู้วัดโป่งคำ
อาหารกาย กินแล้วไม่อิ่มจริง ต้องเติมอาหารใจ ได้แต่เติมอาหารกาย เติมเท่าไรก็ไม่อิ่ม ก็ยังหิว ยังกินตลอด ลองปล่อยวางหันมาเติมอาหารใจ ให้ความสุขที่แท้จริงกับชีวิตบ้าง
“บ้านโป่งคำ” หมู่ที่ ๕ ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน มีพื้นที่ตั้งหมู่บ้านเป็นที่ลุ่มส่วนหนึ่ง เป็นเนินเขาส่วนหนึ่ง มีลำน้ำห้วยไหลผ่านและพื้นที่ดินแถบลำห้วยเป็นดินโป่ง คือดินเกลือที่มีเกลือสินเธาว์ผุดเกรอะกรังอยู่ ลักษณะของดินดังกล่าว จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านตามลักษณะของธรรมชาติของดินนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเล่าว่าชุมชนโป่งคำเริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐ ประมาณ ๑๕ หลังคาเรือน โดยมีนายอานา พังยะ เป็นผู้นำการก่อตั้งชุมชน ประชากรชาวบ้านสมัยนั้นบางครอบครัว ส่วนใหญ่ได้แยกมาจากบ้านดู่พงษ์มาตั้งถิ่นฐานร่วมกัน จึ่งมีสำเนียงเป็น ภาษาลาว เพื่อทำการประกอบอาชีพทำไร่ เลี้ยงสัตว์ และส่วนหนึ่งก็แยกมาจากที่อื่นบ้าง
“บ้านโป่งคำ” เป็นชุมชนเล็กๆ ชนบทชุมชนหนึ่ง ที่อดีตถูกมองว่าเป็นชุมชนชายขอบ ยากจน ขาดการพัฒนา มีการศึกษาน้อย แต่คนสวนใหญ่มักจะรู้จักชุมชนนี้ในแง่ของชุมชนเอ๋อ เนื่องจากในอดีตคนที่นี่เป็นโรคเอ๋อ(โรคขาดสารไอโอดีน) กันจำนวนมาก ท่านอดีตนายกชวน หลีกภัย สมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็เคยมาติดตามงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดสารไอโอดีนที่นี่ ดังนั้นภาพของชุมชนบ้านโป่งคำจึงดูเสมือนหนึ่งชุมชนที่ล้าหลังในสายตาของคนภายนอก จนกระทั่งในยุคแห่งการพัฒนาความเจริญ จึงมีถนนหนทางเข้าสู่หมู่บ้าน ตามนโยบายการพัฒนาของรัฐที่มุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก เช่น ข้าวโพด ฝ้าย ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเป็นไปอย่างรวดเร็ว พื้นที่ป่าไม้ลด ความสมดุลของธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป
เล่าเรื่องป่าและสมุนไพร
เมื่อผืนป่าหลายหมื่นไร่ ถูกถางให้โล่งเตียน เพื่อแปรสภาพเป็นไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา เพื่อที่จะได้เงินเป็นกอบเป็นกำตามคำร่ำลือ ประกอบกับมีนายทุนในพื้นที่คอยสนับสนุน เช่น เมล็ดพันธุ์ สารเคมีต่าง ๆ ให้บริการแบบสินเชื่อ หากถึงฤดูการเก็บเกี่ยวค่อยนำเงินมาชำระทีหลัง พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพด และไม่ได้ราคาอย่างที่คิดไว้ หลายครอบครัวจึงมีหนี้สิน เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วมีเงินเหลือใช้ไม่กี่บาท ขณะที่ป่าก็เสื่อมโทรมลง ความสมดุลของธรรมชาติเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น ลำน้ำแต่ละสายก็เริ่มแห้งขอด พืชผัก ผลผลิตจากป่าที่เคยนำมาเลี้ยงชีพก็เริ่มหายากขึ้นทุกขณะ ชาวบ้านโป่งคำกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติอย่างคาดไม่ถึง
ป่าที่ฟื้นตัว
แหละนี่ก็เป็นส่วนสำคัญที่พระหนุ่มที่เกิดและเติบโตที่นี่ ได้หันหลังให้กับการบวชเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ กลับมาพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด พระครูสุจิณนันทกิจ(พระอาจารย์สมคิด จารณธัมโม) เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ได้เล่าว่า “...แต่เดิมนั้นใครๆ ก็ดูถูกมองว่าชาวบ้านที่ล้าหลัง ไร้การศึกษา ไม่มีการพัฒนา ...ขณะนั้นก็ไปบวชเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็มีความคิดแว๊บหนึ่งขึ้นมาว่า ที่จริงกรุงเทพฯ หรือน่านบ้านเราก็เหมือนกัน คือหิวก็ต้องกินเหมือนกัน ไม่มีอะไรต่างกัน แล้วเราทำไมต้องมาอยู่กรุงเทพฯ ด้วย จึงตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านมาประจำอยู่ที่วัดโป่งคำ...กลับมาอยู่บ้านก็ได้ศึกษาความเป็นชาวบ้านและชุมชนและได้ตั้งคำถามและหาคำตอบกับชาวบ้านอยู่เสมอ ว่าเป็นอย่างที่เขาว่า ไม่มีการพัฒนา พึ่งพาตนเองไม่ได้ ต้องรอการช่วยเหลือจากคนอื่น จริงหรือไม่แล้วทำไมชุมชนถึงอยู่ได้มากว่า ๑๐๐ ปี ก็ลองไปถามผู้เฒ่าผู้แก่ดูว่าตอนที่ไม่มีโรงพยาบาล สถานีอนามัย ไม่มีหมอ เวลาเจ็บป่วยได้ไข้เราทำอย่างไร ชาวบ้านก็บอกว่าก็ไปเอาสมุนไพร ใบนั่น ต้นนั่น รากนี่ มากิน มาต้ม แก้อันนั้นอันนี่ ยาสมุนไพรมีเต็มบ้านเต็มป่า ก็ถามต่อว่าแต่ก่อนไม่มีร้านค้า ไม่มีห้างโลตัส ไม่มีตลาด สูเอาเสื้อผ้าที่ไหนมาใส่ ชาวบ้านก็บอกว่าก็ปลูกฝ้ายเอง มามาปั่นมาทอเป็นผ้าเย็บใช้เอง อยากได้สีอะไรก็เอาเปลือกไม้ ใบไม้ สีต่างๆ ตามธรรมชาติ ตามข่วงบ้าน ตามป่ามาย้อมเอา แล้วถามต่อไปเรื่อยอีกว่า แต่ก่อนไม่มีวิทยุ ไม่มีทีวี ไม่มีซีดี สูเอาอะไรมาเล่นมาดูในยามพักผ่อน บันเทิงใจ เขาก็ตอบว่าก็เล่นสะล้อซอปิน ซอ จ๊อยกันไป ม่วนงันกัน ใครก็เล่นก็ซอจ๊อยกันเป็น จะเห็นได้ว่าคนสมัยก่อนไม่ล้าหลัง ไม่ได้ไร้การพัฒนา แต่เขามีภูมิปัญญา มีองค์ความรู้ มีการพึ่งตนเองของเขา เพียงแต่ไม่ได้สืบทอดกันมา จึงถามต่อว่าแล้วเดี๋ยวนี้ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ชาวบ้านก็บอกว่าเดี๋ยวนี้มันสะดวกสบาย ไม่สบายก็ไปหาหมอที่โรงพยาบาล สถานีอนามัย ได้ยามากิน หายเร็วดี เสื้อผ้าก็ไปซื้อที่ร้าน สะดวกสบาย...” เมื่อเริ่มตั้งคำถาม ก็พบคำตอบ เห็นทางออกของปัญหา และเกิดปัญญา
ต้นวานิลลา
“…เหตุที่ชุมชนของเราเดือดร้อน ก็เพราะว่าเราปลูกสิ่งที่กินไม่ได้ กินในสิ่งที่ไม่ได้ปลูก ทุกวันนี้เราปลูกข้าวโพดแล้วขายเอาเงินไปซื้อข้าว กินอาหารจานด่วน ฟาสฟู้ดนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องซื้อทุกอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่าไรถึงจะพอ แต่ก่อนเราไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีน้ำประปา ไม่มีตลาด แต่ ทำไมเราถึงอยู่ได้ ก็เป็นเพราะบ้านเรามีป่าไม้ที่สมบูรณ์หรอกหรือ ป่าอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้มีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีน้ำไหลใช้สอยตลอดปีตลอดแล้ง เราอยู่กันแบบพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ หากญาติโยมอยากมีความสุข ก็ต้องมาช่วยกันสร้างป่า เพราะสุดท้ายแล้วป่าจะคุ้มครองชีวิตของเรา แต่แล้วก็มีชาวบ้านย้อนถามว่าหากไม่ทำไร่ข้าวโพดแล้ว จะเอาอะไรกิน และเลี้ยงครอบครัว…” ชาวบ้านรู้ปัญหา แต่จำยอมกับกระแสวัตถุและความสะดวกสบายที่ถาโถมเข้ามา นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้
“...การเปลี่ยนความคิดของคน จะพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ก่อน อาตมาก็เคยสอน เคยเทศน์ให้คนขยัน บางครั้งโยมก็ย้อนกลับว่า ทำไม่ได้ และเมื่อท่านได้แนะนำให้ชาวบ้านปลูกไม้ผล ชาวบ้านบอกว่า ทำไม่ได้ กล้าไม้มันแพง ไม่มีเงินเหมือนท่าน เพราะฉะนั้น เมื่อท้องเขายังร้องอยู่ ยังขาดแคลนปัจจัยสี่ เราจะเทศน์ดีขนาดไหน การพัฒนาทางด้านจิตใจไม่เกิด อาตมาเห็นว่าต้องพัฒนาทางด้านจิตใจและวัตถุ(ร่างกาย) ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ หากพระมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน การอนุรักษ์ป่า การทำการเกษตร ก็สามารถสอดแทรกด้านการพัฒนาจิตใจเข้าไป นอกจากให้รู้หลักปฎิบัติการสิ่งแวดล้อม ด้านเกษตรแล้ว พระได้ชี้ทางให้รู้จักวิเคราะห์ถึงบ่อเกิดของปัญหา สร้างปัญญาให้เกิดขึ้น รู้เท่าทันปัญหา และก้าวไปสู่การปลดทุกข์ในระดับสามัญชนได้...” และนี่จึงนำไปสู่ปฏิบัติการเชิงทดลองเรียนรู้ โดยใช้วัดและพื้นที่รอบวัดเป็นห้องเรียนรู้ของตนเองและชุมชน
หลังจากใช้เวลาในการศึกษาชุมชนอยู่ระยะหนึ่ง พระครูสุจิณนันทกิจ จึงแน่ใจว่าชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ เพียงแต่ความมักง่ายและไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองมีอยู่จึงได้ละเลยไป จึงได้เริ่มสืบค้นภูมิปัญญา องค์ความรู้ดั้งเดิมของชาวบ้านที่มีอยู่มาทำมาสืบสาน ชักชวนชาวบ้านมาร่วมทำกิจกรรม เปิดวัดให้คนได้มาใช้พื้นที่ มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ เริ่มจากการอนุรักษ์ต้นไม้ในวัดและป่าชุมชนรอบๆ อันเป็นพื้นที่ของวัด จำนวน ๕๖ ไร่ โดนเน้นการปลูกต้นไม้ ให้ต้นไม้แต่ละต้นเป็นโรงเรียนความคิดของคนเรา มีการแบ่งพื้นที่รอบๆ วัดเป็นป่า ๓ ลักษณะ ได้แก่ ปลูกต้นสัก เป็นการทดลองปลูกต้นไม้เข้าแถว จำนวน ๒ ไร่ ต้นสักกว่า ๖๐๐ ต้น เพื่อดูว่าต้นสักกว่าที่จะโตนั้นจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ปลูกไม้ผสมผสาน ในพื้นที่เดิมของโยมพ่อโยมแม่ราว ๒๐ ไร่ ที่เป็นที่ปลูกข้าวโพด ก็ลองเอาพืชนานาชนิดของท้องถิ่นและต่างถิ่นบ้างมาปลูกแบบผสมผสาน รวมไปถึงการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์แบบผสมผสานตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทดลองการเรียนรู้แบบเศรษฐกิจพอเพียง ป่าธรรมชาติ บนดอยเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ทิ้งเอาไว้ ไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่ระวังป้องกันไฟป่าเท่านั้น ปล่อยให้ต้นไม้โตขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนกับที่พระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสไว้ ปัจจุบันพบว่ามีพืชสมุนไพรกว่า ๔๐๐ ชนิด
ทำปุ๋ยหมัก
บ่อเลี้ยงปลาดุก
สระน้ำ
ดังนั้นพื้นที่วัดกว่า ๗๐ % จะเน้นการปลูกต้นไม้ ก็นำเอากุศโลบายความเชื่อของชาวบ้านมาให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกป่า อนุรักษ์ต้นไม้ เพราะชาวบ้านเขาเชื่อว่าต้นไม้ใหญ่หรือป่าเขาก็จะมีผีป่า ผีเจ้าที่ดูแลอยู่ ใครตัดทำลายก็จะมีอันเป็นไปบ้าง ก็เอาความเชื่อนี้มาเป็นกุศโลบายให้คนรักษาต้นไม้ รักษาป่า ส่วนชาวบ้านญาติโยมที่มาทำบุญหรือมาศึกษาดูงานก็จะบอกให้เขาช่วยปลูกต้นไม้คนละต้นเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต เป็นการทำบุญที่ดีอย่างหนึ่ง เมื่อปลูกแล้วก็ต้องมาดูแลไม่ให้มันตาย ส่วนญาติโยมที่อยู่ไกลไม่สามารถกลับมาดูแลได้ก็จะบริจาคเงินมาเป็นกองทุนดูแลต้นไม้ ทำให้ป่าเริ่มฟื้นตัว มีต้นไม้นานาชนิด มีเห็ด มีหน่อ มีผัก มีอาหารจากป่าได้เก็บกิน มียาสมุนไพรได้ใช้สอยยามเจ็บไข้ ชาวบ้านก็เห็นประโยชน์ก็เริ่มมาสนใจดูแลป่า มาร่วมทำกิจกรรมมากขึ้น และเอาแนวคิดเกษตรวิถีพุทธไปทำในพื้นที่ของตนเอง ขยายออกไป
ไส้เดือนดิน
ผลิตภัณฑ์ไส้เดือนดิน
การเกิดกลุ่มเกษตรทางเลือก เกษตรผสมผสาน มีแปลงสาธิต เรียนรู้และทดลองทำ อยากกินอะไรก็ปลูก ก็เลี้ยง ไม่ใช้สารเคมี กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน เป็นที่พักพิงสุขกายสุขใจ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้คนในหมู่บ้านมาเรียนรู้ เป็นแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้ที่จะพึ่งพิงตนเอง และขยายไปยังพื้นที่ของชาวบ้านในบ้านโป่งคำและหมู่บ้านอื่นๆ อีกกว่า ๖๐ จุด
หมูป่า
เมื่อป่าเริ่มฟื้นตัว การเกษตรผสมผสานเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ชาวบ้านเริ่มมารวมกลุ่มทำกิจกรรมกันมากขึ้น พระครูสุจิณนันทกิจจึงได้ชักชวนชาวบ้านและเยาวชนมารื้อฟื้นการทอผ้าและย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยศึกษาสีต่างๆ จากธรรมชาติ จากต้นไม้ เปลือกไม้ รากไม้ ใบไม้ที่ให้สีต่างๆ จนเกิดกลุ่มทอผ้าย้อมสีด้วยธรรมชาติ ได้ร่วมกันศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านการเรียนรู้การวิจัยชาวบ้านโดยการสนับสนุนของสำนักงานวิจัยท้องถิ่น(สกว.ท้องถิ่น) จนทำให้กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติได้รับการยอมรับและเผยแพร่ออกไป ทางอบต.เห็นความสำคัญก็ได้จัดงบประมาณมาสนับสนุนการรวมกลุ่ม การก่อสร้างศูนย์ผลิตและจำหน่ายผ้าทอขึ้น เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน
ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุก็ได้รวมกลุ่มกันถ่ายทอดภูมิปัญญาวัฒนธรรมการละเล่นดั้งเดิมแก่เยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสะล้อซอปิน การฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง เกิดกลุ่มเยาวชนอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านขึ้น เอามาแสดงในงานต่างๆ ของชุมชนและต่างชุมชน ทำให้ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและเยาวชนมีกิจกรรมทำร่วมกัน เป็นการสานสัมพันธ์ของคนสองวัย ผู้สูงอายุก็มีคุณค่าในตัวเอง มีกิจกรรมทำ เป็นที่เคารพเชื่อฟังของลูกหลาน ลูกหลานเยาวชนก็ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด สร้างความอบอุ่นร่มเย็นในครอบครัวชุมชน และการกลับมาของพืชสมุนไพร ส่งผลทำให้องค์ความรู้ด้านยาสมุนไพรพื้นบ้านถูกรื้อฟื้นขึ้นมา และผู้สูงอายุก็มีบทบาทในการถ่ายทอดให้กับลูกหลานได้สืบทอด พร้อมทั้งได้ร่วมกันแปลตำรายาจากปั๊บสา ซึ่งเป็นภาษาล้านนาเป็นภาษาไทยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้ขยายต่อไป ปัจจุบันกลุ่มสมุนไพร ได้นำเอาพืชสมุนไพรพื้นบ้านหลายชนิดในป่ามาแปรรูปจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อการพัฒนา มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการประหยัด อดออม และตั้งสัจจะร่วมกันภายในกลุ่มให้มีการออมอย่างน้อยวันละ ๑ บาท เดือนละ ๓๐ บาทแล้วนำมารวมกัน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เงินที่นำมาออมรวมกัน ได้ปล่อยให้สมาชิกในกลุ่มเป็นคนกู้ และค้ำประกันกันเอง โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑ บาท/เดือน และคืนเงินเป็นงวด ๆ ต่อมากลุ่มเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้สมาชิกหลายราย กลายเป็นสถาบันทางการเงินของคนในชุมชน
หน่อหม่าจู
การดำเนินกิจกรรมในชุมชนบ้านโป่งคำ ที่ชุมชนได้เรียนรู้ร่วมกัน “กระบวนการกลุ่ม” ถือว่ามีความสำคัญ เพราะทำให้ชุมชนมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น การหาทางออกที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังเกิดการเอื้ออาทรต่อการพัฒนาในด้านอื่น ๆ เช่น การประนีประนอมต่อกันในการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้ง การยอมรับมติของที่ประชุม การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ตลอดถึงการมีวินัยและความรับผิดชอบต่อกลุ่มในการปฎิบัติข้อตกลงร่วมกัน จนเกิดการพัฒนาระบบ วิธีคิดในการจัดการองค์กร ผลจากการทำงานที่เป็นรูปธรรม ทำให้ชุมชนเกิดความพยายามที่จะพัฒนาคนเอง ในการทำงานพัฒนารูปแบบและการขยายเชื่อมโยงองค์ความรู้มากขึ้น และมีความเชื่อมั่นในการสื่อสาร ถ่ายทอด เรื่องราวในชุมชนของตนเองอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน“ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนโป่งคำ” เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของคนในชุมชน ทั้งในระดับภาค และระดับชาติ นอกจากนี้ยังได้มีประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี ตามโครงการ “มหาวิทยาลัยชีวิต” ซึ่งจะเปิดสอนในหลักสูตรสหวิทยาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สาขาวิชารัฐศาสตร์ และจะทำการเปิดภาคเรียนในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๙ ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำ เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนมีโอกาสและทางเลือกในการศึกษาและดำเนินการพัฒนาชุมชน สังคมในด้านอื่น ๆ ต่อไป นอกจากนี้มูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยเกษตรพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ก็ได้เข้ามาสนับสนุนในการดำเนินการเกษตรผสมผสานและการฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต่อยอดจากสิ่งที่วัดและชุมชนทำ โดยได้ขยายผลไปยังพื้นที่ ๖ หมู่บ้าน โดยนำพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการพัฒนา
ณ วันนี้ วัดโป่งคำ และศูนย์การเรียนรู้วัดโป่งคำ จึงมิได้เป็นเพียงพื้นที่ทดลองเรียนรู้ของวัดและชุมชนเท่านั้น หากแต่เป็นแหล่งเรียนรู้การเกษตรผสมผสาน การอนุรักษ์ป่า สมุนไพร การทอผ้าย้อมสีด้วยธรรมชาติ การออมทรัพย์ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการเรียนรู้การพัฒนาตนเอง
นี่คือแหล่งเรียนรู้ชีวิต ธรรมะ ธรรมชาติ
....................................................................................................
สังคมต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง จึงเกิดเป็นชุมชน เป็นสังคมที่ดี การทำให้คนมีความสุข สำคัญอยู่ที่สำนึกในการช่วยเหลือคนอื่น หมอยา หมอพระ หมอครู ต่างก็มีบทบาทหน้าที่ของตนเอง หมอพระก็มีหน้าที่รักษาใจ ให้ใจเข้มแข็งอยู่สม่ำเสมอ ไม่วอกแวกวอแว ไม่ให้เป็นไปตามกระแสวัตถุนิยม การเข้ามาของพืชเชิงเดี่ยว เพราะอยากได้อยากมี ก็ต้องมีสติรองรับ รู้เท่าทัน เอาใจตนให้แข็งแกร่ง มีสติ มีปัญญา เป็นแก่นหลักของการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และชุมชน
ชีวิตเรามีงาน มีแต่โครงการ คุยกันแต่งานที่ทำ แต่เราไม่ค่อยได้คุยถึงเรื่องภายใน เราควรปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลงไปบ้าง ชีวิตจึงจะมีความสุข หากเปรียบภาระต่างๆ เป็นแก้วน้ำใบหนึ่งที่มีน้ำอยู่ หากเรายกขึ้นมาแป๊บเดียวมันก็ไม่หนัก แต่หากยกไว้ยิ่งนานเท่าใด มันก็ยิ่งเริ่มรู้สึกหนักขึ้น เมื่อยมากขึ้น เป็นภาระมากขึ้น แล้วทำไมเราต้องถือมันไว้ด้วยล่ะ ดื่มมันให้ชื่นใจ แล้วก็วางลง มันก็ไม่หนัก ชีวิตเราก็เช่นกันยึดอะไรไว้ ถืออะไรไว้ มันก็หนักมันก็เป็นภาระ ยิ่งพันยิ่งรุงรัง ก็ปล่อยวางลงเสียบ้าง เราเรียนรู้เรื่องงาน เรื่องภายนอกมาตลอดชีวิต แต่เราไม่ค่อยได้เรียนรู้เรื่องภายในตัว เรา
...................................................................................................
บันทึกการเรียนรู้“องค์กรสร้างสุขเข้าพรรษา”
ณ ศูนย์การเรียนรู้วัดโป่งคำ อ.สันติสุข จ.น่าน
วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓
ขอขอบพระคุณ ท่านพระครูสุจิณนันทกิจ ชาวบ้านโป่งคำ
และกัลยาณมิตรร่วมเดินทางเรียนรู้ทุกคน
-ชื่นชมกับความงดงาม และความดีของชุมชนคนน่าน
-ขอบคุณมากค่ะ กับการแบ่งปันสิ่งดีๆ