ศ. ดร. ยอดหทัย เพทธรานนท์ สั่งให้ผมเขียนบันทึกนี้เมื่อวันที่ ๒ ก.ค. ๕๓ ทำให้ผมกลับมาทบทวนว่าชีวิตเสียบปลั๊กของผมเป็นอย่างไร
แต่ละคืนก่อนนอนเวลา ๓ ทุ่มเศษ นอกจากกินยารวม ๗ เม็ดแล้ว ผมต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จแบตให้แก่เครื่องใช้ไฟฟ้า ๕ ตัว ได้แก่ Notebook PC, iPad, BB, iPhone (ใช้เป็น iPod ไว้จดบันทึก), และ Sony IC Recorder บางคืนต้องชาร์จตัวที่ ๖ ด้วย คือแบตของกล้องถ่ายรูป และบางทีสาวน้อยก็เอา rechargeable battery ที่ใช้กับ mouse มาให้ช่วยชาร์จด้วย หรือบางทีผมก็ชาร์จ rechargeable battery ที่ใช้กับ mouse ของผมเอง
ทุกๆ ๓ – ๔ วัน ผมต้องเสียบปลั๊กแท่นชาร์จเครื่องแปรงฟันไฟฟ้า ที่ผมใช้มาหลายปี และเปลี่ยนเครื่องมา ๓ ตัวแล้ว โดยลูกสาวคนโตที่เป็นหมอฟันคอยจัดหามาให้
เวลาไปต่างประเทศต้องไม่ลืมตรวจสอบว่าเต้าเสียบไฟฟ้าของเขาเป็นแบบใด และเอา adaptor ที่ถูกต้องไปด้วย บางครั้งลืมเอาไป ถ้าไปพักโรงแรมที่เขามีให้ยืมก็โชคดีไป ถ้าเขาไม่มีให้ยืมหรือมีแต่หมด เราก็จะเดือดร้อนมาก เพราะเครื่องใช้ที่เราเสพติดมันหมดฤทธิ์ ทำให้เรารู้สึกขาดสิ่งที่เคยใช้จนชิน เหมือนขาดยาเสพติด ผมเคยต้องไปหาซื้อ adaptor ที่สวิส ซึ่งในบางเวลาหาซื้อยากมาก คือตอนร้านเปิดเราติดประชุม พอเราประชุมเสร็จร้านที่มีขายปิดเสียแล้ว เดือดร้อนไม่ใช่น้อย
เพราะแต่ละคืนต้องเสียบปลั๊กหลายปลั๊กมาก บางครั้งไปนอนโรงแรมมีปลั๊กไม่พอ ต้องเปลี่ยนเวรกันเสียบ ตอนหลังผมจึงพกปลั๊กลอยหลายตาเบาๆ ติดกระเป๋าเดินทางเสียเลย ช่วยได้ทั้งกรณีปลั๊กของโรงแรมมีไม่พอหรือเป็นปลั๊ก ๒ รูสมัยก่อน แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่หลายตัวใช้ปลั๊ก ๓ ตา ผมก็เสียบกับปลั๊กพกพาส่วนตัวได้ไม่เดือดร้อน
วันนี้เอง เป็นสารถีพาสาวน้อยไปจ่ายตลาดที่แม็คโคร พบไฟโน้ตบุ๊ค USB ราคา ๑๙๙ บาท จึงลองซื้อมาใช้ นี่ก็เป็นวัฒนธรรมเสียบปลั๊กอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ยิ่งนับวัน เราก็ยิ่งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำตัวมากขึ้นเรื่อยๆ และนิตยสาร The Smithsonian ฉบับพิเศษ กรกฎาคม – สิงหาคม ๒๕๕๓ บอกว่า รถยนต์แห่งอนาคตจะเป็นรถไฟฟ้า ที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดชาร์จไฟได้ ถ้าจะให้วิ่งได้ไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ราคาจะแพงมาก ที่ราคาพอให้คนซื้อไหวต้องวิ่งได้ไม่ไกลนัก (๑๐๐ ไมล์) และเพื่อความสะดวกต้องไม่เอาภาระเสียบปลั๊กไว้ที่คนใช้รถ แต่เอาไปไว้ที่สถานีให้บริการแทน
ปั๊มน้ำมันแห่งอนาคตจึงจะกลายเป็นธุรกิจเสียบปลั๊ก ให้บริการเปลี่ยนแบตแก่รถยนตร์ไฟฟ้า บทความใน Smithsonian บอกว่าเขาใช้ robot เป็นผู้ให้บริการ ใช้เวลา ๓ นาที
แต่ชีวิตของผมเสียบปลั๊กแบบไม่ต้องเสียบ คือผมใช้ PDA, iPad, Notebook เป็นสมองเสริม (peripheral brain) ผมฝึกสมองในกระโหลกให้ไม่จำสิ่งที่ไม่จำเป็น สงวนไว้ใช้คิด ให้มันว่างพอที่จะคิดแบบหลุดโลก เอาส่วนความจำไว้ให้เป็นหน้าที่ของสมองส่วนขยาย (peripheral brain) จนบางครั้งสาวน้อยเขาสนทนาด้วย ถามอะไรก็ตอบว่าจำไม่ได้ ขอดู PDA ก่อน
วันหนึ่งเขาถามว่า ต่อไปจะถึงกับลืมเมียไหมนี่ คำตอบคือ ต้องถาม PDA ก่อน
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.ค. ๕๓
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
ท่านอาจารย์หมอก็มีความเบิกบานใจ มีสีสัน มีสุนทรียภาพในชีวิตหลากหลายครับ ผมก็อมยิ้มไปด้วยเวลาอ่าน ถ้าเป็นกระผมจะบอกว่า "คุณภรรยาหรือผู้บัญชาการที่เคารพครับผม...ไม่ว่าที่ไหนก็ลืมท่านไม่ได้หรอกครับผม ท่านช่วยนำทางชีวิตเสมอมาแสนนาน ...แม้กระทั่งตอนนี้ กระผมก็ต้องการท่าน..ด่วยด้วน..(ด่วนด้วย) " ...เผอิญชายวัยทองเช่นกระผมดันหาไม่ได้.. แฮ่ๆ
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
มาเป็นกำลังใจให้ สาวน้อย คุณหมออมรา ค่ะ...
คนที่บ้านหนู หนุ่มน้อย (ขอยืมคำของอาจารย์นะคะ)เขาลืมเมียประจำ เวลานัดให้ไปรับที่ตลาด ธนาคารหรือบ้านเพื่อน...ไม่ยอมถาม PDA ก่อน
แต่เขาเป็นคนทำหน้าที่คอยเสียบปลั๊กทุกอย่างในบ้านและเวลาไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัดให้ แบตโทรศัพท์ ไอโฟน โน้ตบุ๊ค แบตกล้อง เครื่องเล่นเกมของลูก เครื่องเล่นซีดี วิทยุ สำหรับฟังบทสวดมนต์บ้าง ธรรมะบ้าง ฯลฯ
บวกลบแล้ว เป็นที่ทดแทนกันได้ค่ะ
ขอบคุณบันทึกอาจารย์ค่ะ