มาต่อจากบันทึกก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมของข้าราชการกรุงเทพมหานครและลูกจ้างกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา
ผมได้ฟังนิทานที่ท่าน กมลธรรม วาสบุญมา : ผอ.สำนักส่งเสริมมาตรฐานจิยธรรม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เล่าให้ฟัง เป็นนิทานที่ท่านก็ได้มาจากการฟังจากชายคนหนึ่งที่ท่านสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกคนเข้ามาทำงาน โดยผู้เข้ารับการสัมภาษณ์นั้นใช้วิธีการเล่านิทานแทนการตอบคำถาม
นิทานมีอยู่ว่า... มีหลวงตาอยู่รูปหนึ่ง ท่านเป็นพระที่บวชมานานมาก ตั้งแต่เด็ก ๆ บวชเป็นสามเณร และเมื่ออายุครบบวช ก็บวชเป็นพระ ศึกษาพระธรรมวินัยและอยู่ใต้ร่มกาสาวพัตร์มาโดยไม่เคยคิดที่ละจากสมณะเพศ
บ่ายวันหนึ่ง หลังจากเสร็จกิจต่าง ๆ แล้ว หลวงตาก็หยิบไม้กวาดมากวาดลานวัด เพื่อเป็นการปฏิบัติกิจของสงฆ์ และการเป็นเจริญสติ สมาธิไปด้วย กวาดไปได้สักพักใหญ่ มีชายหนุ่มคนองวัยวิ่งลุกลี้ลุกลนเข้ามาหา เหมือนกำลังหนีคนที่ตามไล่ตีกบาลมา
ชายหนุ่ม เมื่อเห็นหลวงตาก็ก้มลงกราบ แล้วจึงกล่าวกะหลวงตาว่า "หลวงตาครับ ผมมีเรื่องจะมารบกวนถามหลวงตามครับ" ด้วยความเมตตา หลวงตาจึงถามกลับไปว่า "มีอะไรรึโยม มีอะไรจะถามอาตมารึ ว่ามา" ชายหนุ่มเมื่อได้ยินดังนั้นจึงหันซ้ายที ขวาที ก่อนจะถามหลวงตาแบบกระซิบเบา ๆ ว่า "หลวงตาครับ หลวงตาว่า ระหว่าง ชู้ กับ กิ๊ก ต่างกันไหมครับ" ถามเสร็จชายหนุ่มยกมือขึ้นจรดหน้าผาก แล้วลดลงมาตรงหน้าอก รอคอยคำตอบที่จะออกมาจากปากของหลวงตา...
หลวงตานิ่งอึ้งไปคิดในใจว่า "อาตมางานเข้าแล้วล่ะวันนี้ ... จะตอบเขาไปอย่างไรดีนะ ตลอดชีวิตที่เกิดมาก ก็บวชอยู่ใต้ร่มกาสาวพัตร์มาเกือบชั่วชีวิต แฟนเฟินก็ไม่เคยคิดจะมี ชีวิตทางโลกก็พอจะรู้จากสิ่งที่ดูในทีวี และอ่านจากหนังสือหนังหา แล้วนี่เจ้าหนุ่มนี่ก็คิดจะมาเอาคำตอบกับอาตมาไปเพื่อะไรกันนะ สงสัย เจ้าหมอนี่คงจะนอกใจแฟนหรือภรรยา แล้วคิดจะมาหาคำตอบให้ตนเอง เพื่อความชอบธรรมเป็นแน่แท้"
ระหว่างที่หลวงตากำลังคิดไตร่ตรองอยู่ว่าจะตอบไปอย่างไรดีอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีงูเห่าตัวเขื่อง เลื้อยจากพงหญ้า ฝั่งหนึ่ง ผ่านตรงกลางระหว่างหลวงตาที่ยืนอยู่ กับชายหนุ่มที่นั่งพนมมือ แต่งูก็มิได้มีอาการขู่หรือจะทำร้ายใครแต่อย่างใด เลื้อยผ่านไปอีกฝั่งอย่างสงบ
ทันใดนั้น หลวงตา ก็เกิดปัญหาเห็นธรรมในทันใด ท่านคิดว่า ด้วยเดชะบุญที่สั่งสมบารมีมา ทำให้คราวนี้จะได้มีคำตอบดี ๆ ให้กับชายหนุ่มนี้แน่นอน
หลวงตาจึงเอ่ยวาจาถามชายหนุ่มว่า "เจ้าหนุ่มเอ๊ย ตะกี้เจ้าเห็นอสรพิษตัวนั้นไหมล่ะ" ชายหนุ่มตอบว่า "เห็นครับหลวงตา มันก็คือ งูเห่า ครับ" "อืมดีมาก ที่เจ้ารู้จัก แล้วเจ้าคิดว่ามันอันตรายมากไหม" หลวงตาถาม "อันตรายซิครับ แหม๋ ถ้าโดนกัดรับรอง รอดยาก" ชายหนุ่มตอบทันทีทันใด
หลวงตามถามต่อว่า "แล้วถ้าวันนึง มีคนตั้งชื่อมันว่า "หนุงหนิง" ล่ะ เจ้าคิดว่ามันจะเป็นอย่างไร" ชายหนุ่มตอบแบบทันทีทันใดอีกว่า "ต่อให้เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร พิษสงมันก็ยังคงร้ายกาจอยู่ดีล่ะครับ หลวงตา" หลวงตายิ้มได้ที กล่าวว่า "ฉันใดก็ฉันนั้นแหละเจ้าหนุ่มเอ๊ย.. การประพฤติผิดศีลข้อ กาเมสุมิจฉาจารา น่ะ จะผิดมาก ผิดน้อย หรือจะเรียกพฤติกรรมเป็นอะไรก็ตาม มันก็มีความหมายไม่ต่างกันนั่นแหละโยม"
ผมนั่งฟังนิทานแล้วก็ได้รับคำตอบที่ชัดเจน เหมือนกับชายหนุ่มคนนี้เลยครับ บางครั้ง เราพยายาม หาคำนิยาม หรือตีความเพื่อเข้าข้างตนเอง ให้มีความรู้สึกว่า ไม่ผิด ผิดน้อย หรือเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง มันก็เป็นเรื่องที่ผิดอยู่วันยังค่ำ
สำหรับนิทานที่เล่ามานี้ อาจจะไม่ตรงกับที่ฟังมาซะทีเดียวแต่ก็ไม่ได้แต่เติมเสริมความอะไรไปเลยนะครับ ต้องขอขอบคุณ เจ้าของนิทานที่ทำให้ ความรู้สว่างสดใจขึ้นกว่าเดิมมาก ๆ
เรื่องของกิ๊ก
บางครั้ง เราพยายาม หาคำนิยาม หรือตีความเพื่อเข้าข้างตนเอง ให้มีความรู้สึกว่า ไม่ผิด ผิดน้อย หรือเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง มันก็เป็นเรื่องที่ผิดอยู่วันยังค่ำ
1 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
จารุวัจน์ شافعى · 10 ก.ค. 2553
ภัทราวดี สุวรรณจันทร์ · 10 ก.ค. 2553
ศุภัชณัฏฐ์ หลักเมือง · 10 ก.ค. 2553
เก่งทุกทาง · 10 ก.ค. 2553
เดชา · 10 ก.ค. 2553
ขอบคุณสำหรับเรื่องดี ๆ อ่านแล้วเข้าใจเลยจริง ๆ
ขอบคุณครับ คุณ
ใช่เลยค่ะ....
ขอบคุณมากครับ คุณ Nobita ที่กรุณานำนิทานที่ผมเล่ามาเผยแพร่เพื่อปลูกฝังจริยธรรมให้กับสังคมต่อไป บังเอิญ search ในอินเตอร์เน็ตแล้วเจอเรื่องนี้เข้า แอบเขินเหมือนกันครับ หากมีอะไรให้ผมได้สนับสนุนงานจริยธรรมของกรุงเทพมหานครได้ก็ยินดีนะครับ