ผมได้รับ อี-เมล์ เรื่อง TQF จาก ผอ. นิภาพรรณ
แก่นคง แห่ง สกอ. เมื่อวันที่ ๓๐ มิ.ย. ๕๓ ดังนี้
กราบเรียน ท่านประธาน กกอ. ที่เคารพ
ตามที่ท่านมีบัญชาให้ สกอ. รวบรวมข้อเสนอแนะจากฝ่ายต่างๆ และสังเคราะห์เป็นประเด็นเชิงนโยบายเพื่อการประยุกต์ใช้ TQF นั้น ขณะนี้ได้นำเสนอต่อ ที่ประชุมคณะอนุมาตรฐานฯ เมื่อเดือนที่แล้ว แต่เนื่องจากมีวาระมาก จึงยังมิได้พิจารณา โดยคณะอนุมาตรฐานจะพิจารณาในเดือนกรกฎาคม ศกนี้ และจะนำเสนอต่อ กกอ. ต่อไปค่ะ
ในการนี้ สกอ. ได้จัดประชุมคณาจารย์นำร่องของโครงการ เมื่อวันที่ 10-11 มิถุนายน โดยคณาจารย์ประมาณ 40 ท่าน ได้รับเชิญจากสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 140 แห่งไปเป็นวิทยากรให้คำปรึกษาในรายละเอียดและลงมือปฏิบัติในการพัฒนาหลักสูตรตาม TQF วิทยากรเหล่านั้นให้ข้อมูลว่า ได้พบปะกับคณาจารย์รวมประมาณ 24,200 คน ทั้งหมดมีทัศนคติที่ดีต่อ TQF เพราะมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง มีกลุ่มคณาจารย์ในสาขาต่างๆรวมกลุ่มกันเสนอขอจัดทำ มาตรฐานสาขาร่วมกัน 32 สาขาแล้วค่ะ รวมทั้งที่ประชุมสภาคณบดีคณะมนุษยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งขอจัดทำมาตรฐานสาขาภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ (รวมอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน เยอรมัน เกาหลี ฯลฯ)
หนูขออนุญาตส่งข้อมูลที่เกี่ยวกับ TQF มาเพื่อโปรดทราบในเบื้องต้นตามเอกสารแนบด้วยนะคะ มีทั้งหมด 5 หน้า แผนภาพ 3 หน้าค่ะ ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง
นิภาพรรณ แก่นคง
กรอบมาตรฐานคุณวุฒิ: ปัจจัยสู่ความสำเร็จ ประโยชน์ และปัญหาที่อาจมี
-----------------------------
ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
1.
การจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิในสาขาต่างๆ
(มคอ.1) ซึ่งเป็นมาตรฐานฐานขั้นต่ำ โดยคณาจารย์ ผู้ใช้บัณฑิต
และองค์กรวิชาชีพ
มาร่วมมือกันเพื่อตกลงและกำหนดมาตรฐานในการจัดหลักสูตร
การเรียนการสอนในสาขาของตนเพื่อนำไปสู่คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ในสาขานั้นๆ
2.
การพัฒนาหลักสูตรที่มีการกำหนดรายละเอียดของหลักสูตรและรายวิชา
(Program and Course
Specifications) (มคอ.2และมคอ.3) ที่เน้นมาตรฐานผลการเรียนรู้
(Learning Outcomes)
ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายในการพัฒนาบัณฑิตไว้ในรายละเอียดของหลักสูตร
และรายวิชา
3. กระบวนการในการถ่ายทอดกลุ่มมาตรฐานผลการเรียนรู้ (Domains of Learning) ไปถึงผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บรรลุมาตรฐานผลการเรียนรู้นั้น จึงต้องมีการกำหนดกระบวนการบริหารจัดการที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน (Plan - Do – Check – Act) ไว้ในวงจรของ TQF (ได้แก่ มคอ. 3 – 7) เกิดการนำผลการดำเนินงานมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นการเพิ่มพูน (Enhancement) มาตรฐานการจัดการเรียนการสอนให้สูงยิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุด คือ การนำศาสตร์ทางการสอนมาใช้ให้เหมาะสมกับศาสตร์ในสาขาต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุ Learning Outcomes ที่ต้องการ จึงต้องให้คณาจารย์ในสาขานั้นๆ ร่วมกันกำหนดแนวทาง/กลยุทธ์การสอนและการวัดประเมินผลไว้ใน มคอ.1 เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปเป็นหลักในการพัฒนาหลักสูตร ทั้งนี้ สกอ. ได้จัดโครงการคู่ขนานซึ่งเชื่อมโยงกับ TQF ได้แก่ โครงการ POD Network (Professional and Organizational Development Network) ซึ่งเน้นการพัฒนาเทคนิคการสอนแบบต่างๆ ให้แก่คณาจารย์ เพื่อให้เป็นอาจารย์มืออาชีพ
ศาสตร์ทางการสอน และ การวัดและประเมินผลเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตตามแนวคิดของTQF ดังนั้น ฝ่ายนโยบายระดับต่างๆ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคณาจารย์ในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อพัฒนาการของศาสตร์ด้านนี้ (อาจารย์ส่วนใหญ่จะมีความเชี่ยว ชาญในศาสตร์ที่ตนเล่าเรียนมา แต่ไม่ได้เรียนศาสตร์ทางการสอน เทคนิคการวัดและประเมินผล) ฝ่ายนโยบายควรอำนวยความสะดวก (facilitate) ให้คณาจารย์ได้รับการพัฒนาเรื่องเหล่านี้ เช่น สกอ. ซึ่งมีโครงการ POD Network ก็ควรมีการดำเนินโครงการให้มีขอบเขตที่กว้างขึ้นและต่อเนื่อง มีการวางแผนการดำเนินกิจกรรมของโครงการที่ชัดเจนและประกาศให้ ม/ส ทราบล่วงหน้าในแต่ละปีเพื่ออาจารย์จะได้วางแผนการเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการโดยไม่กระทบต่อภาระงานสอน และ ม/สเองก็ควรจัดให้มีหน่วยที่ทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาการสอนของอาจารย์ด้วย ปัจจุบันฝ่ายนโยบายส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคณาจารย์ด้านนี้มากนัก
4. การเชื่อมโยง TQF กับหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหน้าที่กำกับ ดูแลมาตรฐานการจัดการศึกษาและการจัดสรรงบประมาณในการผลิตบัณฑิต การดำเนินการตามวงจรของ TQF จะเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น
4.1 กกอ. และ สกอ. ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้จากฐานข้อมูล 2 ฐาน คือ
- ฐานข้อมูล TQF เป็นการรับทราบหลักสูตรที่สภาสถาบันอนุมัติและออกแบบตาม
TQF แล้ว เปรียบเสมือนข้อสัญญาที่มีต่อผู้เรียนและสาธารณะ
- ฐานข้อมูล TQR (Thai Qualifications Register) เป็นการเผยแพร่ให้สาธารณชนมั่นใจได้อีกชั้นหนึ่งว่าสถาบันฯ ได้ดำเนินการจริงตามที่ได้วางแผน/สัญญาไว้ฐานข้อมูล TQF ดังกล่าวข้างต้น การประเมินว่าได้ดำเนินการจริงนั้นจะมาจากผลการประเมินตามตัวบ่งชี้ของ TQF โดยผู้ประเมินคุณภาพภายใน (IQA) ซึ่งจะถูกส่งมาที่ฐาน TQR
- หลักสูตรที่มีในฐานข้อมูล TQF แต่ไม่ถูกเผยแพร่ในฐานข้อมูล TQR ตามเงื่อนไข
ที่กำหนด (ซึ่งระบุไว้ในประกาศกกอ.ให้ม/สทราบไว้ล่วงหน้าแล้ว) จะส่อให้เห็นถึงปัญหาในการดำเนินการของหลักสูตรนั้นๆ ซึ่ง กกอ.จะพิจารณาสั่งการให้ความช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำให้ปรับปรุงได้ทันท่วงทีก่อนที่ผู้เรียนจะสำเร็จการศึกษา เนื่องจากจะทราบผลการประเมินจากการประเมินตามระบบ IQA เป็นรายปีทุกปี
ในกรณีที่สถาบันไม่จัดการปรับปรุง/แก้ไขตามที่
กกอ.ได้เสนอแนวทางการ
ปรับปรุง
หรือไม่คงไว้ซึ่งคุณภาพการจัดการศึกษาในหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง
กกอ.สามารถแจ้งข่าวเตือนต่อสาธารณะได้โดยการถอดถอนหลักสูตรนั้นออกจากการเผยแพร่ใน
TQR ผู้เรียนจะได้ไม่เลือกเรียนในหลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐาน
- หลักสูตรที่เผยแพร่ในฐานข้อมูล TQR นอกจากแสดงถึงความสามารถของสถาบัน ในการจัดหลักสูตรได้อย่างมีคุณภาพแล้ว ยังแสดงถึงศักยภาพในการจัดการศึกษาได้ดีเท่ากับหรือสูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่ TQF กำหนดไว้ ดังนั้น กกอ.และสกอ.สามารถส่งเสริมสถาบันอุดมศึกษาได้เหมาะกับศักยภาพ ความพร้อมของแต่ละแห่ง และจะช่วยกันพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาไปสู่สากลได้ง่ายขึ้น
4.2 ก.พ. สามารถใช้ฐานข้อมูล TQR ในการรับรองคุณวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาได้อย่างมั่นใจว่า สถาบันอุดมศึกษาจัดการศึกษาในหลักสูตรนั้นๆ ได้อย่างมีคุณภาพตามที่สัญญาต่อสาธารณะไว้
กรณีที่จะใช้เฉพาะฐานข้อมูล TQF ในการรับรองคุณวุฒิ จะทำให้บางสถาบันอุดมศึกษาไม่กระตือรือร้นหรือเอาจริงเอาจังที่จะดำเนินการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนตามที่ออกแบบไว้อย่างดีในตอนขออนุมัติจากสภาสถาบันและขอรับทราบจาก สกอ. ขาดแรงจูงใจที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต ปัญหาร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพการจัดหลักสูตร การเรียนการสอนจะไม่ได้รับการแก้ไข ดังจะเห็นได้จากข่าวร้องเรียนต่างๆ หลักสูตรที่มีปัญหาเหล่านั้น เป็นหลักสูตรที่สภาสถาบันอนุมัติแล้ว สกอ.รับทราบแล้ว ทั้งสิ้น ดังนั้น การที่ ก.พ.จะรับรองหลักสูตรที่ได้รับการเผยแพร่ในฐานเผยแพร่ TQR จะเป็นมาตรการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจในคุณภาพการจัดการศึกษา ทั้งนี้ กกอ.ได้แจ้งกติกาดังกล่าวไว้ล่วงหน้าให้รับทราบโดยทั่วกันแล้วในประกาศคณะ กรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ
4.3 สำนักงบประมาณ ฐานข้อมูล TQR จะแสดงถึงมาตรฐานการจัดหลักสูตรที่สถาบันสามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานที่กำหนดหรือสูงกว่า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาจัดสรรหรือสนับสนุนงบประมาณเพื่อการผลิตบัณฑิตเพิ่มเติม หลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐานเมื่อ กกอ.ให้โอกาสปรับปรุงแล้วยังไม่สามารถทำให้มีคุณภาพได้และ กกอ. เห็นควรให้ยุติการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรนั้นก็จะไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งจะทำให้ใช้งบประมาณของชาติเป็นไปอย่างคุ้มค่า
4.4 สำนักงานคณะกรรมการกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สามารถใช้ฐานข้อมูลTQR เพื่อประกอบการพิจารณาการจัดสรรเงินกู้เพื่อการศึกษา ซึ่งจะทำให้ ม/ส มีความระมัดระวังที่จะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพอยู่เสมอ
4.5 สำนักทดสอบทางการศึกษา สามารถให้ข้อมูลหลักสูตรที่มีคุณภาพต่อนักศึกษาที่ต้องการสมัครเข้าศึกษาต่อได้อย่างถูกต้อง โดยใช้ฐานข้อมูล TQR
4.6 สมศ. นำ TQF ไปเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งในการประเมินคุณภาพบัณฑิต
4.7 ต่างประเทศ สามารถใช้ข้อมูล TQR ในการตรวจสอบระดับคุณวุฒิของบัณฑิตที่ไปศึกษาต่อ สำหรับพิจารณาเทียบคุณวุฒิ และมั่นใจถึงมาตรฐานการจัดการศึกษาในหลักสูตรนั้นๆ ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายของนักศึกษา (Student Mobility) การเทียบโอนหน่วยกิต (Credit Transfer)
1. TQF เป็นเครื่องมือในการประกันคุณภาพบัณฑิต โดยผ่านการประกันคุณภาพของแต่ละหลักสูตร และรายวิชา ดังนั้น ตัวบ่งชี้การประเมินผลการดำเนินการของ TQF ซึ่งกำหนดไว้อย่างน้อย 12 ตัวบ่งชี้ จึงปรากฏในการประกันคุณภาพภายใน (IQA) ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประกอบด้านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะทำให้การประเมินของ IQA เกี่ยวกับองค์ประกอบด้านการจัดการเรียนการสอนเป็นรูปธรรมชัดเจนในทางปฏิบัติ เกิดวัฒนธรรมคุณภาพในการทำงานของคณาจารย์ ผู้บริหารและองค์กร กล่าวคือ ผู้บริหารสามารถใช้ TQF เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและติดตามการดำเนินงานของคณาจารย์ และในทางกลับกัน TQF ก็เป็นช่องทางที่คณาจารย์และบุคลากรสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับและข้อเสนอแนะแก่ผู้บริหารเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบและโปร่งใส TQF จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การรับรองวิทยฐานะหลักสูตร(Program Accreditation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ความเข้มแข็งของภาควิชา คณะ และสถาบัน (Institutional Accreditation)
2. TQF จะช่วยส่งเสริมให้ระบบการประกันคุณภาพภายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดการเรียนการสอนเข้มแข็งขึ้น เพราะมีหลักการที่ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือของทุกฝ่าย/ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสถาบัน ขณะเดียวกันก็เป็นกรอบกว้างที่ยืดหยุ่นให้สถาบันอุดมศึกษาและสาขาวิชาต่างๆ มีอิสระในการร่วมกันคิด กำหนด และเพิ่มเติมเอกลักษณ์เฉพาะของสาขา นอกจากนี้ เมื่อสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งนำมาตรฐานคุณวุฒิสาขาไปเป็นจุดอ้างอิงในการพัฒนาหลักสูตร วิสัยทัศน์ ปรัชญา พันธกิจ และเอกลักษณ์เฉพาะของสถาบันจะต้องได้รับการวิเคราะห์และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังผ่านทางหลักสูตร รายวิชาและกระบวนการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมนักศึกษา และการจัดสิ่งแวดล้อมได้อย่างอิสระโดยมุ่งให้เกิดบรรยากาศที่ส่งเสริมกันในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่กำหนดไว้อย่างน้อยใน Domains of Learning ทั้ง 5 ด้าน และยังช่วยให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี มีวัฒนธรรมคุณภาพเกิดขึ้นในองค์กร และส่งเสริมสังคมแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
TQF จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานการอุดมศึกษา ซึ่งประกอบด้วย มาตรฐานด้านต่างๆ 3 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต มาตรฐานด้านการบริหารจัดการการอุดมศึกษา และมาตรฐานด้านการสร้างและพัฒนาสังคมฐานความรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้ ได้รับการนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง
ปัญหาของการนำ TQF สู่การปฏิบัติ
1. การนำ TQF ไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพได้ จะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การสอนของคณาจารย์ซึ่งอาจมองเห็นเป็นภาระ เกิดการต่อต้านและขาดความสุขในการทำงาน
แนวทางการแก้ไข
1) สกอ. และผู้บริหารสถานศึกษาต้องจัดให้มีการสื่อสารที่ตรงกันในกลุ่มบุคคลและหน่วยงานทุกฝ่ายเกี่ยวกับหลักการและแนวปฏิบัติที่ถูกต้องของ TQF เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อ TQF มีความเข้าใจที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาทั่วโลกว่า มี Paradigm Shift ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าซึ่งหากไม่เริ่มต้นในวันนี้ (และค่อยๆพัฒนาไป) บัณฑิตของเราจะไม่สามารถเทียบเคียงคุณภาพกับบัณฑิตของนานาประเทศซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและการแข่งขันของประเทศชาติได้ ดังจะเห็นได้จากการเปิดเสรีทางการค้าและบริการ (ซึ่งหมายรวมถึงการศึกษาด้วย) ใน
กลุ่มประเทศ ASEAN กลุ่ม APEC และ WTO (ASEAN Qualifications Framework กำหนดไว้ในปี ค.ศ.2015)
2) สถาบันอุดมศึกษาจะต้องสร้างกลไกต่อเนื่องจากการประกาศใช้ TQF เพื่ออำนวยความ
สะดวกต่อคณาจารย์ให้มากที่สุด เช่น การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการดำเนินการตามแนวทางของ TQF การจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้รองรับการออกแบบหลักสูตรและรายวิชา ซึ่งจะช่วยประหยัดทรัพยากร และลดภาระงานในคราวต่อไป การสนับสนุนให้คณาจารย์เข้าร่วมการประชุมและสนับสนุนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดหลักสูตร การเรียนการสอน ฯลฯ
3) ควรสร้างความเข้าใจต่อคณาจารย์ด้วยว่า แม้ว่า TQF เป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการจัด
การศึกษาที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แต่ขณะเดียวกันคณาจารย์จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนารายวิชา (มคอ.3) และการจัดทำรายงานรายวิชาที่ตนสอน (มคอ.5) ซึ่งจะเป็นหลักฐานและใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาเพื่อขอประเมินตำแหน่งทางวิชาการต่อไปได้ เนื่องจาก มคอ.3 จะปรากฏหัวข้อตามหลักเกณฑ์การประเมินผู้ขอตำแหน่งทางวิชาการ กล่าวคือ ต้องมีการวางแผนการสอนที่เป็นระบบและใช้กลยุทธ์การสอนได้อย่างหลากหลายเป็นที่ประจักษ์ เมื่อดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผน (มคอ.3)และได้มีการประมวลข้อมูลหรือจัดทำรายงานการจัดการเรียนการสอน (มคอ.5) ก็สามารถนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุง มคอ.3 ให้สมบรูณ์ยิ่งขึ้นสำหรับการสอนวิชานี้ครั้งต่อไป ข้อมูลในมคอ.3 นี้จะสอดคล้องกับข้อมูลที่ใช้ในการประเมินเอกสารประกอบคำสอนเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการตามหลักเกณฑ์ของ กพอ.
4) สกอ. ต้องรีบผลักดันการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ของ TQF ที่เป็นรูปธรรม และคณาจารย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น
- การจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิสาขาต่างๆ
เพิ่มเติม
- แนวทางที่ดีในการกำหนดและประเมิน Learning Outcomes
กลยุทธ์การสอนและการวัด ผลแบบต่างๆ ที่เหมาะกับ Domains of Learning
แต่ละด้าน
- การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีและผลสำเร็จจากการนำ TQF
สู่การปฏิบัติทั้งในและต่างประเทศ
- การจัดทำฐานข้อมูล TQF (ออกแบบหลักสูตรตาม TQF) และฐานข้อมูล TQR
(เผยแพร่หลักสูตรที่ดำเนินการได้จริงตามที่ออกแบบไว้ในฐานข้อมูล
TQF)
ฯลฯ
5) สกอ.ต้องประมวลปัญหาอุปสรรคเพื่อการปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไปหลังจากได้ดำเนินการไปแล้วระยะหนึ่ง (เช่น พิจารณาปรับปรุงปี 2556) ทำนองเดียวกับเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรซึ่งจะมีการปรับปรุงเป็นระยะๆ(อย่างน้อยทุก 5 ปี)
2. ตัวอย่างการพัฒนามาตรฐานคุณวุฒิสาขา หลักสูตร
และรายวิชามีเฉพาะในระดับปริญญาตรีไม่มีในระดับคุณวุฒิอื่นๆ
แนวทางการแก้ไข
ในขณะนี้
สกอ.ได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ในหลายสาขาเสนอโครงการพัฒนามาตรฐานสาขา
หลักสูตร และรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาแล้ว
ซึ่งจะสามารถเผยแพร่เป็นตัวอย่างได้ต่อไป ใน website ของ สกอ.
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการพัฒนา TQF ของประเทศไทย
(หรือแม้แต่ในประเทศต่างๆทั่วโลกก็ตาม)
จะออกแบบไว้สำหรับระดับปริญญาตรีเป็นหลัก
แต่ก็สามารถประยุกต์หลักการและแนวปฏิบัติของ TQF
โดยปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับคุณวุฒิระดับต่างๆ ได้เช่นกัน
3. การจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิสาขาวิชา
ไม่อาจจัดทำได้ทุกสาขาวิชาย่อยๆ
เนื่องจากจะมีจำนวนมากมาย
แนวทางการแก้ไข
ยึดแนวทางการจำแนกสาขาวิชาของ UNESCO (International Standard of Classification of Education: ISCED) ในการจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิสาขา เพราะได้จัดกลุ่มใหญ่ๆ ไว้ 9 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม การจัดทำมาตรฐานสาขาย่อยๆ ก็อาจดำเนินการได้ หากเป็นสาขาที่มีผู้เรียนจำนวนมากซึ่งจะมีผลกระทบต่อคุณภาพการจัดการศึกษาในสาขานั้น หรือเป็นสาขาที่เป็นความต้องการเร่งด่วนของประเทศ เป็นต้น
ผลการดำเนินงาน ได้แก่
1. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง
กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552
ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552
2. ประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง
แนวทางการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับ อุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2552
3. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง
มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาคอมพิวเตอร์
ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552
4. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง
มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาพยาบาลศาสตร์
ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553
5. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง
มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาโลจิสติกส์ ซึ่ง
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553
6. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง
มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม
ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553
7.
มาตรฐานคุณวุฒิทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษาที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีก
28 สาขา
ซึ่งมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 6 – 10 เดือน
หมายเหตุ สืบค้นข้อมูล TQF จาก www.mua.go.th เมนูซ้ายมือ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิ



ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า TQF
จะเป็นเครื่องมือสร้างคุณภาพของวงการอุดมศึกษาไทย
แต่เป็นธรรมดาที่เรื่องสร้างสรรค์จะไปมีผลกระทบด้านลบด้วย
ต้องมีการจัดการเพื่อลดผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นในระยะสั้น
รายงานนี้ยังไม่เป็นทางการ แต่ผมเห็นว่า
ช่วยบอกความคืบหน้าและสาระสำคัญของ TQF เป็นอย่างดี
จึงนำมาเผยแพร่ก่อน
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.ค. ๕๓
ติดตามความก้าวหน้าของ TQF จากบันทึกนี้ครับ อาจารย์หมอ ;)
มหาวิทยาลัยผมนำเข้าตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มทยอยส่งให้ สกอ.พิจารณา
หลักสูตรของผมดูเหมือนมีแก้ไข แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดมากนัก
ไม่แน่ใจว่า ซีเรียสมาก หรือไม่ซีเรียสเท่าใด
ขอบคุณครับ ;)
เรียนอาจารย์ สาขาวิชาของผมก็ทำครับ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมากครับ การใช้กระบวนการ PDCA มาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน
วางแผนแนวการสอน สอน ปรับปรุง แก้ไขให้สอดคล้องและพัฒนานักเรียน
อยากทราบว่าการปรับใช้ TQF มีผลกระทบกับคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยอย่างไรค่ะ ช่วยบอกที
ขยะดีๆนี่เองเมื่อทำเสร็จ
นับว่าเป็นสิ่งดีครับ ผมศึกษาแล้วเห็นด้วย แต่อาจจะต้องไปปรับรายละเอียดให้เหมาะสมกับระบบการจัดการศึกษาของเรา ครับ ตั้งแต่ระดับ ประถม-อาชีวะ- อุดมศึกษา พัฒนาหลักสูตร ครู อาจารย์ สิ่งเอื้ออำนวย และเสริมสร้างวิชาชีพ ตั้งแต่ ประถม-อาชีวะ- อุดมศึกษา และประเมินดูว่า สถานประกอบการ หน่วยงาน และต่างชาติ ต้องการกำลังคนแบบไหน แต่ต้องให้เหมาะสมกับบริบทของไทยครับ สำหรับ อ. มหาวิทยาลัย (บางท่าน) ผมถามว่า ท่าน TSR =Teachers Social Responsibility มากน้อยแค่ไหน เดี๊ยวนี้กระดาษ เขากำลังเลิกใช้แล้วครับ บางมหาลัย เขาใช้ สารสนเทศ มาใช้ทำ มคอ. 2-7 และเชื่อว่า มคอ.1 สกอ. คงมีแนวทาง แต่ระบบราชการ กระดาษยังต้องใช้ครับ เช่น ประกาศขึ้นเงินเดือนท่่านไง และประกาศตำแหน่ง ท่านไงครับ อย่ามีอัตตาเลย