Think Different : How? การคิดแตกต่าง : แค่ไหน? อย่างไร? จึงจะเหมาะสม!!


ารคิดแตกต่าง : แค่ไหน? อย่างไร? จึงจะเหมาะสม!!

ในโลกนี้มีความแตกต่างอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ อาชีพ เพศ ความคิดทางเพศรวมไปถึงความคิดด้านอื่นๆที่แตกต่างกัน แต่ที่ผ่านมาความแตกต่างดังกล่าว ก็ได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ทำให้โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์และพัฒนาไปข้างหน้า ซึ่งเกิดจากการนำเอาความสามารถที่เกิดจากความความหลายหลายและแตกต่างขององค์ประกอบในแต่ละบุคคลมาเป็นตัวผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์โดยรวม ดังนั้นความแตกต่างจึงไม่ได้เป็นต้นเหตุของความแตกแยกหรือความขัดแย้ง แต่ความแตกต่างคือปัจจัยสำคัญสำหรับการเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ คำว่าสร้างสรรค์นั้นคือการสร้างในทางที่ดี ทำในสิ่งที่ดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม มีเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมเป็นพื้นฐาน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างที่ที่ทุกคนในสังคมควรสนับสนุนความคิดที่แตกต่างและเคารพในความคิดที่แตกต่างด้วย แต่ก็มีการตั้งคำถามกันขึ้นว่าแล้วเราควรยอมรับและเคารพความคิดที่แตกต่างทุกเรื่องหรือไม่ คิดแตกต่างแค่ไหนจึงจะเรียกว่ามีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมได้ เพราะความคิดแตกต่างนั้นย่อมมีทั้งการคิดในเรื่องดีละไม่ดี หรืออีกนัยหนึ่งก็มีทั้งคนที่คิดแตกต่างในทางที่ดีกับทางที่ชั่ว

ดังนั้นเราทั้งหลายจึงควรเข้าใจกันเสียก่อนว่าพื้นฐานของการคิดแตกต่างที่เหมาะสมนั้นควรเป็นอย่างไร

คนเราเกิดมาจากร้อยพ่อพันแม่ ตั้งแต่เกิดมาก็ได้รับการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน ได้รับประสบการณ์และการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน จึงไม่แปลกที่เราจะแสดงพฤติกรรมออกมาแตกต่างกัน แม้แต่การมองวัตถุเดียวกัน เช่น การมองผู้หญิงของผู้ชาย บางคนชอบมองผู้หญิงที่ผม บางคนชอบที่หน้าอก บางคนชอบที่ขา บางคนชอบที่ตา หรือบางคนชอบมองที่รูปร่าง ถ้าจะให้แต่ละคนมาแสดงความคิดเห็นว่าทำไมตนเองจึงชอบมองที่ส่วนนั้นสวนนี้ของผู้หญิง ก็จะได้ความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะทั้งหมดเกิดจากความชอบที่แตกต่างกัน แต่ถ้าจะให้ทั้งหมดพยายามพูดโน้มน้าวให้ให้คนอื่นๆที่ชอบมองส่วนของผู้หญิงแตกต่างจากตน ให้หันมาชอบหรือมามองแบบที่ตนคิด คงวุ่นวายกันน่าดู เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันในการคิดว่าทำไมเราถึงชอบมองส่วนนั้นส่วนนี้ของผู้หญิง ดังนั้นความคิดที่แตกต่างจึงต้องมีเรื่องของความเหมาะสมเป็นพื้นฐาน แล้วความเหมาะสมที่ว่านี้คืออะไร ความเหมาะสมที่เป็นพื้นฐานของความคิดแตกต่างดังกล่าวต้องมีความเป็นสากล เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ดังนั้นเมื่อพูดถึงหลักสากลที่ทุกคนยอมรับนั่นคือการทำคิดดี พูดดีและทำดี เพราะหลักสามอย่างนี้ไม่ว่าใครนับถือศาสสนาใดๆ หรือความเชื่อแบบไหนก็ยอมรับ เพราะการพูดดี คิดดี ทำดี เป็นหลักที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันสังคมได้อย่างสงบสุข สร้างความสันติให้เกิดขึ้น นอกจากนี้การคิดดี พูดดี ทำดี ก็ยังเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์และพัฒนา ความเจริญก้าวหน้าให้เกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองและส่วนรวมอีกด้วย ดังนั้นความคิดแตกต่างที่เหมาะสมจึงต้องมีความดี มีคุณธรรม ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ควรเป็นความคิดที่สร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม  จะคิดให้แตกต่างสุดโต่งอย่างไรก็แล้วแต่คนผู้นั้นจะคิดได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่กล่าวมา นั่นคือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ความคิดแตกต่างของแต่ละบุคคลเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นการคิดแตกต่างทุกความคิดใช่ว่าจะต้องได้การยอมรับและการเคารพ เพราะเมื่อไรที่ความคิดนั้นผิดต่อหลักศีลธรรม ผิดไปจากหลักการทำดี พูดดี คิดดี เป็นการคิดแตกต่างที่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น หรือเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว การคิดแตกต่างเหล่านี้ย่อมไม้สร้างสรรค์ ไม่เกิดการพัฒนาและไม่เป็นที่ยอมรับ คนทั้งหลายก็ไม่ควรให้การเคารพความคิดแตกต่างเหล่านี้

เช่น บุคคลที่คิดสร้างอาวุธให้มีความแตกต่างจากเดิม ให้มีพลังอานุภาพมากขึ้นเพื่อไว้ป้องกันตนเองจากการรุกรานโดยผู้อื่น นับว่าเป็นคนที่คิดแตกต่างที่ยังอยู่บนพื้นฐานการการคิดที่ดีเพราะไม่ได้คิดจะสร้างอาวุธไปรุกรานใครนอกจากเอาไว้ป้องกันตนเอง  แต่หากบุคคลที่คิดนำเอาอาวุธนั้นไปทำร้ายรุกรานผู้อื่นแล้ว ยอมเป็นความคิดแตกต่างที่ขาดพื้นฐานของการคิดดี ทำดี จึงถือว่าความคิดแบบนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ สังคมย่อมออกมาต่อต้านไม่ให้ผู้นั้นสร้างอาวุธชนิดนั้นขึ้นมา เพราะจะเป็นภัยต่อส่วนรวม เป็นต้น

ปัจจุบันสังคมในประเทศไทย มีความเป็นปัจเจกบุคลมากขึ้น ทุกคนมีความคิดเห็นความชอบที่แตกต่างและมีโอกาสในการแสดงความต่างต่างของตนเองให้สังคมได้รับรู้มากขึ้น ซึ่งความแตกต่างบางอย่างนั้นเมื่อก่อนอาจไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขาง แม้ว่าจะไม่ขัดต่อพื้ฐานของการคิดดี พูดดี ทำดีก็ตาม ทั้งนี้เพราะคนในสังคมส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างนั้นๆ แต่เมื่อนานเข้าคนในสังคมได้อาศัยอยู่ร่วมกับความแตกต่างเหล่านั้นแล้ว พบว่าความแตกต่างดังกล่าวไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม คนในสังคมเองก็เริ่มให้การยอมรับการแตกต่าง หรือแม้กระทั่งสนับสนุนให้ความแตกต่างดังกล่าวมีความเด่นชัดในสังคม ยกตัวอย่างให้เห็นกันง่ายๆ อย่างประเทศไทยเราที่เมื่อก่อนความคิดเห็นเกี่ยวกับความชอบทางด้านเพศนั้นจะมีเฉพาะเรื่องของชายจริงหญิงแท้เพียงอย่างเดียว คนที่เป็นเกย์ ทอม ดี้นั้นยังไม่เป็นที่รู้จักและไม่ยอมรับ ทั้งๆที่จะว่าไปแล้วความแตกต่างในความชอบทางเพศของเขาเหล่านี้ก็ไม่ได้ขัดต่อหลักของการพูดดี คิดดีและทำดีเลย  ใครที่แสดงความแตกต่างนี้ออกมา เช่น ผู้ชายที่ตุ้งติ้ง หรือผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนผู้ชาย มักจะถูกมองว่าแปลกแยกแตกต่าง คนในสังคมไม่ยอมรับหรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวเองก็ตาม แต่พอเวลาเปลี่ยนไป คนเหล่านี้ก้ค่อยๆแสดงออกซึ่งการกระทำที่เป้นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้นจากวคามสามารถที่เกิดจากความแตกต่างของพวกเขา เช่น คนที่เป็นเกย์จะมีวคามคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนทั่วไปก็เอาความคิดสร้างสรรค์นั้นมาสร้างประโยชน์และความสุขให้สังคม ไม่ว่าจะเป็นการแสดง การร้องเพลง การออกแบบ การบริการ เป็นต้น ทำให้ในปัจจุบันความชอบทางเพศเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นและยอมรับมากขึ้นว่าในโลกนี้ไม่ได้มีแค่ ชายจริง หญิงแท้ เท่านั้นแต่ยังมีเกย์ ทอมดี้อีกด้วย นี่เป็นตัวอย่างของความชอบ และความคิดที่แตกต่างที่อยู่บนพื้นฐานของการคิดดี พูดดี ทำดี ตรงกันข้ามหากคนที่เป็นเกย์ ทอมดี้ ได้ใช้ความสามารถที่เกิดจากความแตกต่างทางที่ไม่ดี เช่น คิดร้ายผู้อื่น เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คนในสังคมก็จะไม่ไห้การยอมรับพวกเขา ไม่ใช่ไม่ยอมรับสถานภาพเกย์ ทอมดี้ แต่เป็นการไม่ยอมรับความคิดแตกต่างที่ไปเอารัดเอาเปรียบหรือไปคิดร้ายผู้อื่น เพราะความคิดแบบนั้นไม่ว่าจะมาจากชายจริงหญิงแท้ เกย์หรือทอมดี้ ก็ไม่เป็นที่ยอมรับเพราะเป็นความคิดแตกต่างที่อยู่ไม่อยู่บนพื้นฐานของการคิดดี ทำดี พูดดี

ทีนี้ลองย้อนมองมาดูที่เหตุการณ์ความวุ่นวายจนถึงขั้นก่อการร้ายสร้างจราจลไปทั่วบ้านเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราที่ผ่านมา หลายคนพยายามบอกว่า นั่นเกิดจากความคิดที่แตกต่างของคนในสังคมคิดแบบสุดโต่งที่มีอย่างน้อยสองฝ่าย แต่ละฝ่ายก็มีหลายความคิด หลายความแตกต่าง แต่ละฝ่ายก็ได้แสดงออกทางความคิดของตนตามเวทีต่างๆที่ตนมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการปราศัยบนเวที การแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ การแสดงความคิดเห็นในเวบไซต์ต่างๆ การฉีดพ่นข้อความคิดเห็นบนกำแพง บนผนัง ลองมองย้อนดูว่าความคิดแตกต่างของบุคคลเหล่านั้นแท้จริงแล้วอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม การคิดดี พูดดี ทำดี และคิดแตกต่างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่ บางคนเมื่อถูกกระแสสังคมต่อต้านไม่ยอมรับการกระทำและความคิดเห็นที่แสดงออกมา กลับมองว่าสังคมไม่ยอมรับความแตกต่าง โดยไม่ยอมย้อนกลับมาคิดดูว่าความคิดแตกต่างและการกระทำของตนนั้นอยู่บนพื้นฐานของการคิดดี พูดดี ทำดีหรือไม่ หรือกระทำไปเพราะประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง เพราะถ้าคิดถึงส่วนรวม คงไม่ปราศัยก่นด่าผู้อื่น เผาบ้านเมือง เผาห้าง ปิดถนน ทำร้ายผู้อื่นอย่างที่ปรากฏให้เห็น บางคนก็อาศัยเวบไซต์เครือข่ายสังคมในอินเตอร์เนตแสดงความคิดของตนด้วยประโยคที่กล่าวโทษใส่ร้ายเสียดสีผู้อื่น การกล่าวโทษคนชั่วก้คงไม่มีใครต่อต้าน แต่การกล่าวโทษใส่ร้ายบุคคลที่สังคมต่างให้การยอมรับว่าเป็นผู้ที่พูดดี คิดดี ทำดี จึงถูกต่อต้านและไม่ยอมรับ รวมถึงยังถูกสังคมประณามอีกด้วย ที่สังคมไม่ยอมรับความแตกต่างของการแสดงออกดังกล่าวก็เพราะมันขาดซึ่งการคิดดี พูดดี ทำดี เพื่อส่วนรวมมิใช่หรือ แล้วอย่างนี้จะให้สังคมยอมรับความคิดที่แตกต่างอย่างนั้นได้อย่างไร

 

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 374541เขียนเมื่อ 13 กรกฎาคม 2010 11:27 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2013 18:49 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี