คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้ นี่เป็นข้อคิดที่เรามักจะได้ยินเสมอ ๆและเป็นสัจธรรมของชีวิต ซึ่งน้อยคนนักบนโลกใบนี้จะสามารถเลือกเกิดได้ คงไม่มีใครที่ไม่เห็นด้วยกับข้อคิดดังกล่าว ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัสกับเรื่องราวเหตุการณ์ชีวิตของครอบครัวหนึ่ง ที่ชีวิตเขาพลิกผันจากการที่เลือกเกิดไม่ได้แต่สามารถเลือกเส้นทางเดินของชีวิตได้ นั่นแน๊.......ท่านคงจะอยากรู้เรื่องราวชีวิตของครอบครัวนี้แล้วละสิ ดิฉันขอเป็นตัวแทนในการเล่าเรื่อง “ ชีวิตที่เลือกได้ ” ซึ่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นต้องติดตาม
ที่แผนกห้องคลอด “ โอ๊ย ...คุณหมอช่วยหนูด้วย ทนไม่ไหวแล้ว เจ็บท้องมาก เมื่อไหร่จะคลอดซักที ” นี่เป็นสียงโอดครวญของคุณแม่ที่มาคลอด ซึ่งดิฉันและทีมงาน ต้องให้การดูแลทางด้านร่างกายและจิตใจให้มารดาผ่านพ้นภาวะความเจ็บปวดจนผ่านกระบวนการคลอดไปได้ด้วยดี จนกระทั่งมารดาและทารกได้รับความปลอดภัย
และแล้ววันหนึ่ง เวลาประมาณ 19.00 น. กริ๊ง......กริ๊ง...... มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่แผนกห้องคลอด ดิฉันได้ขึ้นปฏิบัติงานในวันนั้น ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ห้องอุบัติเหตุ - ฉุกเฉินโทรมาแจ้งว่า มีมารดามาคลอด 1รายพร้อมญาติ มาโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บครรภ์คลอด ซักประวัติอย่างอื่นไม่ได้เลย เนื่องจากสื่อสารไม่เข้าใจ จึงส่งมาที่แผนกห้องคลอด หลังจากวางโทรศัพท์ลงก็ได้ยินเสียงพูดคุยค่อนข้างดังที่หน้าห้องคลอด ดิฉันได้พบผู้หญิงคนหนึ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใส่เสื้อลาย นุ่งผ้าถุงที่เปียกชุ่มและ มีกลิ่นคาวของน้ำคร่ำ เธอเดินมาพร้อมญาติอีก 3 คน “ สวัสดีค่ะคุณแม่....มาคลอดใช่ไหมค่ะ” หลังจากสิ้นเสียงทักทายของดิฉัน เธอพร่างพรูออกมาว่า “ สวัดีค่ะ..คุณหมอ หนูปวดท้องมาก ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ปวดทั่วท้องและมีน้ำออกมาจากช่องคลอด ลูกคนที่แล้วตาย ลูกคนนี้ก็ไม่รู้จะตายหรือเปล่า ตอนนั้นก็คลอดลูกอยู่สนามหลวง ” จากคำพูดดังกล่าว ดิฉันแอบคิดในใจว่า “ เอ๊ะ !!!!...เธอผิดปกติทางจิตหรือเปล่า ” หลังจากนั้นเธอพูดไม่หยุด ดิฉันได้สอบถามถึงอาการที่มาโรงพยาบาลกับญาติ และได้รู้ว่าคนที่พาเธอมานั้นไม่ใช่ญาติแต่เป็นเพื่อนข้างบ้าน ที่รู้สึกสงสารและเป็นห่วงเนื่องจากไม่มีใครดูแล เขาเล่าให้ดิฉันฟังว่า เธออยู่กับมารดาที่แก่ชรามาก ช่วยตัวเองได้น้อย พ่อของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กเล็ก ๆ เติบโตมาโดยมีเพื่อนบ้านช่วยดูแล เมื่อเธอโตเป็นสาวได้ไปทำงานที่กรุงเทพ ฯ เคยได้รับอุบัติเหตุถูกรถชนประจวบกับครอบครัวขาดความอบอุ่น ไม่มีที่พึ่ง ทำให้เริ่มมีอาการทางจิต ไม่ได้รับการรักษา เมื่อกลับมาจากกรุงเทพฯมาอยู่กับแม่และเพื่อนบ้านได้ไม่นาน เธอได้พาผู้ชายคนหนึ่งมาอยู่ด้วย ผู้ชายคนนั้น ก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำและดื่มสุราทุกวัน มิหนำซ้ำยังมีอาการทางจิตเช่นกัน เพื่อนบ้านบอกว่า ทุก ๆ วัน จะเห็นสามี - ภรรยา คู่นี้ เข็นรถคันเก่า ๆ เก็บขยะตามหมู่บ้านและตลาดไปขาย ตกดึกบางคืนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอ
หลังจากที่ซักประวัติและตรวจร่างกาย พบว่า เธอไม่เคยฝากครรภ์เลย จำ ประจำเดือนไม่ได้ เพื่อนบ้านเห็นมีน้ำออกเปียกชุ่มผ้าถุง จึงหว่านล้อมให้มาโรงพยาบาล ดิฉันได้ตรวจภายใน พบปากมดลูกยังไม่เปิด แต่มีน้ำเดิน ไม่มีไข้ สัญญาณชีพปกติ คาดคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์ ประมาณ 2,500กรัม และที่สำคัญดิฉันไม่สามารถควบคุมเธอได้เลย เธอยิ่งกรีดร้องและดิ้นไปมามากขึ้นควบคุมตัวเองไม่ได้แม้ว่าสามีจะช่วยพูดคุย หรืออธิบายก็ตาม แพทย์ได้ส่งเธอไปคลอดที่โรงพยาบาลศรีสะเกษทันที ขณะส่งต่อ พยาบาลให้ข้อมูลว่า เธอกรีดร้องเสียงดัง ดิ้นไปมาและเบ่งคลอดตลอดเวลาที่อยู่บนรถ ในที่สุดทารกน้อย เพศชาย ก็คลอดอยู่บนรถส่งต่อ ร้องดัง ตัวแดงดี พยาบาลได้ดูแลทารกน้อยและเธอจนถึงโรงพยาบาลศรีสะเกษ หลังจากติดตาม ทราบภายหลังว่าคุณหมอได้ทำหมันให้เธอ และลูกน้อยของเธอยังอยู่ในห้องดูแลเด็กอ่อน เนื่องจากตัวเล็กและน้ำหนักน้อย
หลังจากนั้นเราได้ข้อมูลเพิ่มจากเพื่อนบ้านที่มาเยี่ยมภายหลังว่า บ้านที่เธอพักอาศัยอยู่นั้น สภาพบ้านติดดิน มีเพียงสังกะสีเก่า ๆ มุงเป็นหลังคาและตัวบ้าน ซ้ำยัง มีรอยรั่ว ไม่มีหน้าต่าง มีทางเข้าออกทางเดียว ภายในบ้านมีเสื่อที่ขาด หมอนเก่า ๆ ที่ขาดหลุดลุ่ยจนเห็นปุยนุ่น ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกแม้แต่ชิ้นเดียว แล้วอีกหนึ่งชีวิตที่เพิ่งเกิดมานั้นกับสภาพบ้านที่เป็นอยู่ ประจวบกับพ่อ - แม่ ที่มีอาการทางจิต และยายที่แก่ชราจนแทบดูแลตัวเองไม่ได้ อนาคตของเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไรเล่า ?
เกิดเป็นคนทนอยู่ สู้ชีวิต
ฟ้าลิขิตให้เกิดมา น่าสงสาร
บางคนรวยบางคนจน ทนอีกนาน
สู้เท่านั้นชีวิตคน ทนต่อไป
นี่เป็นคำกลอนที่สะท้อนชีวิตของเธอและลูกได้ เป็นอย่างดี เธอและลูกไม่สามารถที่จะเลือกเกิดได้ แต่เรา มีบทบาทที่จะช่วยให้ชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ จึงประสานไปยังคลินิกจิตเวชของโรงพยาบาลให้ทราบข้อมูลของเธอ หลังจากนั้นนักสังคมสงเคราะห์จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ออกมาเยี่ยมบ้านของเธอและดำเนินการรับบุตรไปเลี้ยงดูที่บ้านพักเด็กอ่อน จังหวัดขอนแก่น นี่เป็นจุดพลิกผันชีวิตของเธอและลูกน้อยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับตัวเธอเองก็ได้รับการรักษาที่คลินิกจิตเวช และได้รับบัตรผู้พิการได้เบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาท/เดือน
ชีวิตเด็กคนนี้แม้จะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เรา(ทีมดูแลสุขภาพ)สามารถเลือกทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ สุดท้ายเรื่องราวชีวิตของครอบครัวนี้ก็จบแบบมีความสุข แม้จะไม่เทียบเท่ากับครอบครัวอื่น แต่หากลองย้อนกลับไปดูว่าถ้าทีมงานห้องคลอดจบกระบวนการการดูแลมารดาแค่ส่งต่อไปคลอดที่โรงพยาบาลศรีสะเกษเท่านั้น ไม่ได้สนใจติดตามข้อมูล และไม่ได้ประสานงานให้คลินิกจิตเวชของโรงพยาบาลได้ติดตามต่อไป เราคงไม่รู้หรอกว่าคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัวนี้จะเป็นอย่างไร? ……ให้ท่านคิดเอาเอง นะค่ะ ถึงตอนนี้ดิฉันก็ขอขอบคุณทุก ๆ ทีมงานและทุก ๆ ท่านที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ที่ให้การช่วยเหลือรวมทั้งดูแลมารดาและครอบครัว ทำให้ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ให้มีโอกาสเลือกเส้นทางเดินของชีวิตที่ดีขึ้นได้
ดิฉันเชื่อว่ายังมีอีกหลาย ๆ ชีวิตที่รอรับการช่วยเหลือจากท่านอยู่……………………………………..
เรื่องเล่าจาก คุณปรียาภรณ์ แหวนเงิน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ งานห้องคลอดโรงพยาบาลปรางค์กู่
สวัสดีครับ คุณ prethy
เลือกเกิดไม่ได้
แต่เลือกที่จะเป็นได้
และขอให้เลือกเป็นคนดีนะครับ
ขอบคุณครับ