เลือกอยู่นานว่า จะเป็นเรื่องในหมวดใด สุดท้ายเลยเลือกหมวดสังคม เพราะเป็นเรื่องในสังคมเมืองหลวง ที่ต้องใช้รถยนต์เป็นปัจจัยที่ห้า ในชีวิตประจำวัน
วันนี้ ต้องไปอบรมเพื่อรับความรู้ โดยนำรถยนต์ไปจอดในที่ที่ทางสถานที่อบรมจัดไว้ให้ โชคดีที่ไปแต่เช้า เลยยังมีที่จอดรถว่าง บนชั้นสุดท้าย
กำลังจะเดินหน้าเพื่อถอยหลังเอาท้ายรถเข้าไปในซอง ก็มีรถยนต์คันหนึ่งมาจ่อและใจร้อน เดินหน้ามาด้วยกัน โดยไม่รอให้ครูอ้อย ที่มาก่อนจอดรถให้เรียบร้อยก่อน
ครูอ้อยเลยตัดความรำคาญ ด้วยการนำหน้ารถเข้าไปในซองเลย และคิดต่อไปว่า.....เวลาออก ก็เอาท้ายออกก็ได้
จากนั้น ครูอ้อยก็จอดนิ่งแต่ยังไม่ดับเครื่องเพราะยังนำเอกสารใส่กระเป๋าไม่หมด ในขณะที่กำลังสาละวนกับการเลือกเอกสาร รถคันนั้นก็ถอยหลังมาจอดข้างๆครูอ้อย แถมยังเปิดประตูมากระแทกรถของครูอ้อยเสียงดัง....บึ๊ก
ครูอ้อยตกใจ จึงเหลียวหลังไปดู เห็นคนขับเป็นผู้ชายและพูดกับครูอ้อยว่า.....ขอโทษ
ครูอ้อย ลงจากรถไม่ได้ในทันที ที่จะลงมาดูว่า รถมีรอยหรือไม่.....ฮา รถของครูอ้อย ไม่มีบุบ....แต่ของเขา ไม่แน่ ถลอกหรือเปล่า.....
ขอโทษ....เป็นคำพูดที่เขา บอกมา
คำว่า.....ขอโทษ จะออกมาอีกไหม หากครูอ้อย ไม่ได้นั่งอยู่ในรถ
น่าจะมีคำกล่าวที่สะสวยกว่านี้ที่แสดงถึงก้นบึ้งของใจนะคะ
คนเราสมัยนี้เป็นอะไรกันไปหมดหนอ...
เราจะโทษใครดี พ่อแม่ ครู สังคม หรือว่าตัวของเขาเอง??
ขอบคุณค่ะ เพื่อนรัก
krugui Chutima
คงประกอบกันไปทุกเรื่อง หากเกิดกับเขา คงไม่ใช่ เพียงแค่นี้ พอดี เป็นครูอ้อย ไม่ค่อยรู้สึกเท่าไร ห่วง แต่พ่อบ้านจะบ่น ถ้าไม่ลงไปดู แผล