จากการติดตามความเป็นมาของฮิลลารี

ฉันก้าวออกนอกประตูไปสู่โลก ไม่เศร้าโศกห่วงใยหรือไร้หวัง
หญิงงมงายชายโฉดจงโปรดฟัง คนล้าหลังโลกยุคใหม่ไม่ต้องการ
บทกลอนข้างต้นนั้น ถอดมาจากกลอนตอนหนึ่งที่ฮิลลารีอ่านในงานประสาทปริญญาของวิทยาลัยเวลล์สลีย์ เมื่อปี 2512 เธออ่านกลอนในตอนจบการกล่าวปาฐกถาแก่นักศึกษา ครูบาอาจารย์ ผู้บริหาร พ่อแม่และแขกเหรื่อของวิทยาลัย
ความเชื่อมั่นที่เกิดจากการติดตามวิถีชีวิตของเธอและสังคมอเมริกัน ขอนำมาเล่าสั้นๆ ดังนี้
ฮิลลารีเกิดในครอบครัวฐานะดี เธอได้รับการปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็กให้รักการอ่าน ติดตามเหตุการณ์และมีความเชื่อมั่นในความทัดเทียมกันของทุกคน โดยเฉพาะในความสามารถของตนเองที่จะแข่งขันกับใครก็ได้ไม่ว่าชายหรือหญิง เธอเป็นนักกิจกรรมและแสดงความเป็นผู้นำตั้งแต่ในสมัยยังเป็นนักเรียน จุดเปลี่ยนสำคัญยิ่งในชีวิตของเธอ ได้แก่ การได้พบกับ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง นักต่อสู้เพื่อสิทธิของชนผิวสีในสังคมอเมริกัน ตอนนั้นเธออายุ 14 ปี อันเป็นช่วงที่การต่อสู้นั้นเข้มข้นมาก การได้ฟัง ดร. คิงและได้ไปดูความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้จุดประกายขึ้นในใจของเธอ ว่า เธอน่าจะทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านั้น เธอจึงพยายามหาเงินไปช่วยครอบครัวของกรรมกรยากจน ที่มีอาชีพเก็บผักและผลไม้ในย่านบ้านเกิดของเธอ
ทั้งที่ทำกิจกรรมสารพัด ฮิลลารีมีผลการเรียนในชั้นมัธยมสูงติดระดับประเทศ ส่งผลให้เธอเข้าเรียนปริญญาตรีที่เวลล์สลีย์ได้อย่างง่ายดาย เธอเป็นนักกิจกรรมและผู้นำตามเคย ในปีสุดท้าย เธอได้รับเลือกเป็นประธานสภานักศึกษาและเรียนจบด้วยคะแนนสูงสุด ความโดดเด่นนั้นเป็นแรงจูงใจให้เพื่อนนักศึกษาและอาจารย์สนับสนุนให้เธอขึ้น กล่าวปาฐกถาในงานประสาทปริญญา ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสถาบัน ปาฐกถาของเธอท้าทายชาวอเมริกันและสถาบันการศึกษาให้ออกมาสร้างความเปลี่ยน แปลง เพื่อความเป็นธรรมในสังคม ไม่ใช่เอาแต่จะปกป้องของเก่าซึ่งเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ซ้ำร้ายยังมุ่งแต่จะสร้างความร่ำรวยเพิ่มขึ้น ความกร้าวในการกล่าวคำท้าทายสร้างความฮือฮาในสังคมอเมริกัน จนนิตยสาร Life นำไปเผยแพร่
ฮิลลารี ไปเรียนต่อด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเยล ที่นั่นเธอพบบิล คลินตัน เป็นครั้งแรก หลังจบกฎหมาย เธอสามารถเลือกอาชีพได้สารพัด รวมทั้งกับบริษัทใหญ่ๆ ที่จะทำให้เธอร่ำรวยอย่างรวดเร็ว แต่เธอเลือกไปทำงานกับองค์กรการกุศล ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อปกป้องเยาวชนของประเทศ เธอไปช่วยบิล คลินตันหาเสียงเมื่อเขาลงเล่นการเมืองในบ้านเกิด นั่นเป็นจุดกำเนิดของการร่วมกันต่อสู้ ซึ่งนำไปสู่การแต่งงานกันในที่สุด ในระหว่างที่สามีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ฮิลลารีไม่สนใจที่จะเป็นเพียงไม้ประดับ หากรับงานชิ้นใหญ่ๆ ไปทำโดยเฉพาะความพยายามที่จะปฏิรูประบบการรักษาพยาบาล นอกจากนั้น เธอเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งซึ่งขายดีมาก เธอบริจาครายได้ให้แก่องค์กรการกุศล
หนังสือชื่อ It Takes a Village ซึ่งมีที่มาจากสุภาษิตของชาวแอฟริกัน ที่ว่า It takes a village to raise a child. ซึ่งหมายความว่า ทั้งหมู่บ้านต้องร่วมกันเลี้ยงดูเด็ก สิ่งหนึ่งซึ่งติดตาติดใจจากวันที่ได้อ่านหนังสือ คือ ความลุ่มลึกและความเป็นสัจธรรมของสุภาษิตบทนั้น ซึ่งชาวโลกดูจะลืมกันเสียเกือบหมดแล้ว นั่นคือ สมาชิกในสังคมทุกคนมีหน้าที่เลี้ยงดูเยาวชน โดยเฉพาะการเป็นต้นแบบให้พวกเขา ฮิลลารีเองเป็นผลของการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันแต่ไม่กดดันให้ลูกทำตาม ตรงข้ามพวกเขาสนับสนุนให้เธอเป็นตัวของตัวเอง โรงเรียนและวัดสนับสนุนกิจกรรมสารพัดและจัดให้เธอมีโอกาสเรียนรู้จากการพาไป ดูสภาพความยากไร้ และได้พบกับผู้นำทางสังคม แม้เธอจะท้าทายผู้ใหญ่แบบแข็งกร้าว แต่พวกเขารับฟังอย่างตั้งใจและให้อภัยแก่เธอ สังคมอเมริกันคือหมู่บ้านของฮิลลารี
ฮิลลารีมาปรากฏตัวในเมืองไทยด้วยความแจ่มใสร่าเริง คนไทยส่วนใหญ่ดูจะสงสัยว่า เธอรับเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร ในเมื่อประธานาธิบดี คือ ผู้ที่ทำให้เธอหมดโอกาสได้ตำแหน่งนั้น ในขณะเดียวกัน บางคนถือโอกาสประณามเธอและสหรัฐให้สะใจอีกครั้ง ทำให้ผมมองเห็นความแตกต่างระหว่างบ้านเขากับเมืองเราอย่างแจ้งชัดยิ่งขึ้น สหรัฐรู้ว่าเขาเป็นใคร จะไปไหนและไปอย่างไร ผมไม่เห็นด้วยกับการจะไปไหนและไปอย่างไรของเขา ส่วนเราไม่เคยแม้แต่จะแสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นใคร จะไปไหนและไปอย่างไร หลายต่อหลายครั้งผมเสนอให้ขบคิดประเด็นนี้ แต่ไม่มีใครฟัง เขามีทุนทางสังคมสูง หลังเลือกตั้ง ฮิลลารีและสมาชิกพรรครีพับลิกันจึงรับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อประธานาธิบดีเชิญ มาทำงานเพื่อประเทศชาติ การมีทุนทางสังคมต่ำทำให้การเมืองของเราเป็นไปดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากหน้ากระดาษมีจำกัด ผมไม่สามารถอธิบายเรื่องทุนทางสังคมได้นอกจากจะเรียนว่า ทุนทางสังคมมีความสำคัญต่อการพัฒนา ต่อระบอบประชาธิปไตยและต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
ปัจจัยที่ทำให้ชื่นชมฮิลลารีมีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำสิ่งที่เธออยากให้ผู้อื่นทำ นั่นคือ หยุดมุ่งแต่จะแสวงหาความร่ำรวย แบ่งเวลามาช่วยเหลือสังคมบ้าง หากการช่วยเหลือนั้นเป็นการทำผ่านวิถีการเมืองก็ให้ทำตามกติกา ไม่ใช่เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและญาติมิตร
ขอขอบคุณที่มา