ทีมจัดงานที่มีคุณอนันต์ภักดิ์ – ดร. ลดาวัลย์ โชติมงคล เป็นหัวหน้าทีม ใช้ความพยายามติดต่อตามหาเพื่อนๆ ที่เข้าเป็นนิสิตน้องใหม่คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ พร้อมกันในปี ๒๕๐๓ มาร่วมกันจัดทำหน้งสือที่ระลึก   และนัดวันสังสรรค์ในวันที่ ๒๗ มิ.ย. ๕๓ ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล ลาดพร้าว ตอน ๑๑.๐๐ น.   รุ่นนี้รับ ๓๐๐ คน แต่มาเรียนไม่ถึง    อย่างหมู่ ๑ ที่ผมอยู่จำนวนรายชื่อ ๔๐ คน มารายงานตัวเข้าเรียนเพียง ๑๓ คนเท่านั้น   เพราะส่วนใหญ่ไปเข้าเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์   ที่คณบดี (ศ. ดร. สตางค์ มงคลสุข) ปล่อยข่าวว่า ใครไปเรียนจะข้ามฟากไปเรียนแพทย์ได้เลยโดยไม่ต้องสอบข้ามฟากอีก   เพื่อนๆ ที่สอบติดทั้ง ๒ แห่งจึงเลือกไปเรียนที่นั่นเป็นส่วนใหญ่  

          เริ่มงานตั้งแต่ ๑๑ น. เลิก ๑๕.๐๐ น. มีเพื่อนๆ มาร่วมประมาณร้อยกว่าคน นับว่าประสบความสำเร็จดีเยี่ยม   คนที่มาก็ต้องการมาพบปะเพื่อนๆ ก็ได้พบปะกันสมประสงค์    แถมยังได้หนังสือที่ระลึกที่มีรายละเอียดของเพื่อนๆ ติดมือกลับบ้านไปคนละเล่ม   สำหรับใช้เป็นคู่มือติดต่อเพื่อนๆ ต่อไป  

          มีงานสังสรรค์ทีไร มีการถ่ายรูปกันเป็นการใหญ่ทุกครั้ง   ถ่ายแต่ละครั้งต้องถ่ายหลายกล้องด้วย   น่าเสียดายที่ผมลืมเช็ดเลนส์กล้องถ่ายรูป รูปที่ได้จึงไม่ค่อยชัด

           มีการยืนไว้อาลัยอาจารย์และเพื่อนๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว   เชิญรุ่นพี่ที่เป็นประธานเชียร์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพวกเรามากคือพี่ชัยวัฒน์ จันทรศรีวงศ์ มาร่วมงานและกล่าวต่อที่ประชุม   เขายกย่องเพื่อนร่วมรุ่น ๒ คนให้ขึ้นไปกล่าวกับเพื่อนๆ คือ ดร. คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช กับผม   และหลังจากนั้นนักร้องเสียงทองประจำรุ่นจำนวนมากมายก็ผลัดกันขึ้นไปครวญเพลงขับกล่อม   โดยมีวาสนา (บัวสถาพร) มังคละ ชวนสามี คือคุณสมชาย มังคละ นักดนตรีและนักแต่งเพลงมาเล่นดนตรีและจัดการเรื่องคาราโอเกะ

          เมื่อวานนี้ ผมไปประชุมสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่จุฬาฯ   เห็นนิสิตน้องใหม่มาซ้อมร้องเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ และเพลงเชียร์อื่นๆ   ยังรู้สึกคล้ายกับว่าผมอยู่ในสภาพนั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง   แต่รุ่งขึ้นอีกวันเดียวเป็นวันฉลอง ๕๐ ปีของการเป็นน้องใหม่จุฬาเสียแล้ว   ชีวิตคนเรามันผ่านไปเร็วจริงๆ

          การจัดงานนี้มีทีมที่ยกครอบครัวมาช่วยกันหลายครอบครัว   เช่น ยุบล (แซ่ลิ่ม) – ชลิต ลิมจิตติ (มาจากหาดใหญ่)   และมีเพื่อนๆ ที่มีกิจการธุรกิจให้สปอนเซ่อร์สนับสนุน   รวมทั้งให้ของที่ระลึกมาแจกด้วย   ผมนับจำนวนเพื่อนๆ ที่เสียชีวิตแล้วได้ ๓๕ คน   ที่ตามตัวขอรายละเอียดคนละหน้าในหนังสือที่ระลึกได้ ๑๓๕ คน   และที่ตามตัวไม่ได้อีก ๑๐๘ คน   รวมเป็น ๒๗๓ คน   เพื่อนบางคนดูหนุ่มหรือสาวกว่าวัย แต่ส่วนใหญ่ก็ถือว่าสูงอายุแล้ว คนที่อายุน้อยที่สุดก็น่าจะ ๖๖ หรือ ๖๗   มีบางคนถึง ๗๓ แล้ว แต่ยังแข็งแรงมาก  

          ผมบอกกับ ดร. สมใจ วิชัยดิษฐ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้จัดการประชุมคนหนึ่ง และมีการติดต่อกับทางสมาคมศิษย์เก่าจุฬาฯ    ว่าเราน่าจะเชิญชวนบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนกิจการของคณะ วิทยาศาสตร์    ได้ความว่านิสิตรุ่นเดียวกันของทั้ง ๗ คณะ (ในปี ๒๕๐๓ จุฬาฯ มีเพียง ๗ คณะ) ได้ติดต่อกันจะรวมตัวกันหาเงินสนับสนุนกิจการของมหาวิทยาลัย   ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง    คนเราต้องกตัญญูรู้คุณสถาบันที่ให้การศึกษากล่อมเกลาเรามาจนชีวิตได้ดีถึงเพียงนี้  

          กล้องถ่ายรูปที่ผมติดตัวไป ใช้ถ่ายคนอื่นเท่านั้น   ยกเว้นรูปเดียวที่ผมอยากได้รูปของ นพ. ทรงชัย กรองกาญจน์ ซึ่งทำงานที่ รพ. จุฬาฯ    ที่เล่าเรื่องของอาจารย์เก่าๆ ให้ผมฟัง   เพราะหมอทรงชัยชอบทำหน้าที่ไปเยี่ยมและคุยกับอาจารย์เก่าๆ   ด้วยความเห็นใจว่าท่านคงจะเหงา    และได้มีส่วนช่วยให้อาจารย์ผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาก ที่ตอนหนุ่มๆ เคยขัดแย้งจนไม่พูดกัน กลับมาคืนดี   หรือช่วยให้อาจารย์อาวุโสมากๆ ได้คืนดีกับลูกชายที่ท่านโกรธแบบตัดลูกตัดพ่อ   ผมคิดว่าหมอทรงชัยทำบุญมาก   และทำให้หวนคิดตำหนิตนเอง ที่ไม่ได้ทำหน้าที่นี้เลย    แม้กับแม่ของผมเอง ก็นานๆ ครั้งจึงจะโทรศัพท์ไปหาทีหนึ่ง 

          ไปพบเพื่อนๆ จำนวนมากเช่นนี้ ผมต้องทำใจไว้ว่าจะต้องปล่อยไก่เสมอ ในด้านจำเพื่อนไม่ได้   ขอบันทึกไว้ว่า ผมปล่อยไก่ไป ๒ ตัว   ตัวหนึ่งจากจำสามีของเพื่อนไม่ได้ ทั้งๆ ที่เมื่อกว่า ๔๐ ปีมาแล้วผมไปรักษาโรคให้เขาถึงบ้าน    และอีกคนหนึ่งผมจำสับกับแพทย์รุ่นน้อง    แต่ก็มีเพื่อนบางคนมาคุยด้วยเพื่อแสดงความขอบคุณ ที่ตอนเรียนหนังสือที่จุฬาฯ ผมเคยช่วยติวให้เขาตามที่เขาขอความช่วยเหลือ   เขาแนะนำชื่อและบอกว่าบอกชื่อก็จะจำได้ แต่ดูหน้าจะจำไม่ได้ เพราะเขาศีรษะล้าน    เวลานี้เขาเป็นหมอเจ้าของโรงพยาบาลมีชื่อเสียง และเป็นสปอนเซ่อร์สนับสนุนการจัดงานเป็นพิเศษด้วย

          เพื่อนๆ ในรุ่นจะมี ๒ ประเภท   คือประเภทเรียน ๒ ปี กับประเภทเรียน ๕ ปี   ประเภทแรกจะไม่ได้ปริญญา วท.บ. เพราะเรียนไปเป็นแพทย์   แต่บางคนก็ต้องเรียน ๓ – ๔ ปีก็มี เพราะอาจสอบตก หรือสอบข้ามฟากไม่ได้ ต้องใช้ความเพียรพยายามหลายครั้ง จนประสบความสำเร็จ    ผมได้เรียนรู้ว่า คนที่หัวไม่ดีนัก หรือในช่วงนั้นมีอุปสรรคบางอย่างในชีวิต แต่มีความอดทนพากเพียรเป็นยอด และมีกำลังใจไม่ถอดใจง่ายๆ มีความสำคัญต่อความสำเร็จในชีวิตไม่น้อยกว่าสมองดี   คนประเภทหลังนี้ หลายคนชีวิตประสบความสำเร็จกว่าผมมากมาย    ส่วนเพื่อนที่เรียน ๕ ปี (หรือกว่า) ก็จะได้ปริญญา วท.บ.   ประเภทนี้จะสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ    ด้วยเหตุที่เรียนด้วยกันหลายปี   และเพราะคนกลุ่มนี้จะไม่ก้มหน้าก้มตาเรียนหลังสอบข้ามฟากให้ได้เหมือนพวกแรก

          เพื่อนๆ เหล่านี้ถือเป็นคนชั้นนำของประเทศ   กล่าวได้ว่า เมื่อเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ ได้ อนาคตที่สดใสก็รออยู่ข้างหน้า    และเพื่อนกว่าร้อยละ ๙๐ ก็มีชีวิตที่ดีจริงๆ   ผมสังเกตว่า เป็นหมอหรือไม่เป็นหมอ ฐานะความเป็นอยู่โดยเฉลี่ยไม่น่าจะต่างกัน   แต่ตอนเรียน เรามุ่งมั่นกันเหลือเกินที่จะสอบข้ามฟากให้ได้    รวมทั้งดูจะมีเรื่องศักดิ์ศรีว่าใครเรียนอยู่กลุ่มไหนด้วย   แต่เมื่อชีวิตผ่านมา ๕๐ ปี มันก็สอนเราว่า ชีวิตที่ดีนั้น ต้องการวิธีคิดและทักษะที่ซับซ้อนมาก   หัวดีอย่างเดียวไม่พอ  เรียนเก่งอย่างเดียวยิ่งไม่พอ   ยังต้องการทักษะด้านสังคม คุณธรรม จริยธรรม ทักษะในการควบคุมกิเลสตัณหา และขัดเกลาจิตใจตนเอง และอื่นๆ อีกหลายอย่าง

          ผมสังเกตว่าเรื่องที่มักเอามาคุยกันเวลามีการพบปะเพื่อนร่วมรุ่นเช่นนี้ จะเปลี่ยนไปตามอายุ   ช่วงหนึ่งจะคุยกันเรื่องลูก    แต่ช่วงนี้เราแก่ถึงขนาด ที่จะนิยมคุยกันเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ   เพื่อนคนหนึ่งเคยเป็นคณบดีที่นิด้า บอกว่าลดน้ำหนักได้ถึง ๑๘ ก.ก.   เพราะเส้นเลือดหัวใจตีบต้องทำ บายพาส   แล้วก็เลยต้องลดน้ำหนัก   และก็ทำได้ไม่ยาก “โดยมีวินัยในการกินและออกกำลัง”   เพื่อนอีกคนหนึ่งตรวจพบมะเร็งตับระยะเริ่มต้นเมื่อ ๕ ปีมาแล้ว    รักษาโดยการผ่าตัดคว้านก้อนและบริเวณโดยรอบออก   เวลานี้เนื้อตับงอกเต็มบริเวณที่คว้านออกแล้ว   เขามีเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ในตัว    ต้องกินยาคุมอยู่ตลอด   และเจ้าไวรัสนี่แหละที่เป็นตัวการทำให้เกิดมะเร็ง 

          ผมบอกเพื่อนๆ ตอนขึ้นไปพูด ว่าผมเป็นคนที่สุขภาพดีโดยมีโรค   มีหลายโรคด้วย แต่สุขภาพดี   เพราะผมหาวิธีอยู่กับมันโดยสันติ   นอกจากมีโรคมาก ผมยังมีลูกมากด้วย คือ ๔ คน   แต่เมียคนเดียว เรียกเสียงฮาได้นิดหน่อย   ผมเล่าว่า เมื่ออายุครบ ๖๕ ผมก็บอกตัวเองว่าพอแล้วกับการแสวงหาลาภยศสรรเสริญ จึงจะไม่รับงานด้านบริหารอีก   ปรากฎว่างานกลับเพิ่มขึ้น   แต่เป็นงานกรรมการหรือที่ผมเรียกว่าเป็นกองเชียร์ ไม่ได้เข้าไปทำเอง   เป็นงานสนับสนุนให้รุ่นน้องเขาประสบความสำเร็จ และหน่วยงานนั้นๆ ก็เข้มแข็งหรือมีผลงานสร้างสรรค์    ผมบอกเพื่อนๆ ให้หมั่นรักษาสุขภาพ เพื่ออีก ๑๐ ปี เราจะได้มาฉลอง ๖๐ ปี ร่วมกันอีก   มีเพื่อนสองสามคนมาบอกภายหลังว่าผมพูดดี (ผมนึกในใจว่า ที่ดีมากคือพูดสั้น ในวาระเช่นนี้ไม่มีใครอยากฟังคนพูดยาวๆ เขาอยากคุยกับเพื่อนมากกว่า)   และมีเพื่อนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาชมโครงการ คปก. ที่ผมมีส่วนริเริ่ม ว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมาก 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓


สี่สาวนี้สมัยอยู่จุฬาฯ เขาไปไหนมาไหนด้วยกัน วันนี้ก็มานั่งเรียงแถวกัน

จากซ้าย ดวงตา พงศ์หิรัญ  ฉวีวรรณ ศยามล  ศศิประภา ตู้จินดา และจันทพงษ์ ประกอบผล ทั้งสี่จบแพทย์ศิริราช รุ่น ๗๑

 

 

ผศ. ดร. นิยม บุญถนอม รับรางวัลผู้มีครอบครัวใหญ่ที่สุด มีลูกหลานรวม ๑๖ คน  ผู้มอบรางวัลคือ ดร. วััลภ สุปรียศิลป์ สส. น่าน

 

 

ร้องเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ ถ่ายรูปนี้เสร็จผมก็ขึ้นไปสมทบบนเวทีและถ่ายรูปถัดมา

 

 

ทุกคนยืนขึ้นร่วมกันร้องเพลงมหาจุฬาลงกรณ์

 

 

เพื่อนร่วมกลุ่ม ๑ ตอนเรียน จากซ้าย อนันตสิน  สุจินต์  อภิรักษ์  อรุณ

 

คนสวมเสื้อแดงนั่งติดกับผมคือ นพ. ทรงชัย กรองกาญจน์