บทความเรื่อง การอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ โดย ศ. ดร. คณิต ณ นคร ในมติชนสุดสัปดาห์   ที่กล่าวว่า การอ่านคำพิพากษาต้องกระทำโดยใช้หลักความเปิดเผย   แต่ต้องไม่ไปไกลจนกลายเป็น “การแสดง” (show business)   และบ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมเปิดเผยเรื่องราวต่อสาธารณะในลักษณะของ “การแสดง”   เพื่อสร้างภาพให้แก่ตนเอง
          ทำให้ผมย้อนมาพิจารณาตนเอง   ที่ไม่นิยมโชว์ผลงานแบบประชาสัมพันธ์หรือสร้างภาพให้แก่ตนเอง   และเดาว่า เป็นกุศลกรรมที่เสริมส่งให้ผมได้รับการยอมรับจากผู้คนสูงกว่าความสามารถอันจำกัดของผม   คือเวลานี้ผมเสวยผล หรือกินบุญเก่าของการไม่เป็นนักแสดง
          ผมถูกปลูกฝัง จากการเรียนแพทย์และการเป็นแพทย์ ว่าต้องไม่โฆษณาตนเอง ไม่โอ้อวด ไม่อวดเก่ง   ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน
          เมื่อตอนยังเด็ก แต่จำได้ว่ามาเรียนที่กรุงเทพแล้ว ไปดูหนังที่วิกเฉลิมพร ที่ตลาดชุมพร   ก่อนหนังฉายมีหนังโฆษณาหลายอย่าง   อย่างหนึ่งคือโฆษณาสบู่ลักซ์ มีดาราหนังฝรั่งที่เป็นดาราหญิงที่ยิ่งใหญ่มากมาถูสบู่พร้อมกับบอกว่าตนใช้สบู่ลักซ์เป็นประจำ   ไม่ทราบว่าอะไรมาดลใจเด็กอายุ ๑๗ – ๑๘ ปีอย่างผม   ให้เกิดความมั่นใจว่าเรื่องที่โฆษณานั้น เป็นการโกหก   ผมไม่เชื่อว่าดาราผู้นั้นจะใช้สบู่ลักซ์จริงๆ   และทำให้ผมนึกต่อไปว่า โฆษณาทั้งหลายก็คงจะกึ่งโกหกทั้งนั้น 
          ที่จริงนิยามของการแสดงก็คือสิ่งที่ไม่จริง แต่ทำให้สมจริง หรือให้คนอยากชมอยากดู   บางเรื่องคนอยากดูเพื่อความสนุกโดยที่รู้ว่ามาดูเรื่องโกหก 
          เมื่อก่อนผมไม่รู้ว่าการอภิปรายในสภาผู้แทนฯ เป็นการแสดง   คิดว่าเป็นการนำเอาความจริงมาเปิดเผยให้ผู้คนทราบ   เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน   นี่แสดงว่าผมเป็นคนที่โง่เขลามาก
          ยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารมีพลังมากขึ้นเท่าไร   การแสดงก็มากขึ้นเท่านั้น   คนที่ไม่รู้เท่าทัน โง่เขลาอย่างที่ผมเคยเป็นก็ตกเป็นทาสของการโฆษณาชวนเชื่อกึ่งจริงกึ่งเท็จ หรือให้ความจริงเพียงบางส่วน
          นี่คือโอกาสของนักวิชาการ ของสถาบันวิชาการ   ที่จะเก็บรวบรวมสาระจากสื่อสารมวลชนมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์เป็นประเด็นความรู้ที่แท้ ประเด็นปัญญาบอกแก่สังคม   หรือเอามาสร้างเวที ลปรร. ในสังคม   เพื่อช่วยลดมายาภาพในสังคม
          เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของสถาบันการศึกษา ที่จะสร้างการเรียนรู้ในสังคม   จาก “การแสดง” แอบแฝง ในสังคม
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.ค. ๕๓