GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เล่นฟุตบอลในห้องยา

ความสุขกับความสำเร็จเป็นของคู่กัน หากเรารู้จักวิธีที่จะนำมันมาพร้อมๆกัน

           เมื่อถูกคำถามจากท่านอาจารย์ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพรักยิ่งว่า " ลองยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้ดูหน่อยสิว่า การทำ HA อย่างสนุกสนาน เขาทำอย่างไร ?" ในสมองก็เกิดการประมวลผลอย่างรวดเร็ว ประดุจในสมองบรรจุไปด้วยคอมพิวเตอร์ Pentium 4 ( แต่ก็ยังน้อยกว่าท่านอาจารย์หลายเท่านัก เนื่องจากเป็น Centrino ไปแล้ว )

          เรื่องราวของความสนุกที่จะเล่านี้เกิดขึ้นในฝ่ายเภสัชกรรม ของโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งในแต่ละวันจะได้ยินเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากห้องอยู่เป็นประจำ ในห้องนี้มีทีมฟุตบอลอยู่ทีมหนึ่ง มีทั้งกองหน้า กองกลาง กองหลัง หัวหน้าทีมและโค้ช อย่าเพิ่งงงนะคะ ว่าฝ่ายเภสัชที่นี่จะไปเตะฟุตบอลแข่งกับใคร กองหน้าก็คือ เภสัชกรผู้จ่ายยาและเจ้าหน้าที่เก็บเงิน กองกลางก็คือ ผู้ตรวจสอบยาก่อนจ่าย กองหลังคือเจ้าหน้าที่ผู้ print ฉลากยาและจัดยา หัวหน้าทีมก็คือ เภสัชกรที่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าห้องจ่ายยาในวันนั้น สำหรับโค้ชก็คือ หัวหน้าฝ่ายนั่นเอง

          ในแต่ละวันทีมฟุตบอลทีมนี้จะทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนแข่งในแต่ละวัน เช่น การเตรียมห้อง การ pre-pack ยา การจัดยาเรียงขึ้นชั้น การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆให้พร้อม ในขั้นเตรียมการนี้ทุกคนในทีมจะมาช่วยกันคนละไม้คนละมือตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แล้วเวลาของการแข่งขันก็มาถึง เมื่อมีใบสั่งยาใบแรกเข้ามาประมาณแปดโมงกว่าๆ ทุกคนก็เข้าประจำตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ก็เริ่ม print ฉลากยา ส่งให้กองหลังจัดยา เสร็จแล้วก็ส่งให้กองกลางเลี้ยงลูกต่อด้วยการตรวจสอบยาให้ถูกต้อง ทั้งชื่อ ชนิด ขนาด จำนวน วิธีใช้ ปฏิกิริยาระหว่างยา ยาตรงกับยาที่ผู้ป่วยเคยแพ้หรือไม่ หากวันใดตำแหน่งนี้เล่นโดยผู้เล่นที่เป็นเภสัชกร ก็จะสามารถตรวจสอบได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ แต่ถ้าเป็นเจ้าพนักงานเภสัชกรรมก็จะต้องร้อนถึงกองหน้าที่ต้องทำหน้าที่หนักขึ้น ในส่วนกองหน้าเองประกอบไปด้วย 2 ส่วน นั่นคือ เจ้าหน้าที่เก็บเงินซึ่งต้องมีความสารถในการนำเงินจากกระเป๋าคนอื่นมาใส่ในกระเป๋าโรงพยาบาลให้ได้ แถมยังต้องถูกต้องครบถ้วนอีกด้วย ดังนั้นผู้เล่นในตำแหน่งนี้จึงต้องได้รับการฝึกฝนให้ยิ้มเก่งเป็นที่สุด พูดเพราะเป็นเลิศ ถึงแม้ตัวสำรองที่จะมาเล่นในตำแหน่งนี้ ก็ต้องได้รับการฝึกฝนเหมือนกัน ไม่ปล่อยให้ลอยนวลไปง่ายๆ (แต่หน้านวลได้)

          กองหน้าที่มีความสำคัญที่สุดของทีมก็คือเภสัชกรผู้จ่ายยานั่นเอง เพราะไม่ว่ากองหลัง กองกลาง จะเลี้ยงลูกมาดีอย่างไร แต่ถ้ากองหน้าไร้ซึ่งฝีมือ อุ๊ย! ฝีเท้าเสียแล้ว ก็ไม่มีทางจะยิงประตูได้เด็ดขาด ดังที่เราจะเห็นในข่าวกีฬาเสมอๆว่ามีการซื้อตัวกองหน้าจากทีมโน้นทีมนี้ แม้แต่สุดหล่อ "เดวิดแบ็คแฮม" ก็โดนซื้อตัวเหมือนกัน ดังนั้นทีมเลยให้ความสำคัญกับตำแหน่งนี้มากๆ ว่าจะต้องเป็นเภสัชกรเท่านั้น ในช่วงเวลาที่ฤดูการแข่งมากๆ เช่น ช่วง 10 โมงเช้าถึงเที่ยง ก็จะมีการเสริมกองหน้าและกองกลางด้วยเภสัชกรที่ยังมีอยู่ ทำให้ทีมสามารถที่จะชนะเกมส์ได้เพิ่มขึ้นและต่อเนื่อง (สามารถแสดงถึงชัยชนะได้จากความผิดพลาดที่ลดลง)

          ในเวลาที่ผู้เล่นไม่ครบในสนาม ไม่ว่าจะเป็นร่างกายไม่พร้อม(ลาป่วย) หรือติดธุระสำคัญ (ลากิจ) แต่ยังไม่มีที่ไม่ครบจากการถูกใบแดงนะคะ จะมีการเรียกกำลังเสริมจากโค้ช หรือในบางครั้งก็มีการจัดกระบวนทัพกันใหม่ บางคนต้องทำหน้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงกฎทองคำของทีมที่ว่า " จะไม่เลี้ยงลูกคนเดียวต่อกันเป็นอันขาด " เช่น คนจัดยาก็จะไม่ใช่คนตรวจสอบยา หรือคนตรวจสอบยาก็จะไม่ใช่คนจ่ายยาเด็ดขาด นั่นทำให้กระบวนการ double check ยังคงอยู่ และกฎทองคำอีกข้อที่ว่า " ผู้เล่นกองหน้าต้องเป็นเภสัชกรเท่านั้น " ทำให้ตัวเภสัชกรเองมีการบริหารจัดการเวลาของตนเองและของทีมเภสัชกรเองได้ดีขึ้น จะไม่มีการประชุมใดที่จะมาพรากเภสัชกรออกจากห้องยาได้หมดในคราวเดียวกันแน่ๆ

          หัวหน้าทีมในวันนั้นๆก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นผู้จะตัดสินใจเมื่อมีเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เป็นผู้ที่กุมอำนาจในวันนั้น และก็จะหมุนเวียนให้ทีมเภสัชกรมาดำรงตำแหน่งนี้กันอย่างถ้วนหน้า เป็นการฝึกผู้นำไปในตัว

          สำหรับบุคคลอีกคนที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้นั่นคือ
"โค้ช" นั่นเอง คนผู้นี้มีหน้าที่ฝึกฝน กระตุ้น สนับสนุน และส่งเสริมให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น มีการประเมินสถานการณ์ของทีมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ ความรู้ความสามารถ พร้อมกับส่งเสริมส่วนดี ลดช่องว่างของส่วนขาดได้เป็นอย่างดี โค้ชมีหน้าที่ที่ชัดเจนและไม่ใช่ผู้ที่จะลงไปแข่งขันเสียเอง แต่ในบางเวลาที่ผู้เล่นไม่ครบ โค้ชก็จะลงไปเล่นแต่ไม่ใช่ในฐานะโค้ช แต่เป็นผู้เล่นคนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นกองกลางหรือกองหน้าเท่านั้นเอง โค้ชจะเข้ามาประคบประหงมเมื่อเห็นว่าทีมเริ่มล้า กำลังใจเริ่มตก พร้อมทั้งเข้ามากระตุ้นให้ทีมดึงพลังที่มีอยู่ออกมาใช้ให้มากที่สุด (สงสัยจะอ่านหนังสือชื่อ "Unlimited Power" มากไปหน่อย) นอกจากนี้เมื่อเกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้น โค้ชจะเป็นผู้ออกหน้ารับผิดชอบเองหากเกินกำลังทีม และจะเป็นผู้ที่สอนให้ทุกคนสามารถแก้ปัญหาได้เอง แต่ในบางครั้งโค้ชเองก็เป็นผู้ที่ทำให้ทุกคนหัวเราะสนุกสนานได้เหมือนกัน

          แนวคิดที่สำคัญของทีมฟุตบอลทีมนี้มีหลายเรื่อง ซึ่งนำมาประกอบการทำงาน อาทิเช่น   

          1. เราแข่งกับตัวเราเอง นั่นคือ มีการประเมินและวัดผลของทีมตนเองเป็นประจำเทียบกับเป้าหมายที่วาง ไว้ มิใช่แข่งขันกับฝ่ายอื่น รพ.อื่น

          2. ความผิดพลาด คือของขวัญอันล้ำค่า หากวันได้ทีมได้รับของขวัญหรือพบข้อผิดพลาด ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทีมจะได้มีโอกาสพัฒนางานเพิ่มขึ้น มีการแสดงความขอบคุณสำหรับผู้ที่มอบของขวัญให้ ไม่ว่าจะเป็นในทีมเองหรือนอกทีม         

          3. ทำงานเป็นทีม นั่นคือ การทำงานร่วมกันโดยทุกคนตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของทีม เมื่อทีมชนะเราก็ชนะ เมื่อทีมแพ้เราก็แพ้ ทำให้ลดความเป็นตัวตนของคนในทีมลงได้ ข้อผิดพลาดหรือผลงานที่เกิดขึ้นเป็นของทีม ดัง นั้นหากตนจะมีข้อเสนอแนะใดให้กับทีมก็จะรีบทำทันที และผู้ที่ได้รับข้อเสนอแนะนั้นก็จะไม่คิดว่าเป็นความผิดของตน แต่สิ่งที่ตนต้องทำหรือพัฒนาก็เพื่อความสำเร็จของทีมนั่นเอง          

           4. แนวความคิดที่ว่า "คนทำงานมีผลต่อบรรยากาศของทีม และบรรยากาศของทีมมีผลต่อคนทำงาน" ถ้าคนทำงานอย่างมีความสุข บรรยากาศของทีมก็มีความสุขไปด้วย ถ้าบรรยากาศดี นอกจากจะทำให้คนทำงานมีความสุขแล้ว ยังสามารถดึงศักยภาพบุคคลออกมาได้มากขึ้น ดังนั้นแต่ละคนจึงช่วยกันทำให้บรรยากาศของทีมดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลดการตำหนิติเตียน เพิ่มการชื่นชม หาเรื่องสนุกๆมาเล่าให้กันฟัง การทำให้ห้องทำงานสวยขึ้น น่าอยู่ขึ้น และอีกหลายต่อหลายอย่างที่ได้ดำเนินการภายใต้ชื่อโครงการ "Happy zone Happy time" นั่นคือการมาทำงานที่ห้องยาคือการมาทำงานในสถานที่ที่มีความสุข และเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข (โครงการนี้คิดโดยกองหลังซึ่งเป็นลูกจ้างคนงานคนหนึ่ง) ซึ่งมีการทำกิจกรรม 5 ส มาเสริมโครงการนี้ด้วย

          5. การนำความคิดสร้างสรรค์ มาช่วยให้ทำงานดีขึ้น นั้นคือมีการกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้าง สรรค์ในงาน มีการจัดห้องสำหรับกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ชื่อว่า "ห้องฟ้าใส" ในห้องนี้ก็คือห้องทำงานข้างหลังนั่นเอง มีการจัดห้องให้พร้อมประชุม มีการเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกและความรื่นรมย์ไว้ให้ทีมได้ผ่อนคลายเวลาเกิดความเครียด หรือเวลาที่ต้องการแก้ไขปัญหาใดๆ มีการจัดทำโครงการ "จากดินสู่ดาว" เพื่อพัฒนางานโดยติดตามตัวชี้วัดของฝ่าย (ตัวชี้วัดที่ตกเกณฑ์ คือ ดิน และต้องพัฒนาให้สู่ดวงดาว นั่นคือ การผ่านเกณฑ์ นั่นเอง)

          6. หลักการที่สำคัญอีกข้ออีกข้อหนึ่งก็คือ “ทุกคนเป็นคนดี และมีศักยภาพ” เนื่องด้วยทีมฟุตบอลทีมนี้ มักได้ต้อนรับผู้เล่นที่ถูกคัดออกจากทีมอื่นมาแล้ว ดังนั้นถ้าเปรียบแล้วก็จะเหมือนกับแหล่งสะสมความโหล่ยโท้ยขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นพยาบาลร่างท้วมที่แสนจะเฉยชา มาสาย ไม่คิดจะทำอะไรอีกแล้ว ชีวิตอยู่ไปวันๆ แค่ตามลูกและสามีก็พอแล้ว หรืออีกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เคยถูกคัดออกจากทีมการพยาบาลเนื่องด้วยเธอชอบแต่ตัวตลอดเวลา ไม่ว่าคนไข้จะอาการหนักหนาสาหัสเพียงใดก็ตามเธอก็ยังคงความสวยอยู่ได้ตลอดเวลาเช่นกัน ก่อนถูกส่งมายังทีม เธอได้ถูกส่งไปยังทีมฝ่ายบริหาร ซึ่งเธอก็ถูกคัดออกอีกตามเคยด้วยความที่เขาว่าเธอว่าสอนยากและไม่มีเวลามาดูแลเธอ งานนี้ไม่ได้คัดออกเฉพาะตัวเธอเท่านั้น ยังแถมงานบริการเก็บเงินมาเป็นของขวัญให้กับทีมอีกด้วย
           นี่คือสิ่งที่ท้าทายก็บังเกิดขึ้นกับทีมโดยเฉพาะกับโค้ช เพราะนอกจากจะพยายามดึงศักยภาพของบุคคลเหล่านี้ออกมาแล้ว ยังต้องปรับทัศนคติของทุกคนที่อยู่ในทีมต่อลูกทีมพิเศษเหล่านี้ด้วย งานนี้เลยต้องอาศัยทั้งบุ๋นและบู๊ เริ่มจากการทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเป็นทีมเดียวกันและไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ด้วยวิธีการที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเล็กๆน้อยๆในฝ่าย หรือพาออกไปเปิดหูเปิดตาด้วยกัน (นอกห้อง) เมื่อได้คำว่าทีมแล้ว บวกกับการหล่อหลอมโดยไม่รู้ตัวที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าตนเองมีค่า ไม่ว่าจะทำอะไร เสนอแนะอะไรก็จะมีความสำคัญไปหมด รวมทั้งมีการนำแนวความคิดจาหนังสืออีกหลายเล่มมาใช้ อาทิเช่น “Fish” หรือ “Whale” (สงสัยโค้ชจะเป็นหนอนหนังสือตัวใหญ่เหมือนกัน) ทำให้เริ่มมีการมีการฝึกทุกคนในทีมเหมือนฝึกปลาวาฬ ซึ่งกว่าปลาวาฬที่ถูกจับมาจากทะเลจะสามารถกระโดดลอดห่วงในระยะเหนือผิวน้ำ 20 ฟุตได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะทำได้ในครั้งเดียว มันต้องเริ่มจากการลอดห่วงที่อยู่ใต้น้ำก่อน และจึงค่อยๆขยับห่วงให้สูงขึ้น สูงขึ้น เรื่อยๆ จนสูงดังที่ผู้ฝึกพอใจ และในแต่ละครั้งที่สามารถลอดห่วงได้สูงขึ้น ปลาวาฬก็จะได้รับรางวัลเป็นอาหารอันโอชะ แต่หากไม่สามารถทำได้ดีกว่าเดิมหรือทำได้แย่กว่าเดิม ก็จะไม่ถูกลงโทษแต่อย่างไร นั่นคือ การโฟกัสไปที่ความสำเร็จ   ลูกทีมก็คงไม่ต่างไปจากปลาวาฬเหล่านั้น แต่ละคนถูกจับมาจากหลายที่ ยังไม่เคยรู้จักงานหรือวิธีการเล่นฟุตบอลที่นี่มาก่อน ดังนั้นกระบวนการฝึกลูกทีมก็เกิดขึ้นเฉกเช่นการฝึกปลาวาฬ แล้วผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นที่น่าชื่นชมเหมือนกับปลาวาฬได้ออกงานแสดงกลางแจ้งก็มิปาน ดังสโลแกนที่ทีมใช้กันบ่อยๆว่า “ไม่ว่าคุณจะทำอะไรเป็นหรือไม่ ขอเพียงมาอยู่กับเราเท่านั้น คุณจะเป็นเอง” 

          นั่นคือเรื่องสนุกๆที่ตอบคำถามอาจารย์ที่ถามมาตั้งแต่แรก แถมด้วยแนวคิดที่ถูกกลั่นออกมาจากความสนุกนั้นๆ นั่นแสดงถึงว่าการทำงานให้ได้ดีมีคุณภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเครียดเสมอไป หากเราใช้สมองที่มีอยู่ให้สมดุลทั้งซ้ายขวา ความสุขและความสำเร็จก็คือสิ่งที่จะมาคู่กันได้อย่างแน่นอน

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 3733
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

เป็นเรื่องราวที่ทั้งสนุกและได้ความรู้    กรุณาหาเรื่องอื่นๆ มาเล่าอีกนะครับ
ทำอย่างมีความสุขย่อมทำให้เกิดความยั่งยืนครับ มาช่วยกันหาทางพัฒนาคุณภาพอย่างมีความสุขดังตัวอย่างที่นู๋นกเล่ามากันมากๆ ก็ดีครับ