เราเดินออกจากร้านข้าวขาหมูมา ตอนแรกว่าจะไปที่รถเพื่อไปตระเวนพื้นที่กว้างๆ ของบ่อนไก่และคลองเตยกันก่อน แต่ไหนๆ ก็อยู่หน้าสะพานลอยแล้ว เราก็อยากข้ามถนนไปดูฝั่งตรงข้าม ซึ่งมีร่อยรอยความเสียหายมากกว่าฝั่งนี้ อาคารหลายแห่งถูกตีปิดเพราะถูกเผา เรายังอยากไปดูจุดที่ตั้งบังเกอร์ของทหาร ร่องรอยความเสียหายของร้านค้าต่างๆ อันเกิดจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย และร่องรอยการเผายางของฝ่ายคนเสื้อแดง จึงเดินไปทางสะพานไทย-เบลเยี่ยม เดินผ่านฝั่งตรงข้ามที่เป็นปั๊มปตท. คุณพ.เล่าว่า ปั๊มนี้เดิมเป็นปั๊มเอสโซ่ แต่ก่อนที่จะเป็นปั๊มเอสโซ่ เคยเป็นที่ทำการขององค์การ รสพ. ดิฉันนึกถึงเรื่องราวขององค์การนี้ขึ้นมาทันที เพราะสมัยก่อนนั่งรถเมล์สาย 4 หรือรถ รสพ.บ่อยๆ องค์การ รสพ.เรียกเต็มว่า องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ เป็นรัฐวิสาหกิจเก่าที่ถูกยุบไปในสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่ทำการใหญ่ของ รสพ.เดิมอยู่ที่ซอยรางน้ำ ปัจจุบันกลายเป็นคิงพาวเวอร์คอมเพล็กซ์ไปแล้ว เราเดินผ่านภัตตาคารจันทร์เพ็ญ คุณพ.เล่าว่า ภัตตาคารนี้รักษาตนเองให้อยู่รอดได้โดยอาศัยความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง นายจ้างเป็นคนไหหลำ เมื่อจ้างลูกน้องก็จะจ้างคนไหหลำด้วยกันเป็นสำคัญ และมีการดูแลเหมือนคนในครอบครัว เมื่อเกิดเหตุปะทะกันลูกจ้างต่างจึงพากันมาช่วยกันป้องกันภัย ทั้งด้วยการขอความเห็นใจ และด้วยการแข็งขืนไม่ยอมให้คนนอกเข้าร้านโดยเด็ดขาด ทั้งที่ฝั่งนี้มีอาคารหลายแห่งถูกเผา และภัตตาคารนี้ก็อยู่ในระยะที่สามารถเผาได้เช่นกัน
ไปหยุดดูหน้าสนามมวยลุมพินี คุณพ.เล่าว่า “สนามมวยนี้ไม่รู้มาได้อย่างไร เพราะด้านหลังเป็นที่ทหาร เป็นโรงเรียนเตรียมทหารเก่า” “ตรงสวนลุมไนท์บาร์ซาร์นี่นะ” ดิฉันถาม เธอว่า “ใช่” ดิฉันนึกถึงความเป็นมาของโรงเรียนเตรียมทหารซึ่งก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงลองเช็คดู พบว่าที่ดินแปลงที่ติดกับสวนลุมพินีนี้ จำนวน 120 ไร่ เป็นที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เลยได้พบด้วยว่า ที่ดินแปลงนี้ มีลักษณะคล้ายที่ดินท่าเรือคลองเตย ที่ติดกับสวนขนาดใหญ่ และอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน ไม่ไกลกันนัก จึงเป็นที่หมายตาของกลุ่มทุนที่เตรียมเข้ามาพัฒนาโครงการคลองเตยคอมเพล็กซ์ในพื้นที่ท่าเรือคลองเคย 2300 กว่าไร่ในสมัยรัฐบาลทักษิณด้วย
เราไปแวะกินกาแฟกันที่ร้านกาแฟเขาทะลุ ของจังหวัดชุมพร ที่มีการขายแฟรนไชส์มาถึงบนถนนนี้ เจ้าของร้านเล่าว่า เพิ่งเปิดร้านได้ 3 เดือน แต่มาเจอมรสุมจากการเหตุการณ์ไม่สงบจึงเท่ากับเพิ่งเปิดได้เดี๋ยวเดียว หน้าร้านและประตูเป็นกระจก ซึ่งเป็นของใหม่ เพราะของเดิมถูกยิงแตก ดีแต่ว่า ของในร้านไม่ได้ถูกปล้นไปด้วย เพราะอาจจะอยู่ในรัศมียิงของทหารหรืออะไรก็แล้วแต่ เจ้าของร้านก็ถือว่า เป็นความโชคดีของตนเองในท่ามกลางความโชคร้ายนี้ แต่กระบังหน้าร้านที่เป็นไม้ ยังมีร่องรอยถูกยิงหลายแผล ทั้งจากฝั่งของเสื้อแดง และจากฝั่งของทหาร
เราเดินย้อนกลับมาทางซอยงามดูพลี แวะดูร่องรอยของกระสุนที่ประทับไว้กับเสาไฟฟ้าบ้าง หน้าร้านของบางร้านบ้าง ทำให้เราได้เห็นว่า มีห้างฝรั่งห้างหนึ่งทำกระจกนิรภัยอย่างดี เป็นกระจกสองชั้น ถึงชั้นนอกแตก แต่ก็ไม่ผ่านไปถึงข้างใน ทำให้มีความปลอดภัยสูง ส่วนอาคารที่ไฟไหม้หลายแห่งนั้น ถูกตีสังกะสีปิดหมดแล้ว จึงไม่ได้เห็นอะไร ได้แต่รู้สึกแปลกใจที่ฝั่งงามดูพลี มีอาคารถูกเผาจำนวนมาก แต่ฝั่งตลาดบ่อนไก่ กลับไม่มีที่ไหนถูกเผาเลย
เราเดินเลยไปข้ามสะพานลอยกลับไปฝั่งบ่อนไก่ แต่ไปข้ามอีกสะพานหนึ่งตรงซอยสุวรรณสวัสดิ์ ซึ่งใต้สะพานลอยนี้คงเป็นที่เผายางอย่างมโหฬาร เพราะคราบเขม่ายังจับแน่นอยู่ที่ตัวสะพานลอยให้เห็น แสดงให้เห็นว่า คนเสื้อแดงกระจายกันอยู่หลายชั้นบนถนนพระราม 4 และจากปากคำคนบ่อนไก่ คนเสื้อแดงได้ตั้งด่านตรงทางถนนพระราม 4 ใต้ด่วนด้วย ทำไมตรงนี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เข้าใจได้จากปากคำของชาวเสื้อแดงเอง ว่าเป็นทั้งเส้นทางลำเลียงอาหาร อาวุธ และเส้นทางเข้าออกหรือหลบหนีของการ์ด นปช. รวมทั้งยังเป็นทางผ่านเข้าออกช่องทางลับไปสู่เวทีราชประสงค์ด้วย ที่ดิฉันอ่านพบในอินเตอร์เน็ต ในบล็อกของคุณหมวย อ้างอิงข้อเขียนที่ลิงค์มาจากเวปของคนเสื้อแดงมาให้อ่านอีกที ซึ่งบล็อกของคุณหมวยนั้น ตามลิงค์นี้ค่ะ http://moui.net/blog/2010/06/bonkai-2010-06-05/
คุณหมวยเจ้าของบล็อคที่ดิฉันเข้าไปอ่านนั้น เธอเป็นชาวงามดูพลี แต่อยู่ในซอยลึกเข้าไป จึงได้รับผลกระทบไม่มากนัก หลังเหตุการณ์สงบ เธอได้เดินข้ามฝั่งไปถามไถ่เหตุการณ์เรื่องราวจากชาวชุมชนบ่อนไก่ ทั้งด้วยความห่วงใยในฐานะคนละแวกเดียวกัน และด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าเรื่อง “เหลืองในแดง” ที่การ์ดอาสาของนปช.บางคนเขียนถึงนั้นหมายถึงอะไร โดยเธอได้อ้างถึง บันทึกลับของการ์ดอาสาของเสื้อแดงคนหนึ่งที่เขามาร่วมปฏิบัติการในพื้นที่บ่อนไก่เมื่อวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเธออ่านพบจากเวปของชาวเสื้อแดง
http://thaienews.blogspot.com/2010/06/blog-post_9144.html
คุณหมวยนั้นเข้าไปรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเห็นใจทุกฝ่าย ดังที่เธอได้ประมวลสรุปไว้ และให้ความเห็นว่า ทุกคนล้วนเป็นเหยื่อของสถานการณ์ ส่วนดิฉันก็บังเอิญพบน้องที่อยู่บ่อนไก่ซึ่งอยู่ตรงจุดปะทะและเล่าเหตุการณ์นี้ให้ดิฉันฟังมาแล้วในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อพบกันในวันทำบุญวิสาขบูชา มาเข้าใจหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นจากคุณ พ. แต่ภาพทั้งหมดก็ยังดูเลือนลางสำหรับดิฉัน
คุณ พ.พาเราเข้าตลาดบ่อนไก่จากเชิงสะพานลอยเข้าซอยใกล้ธนาคารกรุงเทพฯ ดิฉันสังเกตว่าแบงก์นี้ไม่ได้ถูกเผาด้วย ทั้งที่ที่อื่นๆ จะถือเป็นเป้าหมายหลักในการเผา คุณพ.บอกว่า สาขานี้มีการทำลายรั้ว ทุบกระจก ทุบตู้เอทีเอ็มเท่านั้น ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถูกเผาหมด ปากคำของคนเสื้อแดงตามลิงค์ที่ดิฉันนำมาวางไว้นั้น คงบอกเราได้ว่า คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งก็ห้ามปรามกันเอง เพราะกลัวไฟลามไปติดบ้านเรือนผู้คน ซึ่งชุมชนแออัดที่อยู่หลังธนาคารส่วนใหญ่ก็เป็นคนเสื้อแดงทั้งนั้น และคนเสื้อแดงในชุมชนบ่อนไก่บางคนก็ออกมาร่วมต่อสู้กับทหารอยู่ในท้องถนนด้วย
ตลาดบ่อนไก่อยู่ติดกับชุมชนแออัด ดิฉันแวะซื้อผักจากแผงรถเข็น ใกล้ปากตรอกเล็กๆ ที่เป็นทางเข้าหนึ่งของชุมชน ผักสดและถูก ซึ่งเป็นเสน่ห์ของทุกชุมชนแออัด เดินมาอีกหน่อย ดิฉันเหลือบเห็นซุ้มเล็กๆ ปากทางเข้าตรอกเล็กๆ อีกตรอกหนึ่ง ตรงเสาซุ้มมีสติกเกอร์ปิดว่า “หยุดฆ่าประชาชน” สีแดงฉาน มีรอยพยายามลอกแต่ลอกไม่ได้ จึงเข้าไปถ่ายรูป และเลยถ่ายรูปซุ้มทั้งซุ้มนั้นด้วย เพราะสังเกตมีไฟกระพริบประดับประดาอยู่ หญิงชาวบ้านคนหนึ่งมองดูเราอย่างแปลกใจ เราจึงบอกเขาว่า “กำลังหัดถ่ายรูป เห็นซุ้มแปลกดีและสวยดี เลยถ่ายไว้” เธอรีบอธิบายว่า ซุ้มนี้มีไว้เพื่อติดรูปของในหลวงและสมเด็จฯ ในวันพ่อและวันแม่ ดูเหมือนเธอจะพยายามบอกเราอ้อมๆ ว่า “ชาวชุมชนตรงนี้ก็รักในหลวงนะ”
ตรงกลางชุมชนแออัดยังมีบริเวณที่โล่งและร่มรื่นอยู่ภายใน เพราะมีต้นไม้ใหญ่ 2-3 แต่ละต้นมีศาลประจำต้นไม้ ต้นที่ใหญ่สุดและเก่าแก่ที่สุดมีศาลใหญ่กว่าเพื่อน มีพวงมาลัยเต็มไปหมด แสดงความนับถือพระภูมิเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวชุมชน เราพบอาเจ๊กคนหนึ่งอายุราว 70 ปีเศษ กำลังนั่งสบายอารมณ์ในร้านหรือโรงครัวริมทางเดิน สังเกตจากถุงเครื่องปรุงก๊วยเตี๋ยวที่จัดไว้เป็นชุดๆ ใส่รวมไว้เป็นถุงใหญ่ 2 ถุง ก็พอบอกอาชีพของอาเจ็กคนนี้ได้ ดิฉันเข้าไปด้อมๆ มองๆ แล้วขออนุญาตถ่ายรูปอาเจ็กไว้ ปรากฏว่าได้รับอนุญาต การถามไถ่ทักทายจึงเริ่มขึ้น
อาศัยคุณ พ.เป็นคนเคยอยู่บ่อนไก่ เมื่อเธออธิบายว่า จะมาหาญาติแฟลตไหน ชั้นไหน อาเจ๊กรู้ว่ามาจากไหน มาหาใครก็ให้ความเป็นกันเองมากขึ้น คุณ พ.จึงถามถึงช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง ย้ายไปอยู่ไหนหรือเปล่า อาเจ็กบอกว่า เป็นห่วงบ้านไม่กล้าไป จึงต้องอดทนอยู่ แต่แสบจมูกมาก หายใจไม่ได้เลย เราจึงช่วยกันบอกให้ไปตรวจสุขภาพ แต่อาเจ็กบอกหายแล้ว ดิฉันจึงแนะนำให้กินต้มเลือดหมู เพราะล้างปอดได้ตามคติความเชื่อของคนจีน อาเจ็กดีใจที่มีคนรุ่นหลังยังเชื่อฟังคนรุ่นก่อน การสนทนาจึงเปลี่ยนทางมาสู่การถามไถ่เทือกเถาเหล่ากอ และความภาคภูมิใจของอาเจ๊กที่มีโอกาสไปเมืองจีนหลายครั้ง “ลำบากจริงๆ นะอาเจ็ก กว่าคนที่มาจากเมืองจีนจะตั้งตัวได้ เพราะต้องส่งโพยก๊วนกลับเมืองจีนด้วย” อาเจ็กรับคำอย่างเห็นพ้อง
ดิฉันหวนกลับไปคุยเรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยนำคำที่มีคนเสื้อแดงบางคนอธิบายกรณีเผาเมืองไปถามอาเจ็ก “อาเจ็ก เขาบอกว่าทหารปลอมตัวมาเผาจริงไหม” อาเจ็กทำหน้าปูเลี่ยนๆ ส่ายหน้าเล็กน้อย “อั๊วไม่รู้อ่ะ แต่มันมาด้วยกันนะ มากันกับเสื้อแดง มันไม่น่าเป็นทหารน่ะ” “เขาว่าคนที่มาเผามาจากคลองเตยจริงไหม” ดิฉันยิงคำถามด้วยสิ่งที่ได้ยินมาอีก “มันมากันเยอะแยะไม่รู้มาจากไหนมั่ง คนในนี้ก็มีไปเอากับมันด้วยนา ไม่น่าเลยนา” อาเจ็กส่ายหน้าด้วยความสลด “ก็ยังดีนะอาเจ็ก ที่เขาไม่มาเผาฝั่งนี้” อาเจ็กถอนหายใจเฮือก “ถ้ามันเผาก็หมด มันก็จะเผาเหมือนกัน ก็ต้องไปขอร้องกันไว้” ถามๆ ไปจึงได้รู้ว่า ทึ่ไปขอร้องก็คือ ไปขอร้องเสื้อแดงที่เป็นคนบ่อนไก่ให้ไปขอร้องต่อ และเช่นเดียวกับอาซ้อปากซอย อาเจ็กบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการประสานงานสั่งการผ่านวิทยุสื่อสาร แต่ที่เราได้รู้มากกว่านั้นคือ ที่ชาวบ้านต้องรวมพลังกันรักษาชุมชนไว้ ก็เพราะคนเสื้อแดงคุยกันเรื่องต้องเผาแฟลต โดยที่ฝั่งตรงข้ามด้านซอยงามดูพลี กระบวนการเผาอาคารต่างๆ ก็ได้เริ่มขึ้นให้เห็นแล้ว
ไฟไหม้ เป็นเรื่องน่ากลัวที่สุดของชาวชุมชนแออัดทุกยุคทุกสมัย อาเจ็กถือเป็นคน 2 สถานะในชุมชนบ่อนไก่แห่งนี้ คือมีร้านอยู่ในตัวชุมชนแออัดที่ปลูกติดพื้นดิน แต่ก็มีแฟลตอยู่ ซึ่งเช่าอยู่ได้ตามสิทธิ์ในฐานะคนเก่าแก่ของชุมชนบ่อนไก่นี้ คือเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้กว่า 50 ปีแล้ว
ชุมชนบ่อนไก่เดิมเป็นชุมชนชาวจีน คุณ พ.เล่าว่าเป็นชาวจีนที่โยกย้ายมาจากสัมพันธวงศ์ และเยาวราช เมื่อพื้นที่ตรงนั้นแออัดขึ้น แต่ดิฉันยังมีข้อสังเกตว่า ชุมชนชาวจีนบริเวณนี้ยังอาจเก่าแก่กว่านั้น เพราะตามประวัติการสร้างพระราชวังปทุมวันที่กลายมาเป็นวังเพชรบูรณ์และเซ็นทรัลเวิลด์ในปัจจุบันนั้น ก็อาศัยแรงงานจีนที่มาขุดสระใหญ่ ส่วน “ถนนตรง”ที่กลายมาเป็นถนนพระราม 4 ที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างขึ้นในสมัยไล่เลี่ยกัน ก็จ้างจีนขุดคลองแล้วเอาดินที่ขุดนั้นถมเป็นถนน จึงคิดว่า เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ที่ตรงนี้ก็อาจเป็นชุมชนชาวจีนหนึ่งก็เป็นได้ เพราะการกระจายตัวของชุมชนชาวจีนส่วนหนึ่งมาจากการเคลื่อนย้ายตามงานที่มีให้ทำ จึงถามเธอถึงสิ่งที่เธอเคยเห็นเมื่อยังเด็ก ว่าคนที่นี่ทำอะไรกัน ได้ความว่า ที่นี่เป็นแหล่งเลี้ยงนกกระทา เลี้ยงหมู และมีบ่อนไก่อีกด้วย สมัยเธอยังเด็กเมื่อสี่สิบปีก่อน พื้นที่รอบชุมชนเดิมของบ่อนไก่ เป็นแอ่ง เป็นบึง หรือที่น้ำท่วมขัง ทำอะไรไม่ได้มากนัก จนเมื่อคนเข้ามาอยู่จนแออัด การเคหะจึงเริ่มพัฒนาถมที่ที่เป็นแอ่งเหล่านั้น แล้วสร้างแฟลตให้คนในชุมชนขึ้นมาอยู่ทีละส่วน ดิฉันจึงได้ความรู้เพิ่มเติมว่า เวลาคนบ่อนไก่เขาถามกันว่า อยู่แฟลตไหน นั่นหมายถึง เขาจะรู้โดยอัตโนมัติว่า เดิมเป็นคนที่อาศัยอยู่ซอยไหน หรือบางทีถึงขั้นรู้ว่ามีเทือกเถาเหล่ากออะไร
เราปักหลักคุยกับอาเจ็กนานมาก การคุยกับอาเจ็กทำให้เราได้รู้ว่า การจัดการนำชุมชนขึ้นมาอยู่บนแฟลตที่เคหะบ่อนไก่ใช้ได้ทีเดียว เพราะอาเจ็กเป็นครอบครัวใหญ่ จึงได้รับสิทธิอยู่อาศัยถึง 4 ห้อง เพียงพอกับสมาชิก แต่อาเจ็กยังคงรักษาพื้นที่ทำอาหารที่ข้างล่างนี้ไว้ เพราะทำของขายบนแฟลตไม่สะดวก และรู้สึกชอบบรรยากาศข้างล่างมากกว่าด้วย ส่วนก๊วยเตี๋ยวที่ขายนั้น ลูกเป็นคนเอาไปขายที่ริมถนนข้างนอก เพราะข้างในไม่ใช่ทำเลค้าขายได้ ชีวิตจึงมีความลงตัวเป็นอย่างดี
แฟลตที่บ่อนไก่นั้น ผู้อยู่อาศัย เป็นเพียงผู้เช่า แต่ขายสิทธิ์ได้ การมีสิทธิ์อยู่อาศัยนี้จึงถือเป็นทรัพย์สินสูงค่าของชาวแฟลต เช่นอาเจ็ก ทำมาหาค้าขาย เก็บหอมรอมริบ ส่งลูกเรียน ไต่เต้าสร้างฐานะหลายสิบปี จนพอมีเงินไปไหว้บรรพบุรุษที่เมืองจีนหลายครั้ง ที่อยู่เดิมก็เป็นที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นเรือนแถวไม้ และอาศัยเรือนแถวไม้นั้น ทำมาค้าขายสร้างเนื้อสร้างตัวมา อาเจ็กจึงรักแผ่นดินไทย แม้ไม่ใช่แผ่นดินถิ่นเกิด และรู้สึกได้อาศัยยืนและลงหลักปักฐานในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งมีค่าเช่าถูกและเมื่อเวนคืนสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ก็จะให้สิทธิกับคนที่เคยอยู่ก่อนเสมอ ดิฉันเพิ่งเข้าใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับจีนในสังคมไทยนั้น ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ในเชิงแนวระนาบ แบบที่รัชกาลที่ 2 เคยเขียนถึง เจ้าจอมมารดาอำภา(ต้นสกุลปราโมช) ว่า “สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ชาววังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว” แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับจีน ยังเป็นความสัมพันธ์ในเชิงแนวดิ่ง ที่เชื่อมโยงกันผ่านระบบอุปถัมภ์อีกด้วย
“อาเจ็ก ทำไมเขาต้องยิงกันด้วยในบ่อนไก่นี่” ดิฉันถามขึ้นโดยเล่าเรื่องของน้องที่อยู่ตึก 14 ชั้น ที่ดิฉันพบในงานวิสาขบูชาให้ฟัง อาเจ็กตอบซื่อๆ ว่า “อั๊วไม่ค่อยรู้ แต่เสื้อแดงอีสั่งกันว่า อีจะเผาแฟลต ทหารก็เข้าไม่ได้ ตำรวจก็ไม่มา คนอยู่แฟลตก็ไม่ยอม เลยยิงกันใหญ่ น่ากลัวจริงๆ ” “แล้วอาเจ็กไม่ไปอยู่ที่อื่นล่ะ” “ไม่ไป อั๊วอยู่แฟลตข้างในไม่เป็นไร อียิงไม่ถึง อียิงกันแถวแฟลตข้างนอกนี่” “แล้วอาหารการกินอาเจ็กทำยังไง ถูกปิดล้อมแบบนี้” อาเจ็กตอบว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร มีทางออกไปซื้อคลองเตยได้ ที่หนักที่สุดคือ เรื่องไฟดับ พวกอยู่ข้างล่าง มีน้ำใช้ไม่มีปัญหา แต่ไม่มีไฟใช้ ส่วนพวกอยู่ข้างบน น้ำไม่ขึ้น เลยไม่มีทั้งน้ำทั้งไฟ แย่ตรงนี้”
เวลาเราอ่านดูข่าว อ่านข่าว เราพบว่าคนบ่อนไก่ขาดแคลนอาหาร แต่พอได้คุยกับคนในชุมชน กลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของพวกเขา อาหารการกินอาจซื้อได้ยาก และต้องไปซื้อไกล แต่ก็มีช่องทางไปซื้อหาได้ ในช่วงเวลากลางวัน ที่อาเจ๊กสลดใจมาก ก็คือการปล้นร้านค้า 7-11 และโลตัส ทุบตู้เอทีเอ็ม อาเจ็กรู้สึกว่าเป็นเรื่องศีลธรรมเสื่อม และทำให้ชุมชนเดือดร้อนต้องไปหาซื้ออาหารจากที่ไกลขึ้น เสี่ยงขึ้น อาเจ็กไม่อยากเชื่อว่า นั่นเป็นการกระทำของคนบ่อนไก่ เพราะคนบ่อนไก่เป็นคนรักสงบ อยู่กันอย่างสงบมาตลอด แต่อาเจ็กก็ไม่แน่ใจ เพราะช่วงหลังมีคนจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่มากขึ้น บางพวกเป็นคนมาเช่าอยู่ ไม่มีความผูกพันกับชุมชน อาเจ็กมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะมีคนไม่ดีบางคนในชุมชน ไปพาเอาคนไม่ดีเข้ามาก่อเรื่องในชุมชน ที่บ่อนไก่จึงต้องรับผลสะเทือนหนักกว่าทุกที่
เราลาอาเจ็กมา โดยที่เห็นภาพชัดเจน ชาวบ่อนไก่เดิมที่เป็นชุมชนชาวจีน ย้ายขึ้นไปอยู่บนแฟลตกันหมดแล้ว หรือเกือบหมดแล้ว ส่วนพื้นที่ว่างระหว่างแฟลตได้ถูกบุกรุกโดยคนที่เข้ามาอยู่ใหม่ ซึ่งในที่นี้อาจเป็นทั้งชาวแฟลตเดิมที่ยังไม่เคยได้สิทธิ อาจเพราะเมื่อตอนใช้สิทธิ์ยังเด็กอยู่ จึงลงมาอยู่เพื่อได้สิทธิ์สำหรับการก่อสร้างแฟลตใหม่ในรอบหน้า ซึ่งคนส่วนน้อยจะมีน้อยมาก ชาวต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพและหาที่พักราคาถูกเพื่อเหมาะสมกับค่าครองชีพ พออยู่ไปนานๆ พื้นที่ที่เป็นช่องว่างก็เต็มไปด้วยผู้คน กลายเป็นชาวชุมชนแออัดใหม่ แต่เป็นชุมชนใหม่ที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกับชาวแฟลตเดิม ชาวชุมชนแออัดเหล่านี้ในช่วงที่เสื้อแดงมีกระแสสูง ต่างติด พีทีวี ดูกันทั้งชุมชน ว่ากันว่า มีคนมาติดตั้งให้ฟรี คนจำนวนมากไปร่วมชุมนุม ทั้งโดยได้รับค่าจ้างและโดยใจสมัคร หรือทั้งสองอย่าง
ชาวแฟลตจะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าชาวชุมชนแออัดที่อยู่ติดกัน ซึ่งแต่เดิมไม่ได้มีรอยร้าวระหว่างกัน เพราะวงจรชีวิตหลายอย่างก็ยังเกี่ยวข้องกัน เช่น ค้าขายด้วยกัน แต่เมื่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงมาถึง ชุมชนแออัดในบ่อนไก่กลายเป็นเขตพื้นที่สีแดง กลายเป็นเขตหลังที่ไว้ใจได้ของเวทีราชประสงค์ ทั้งเมื่อถึงเวลาคับขันคนเสื้อแดงยังยึดปากทางเข้าบ่อนไก่เป็นสมรภูมิ โดยมีกำลังพลเสื้อแดงที่เคลื่อนย้ายมาจากที่ต่างๆ เข้ามาสมทบตลอดเวลา ส่วนชาวแฟลตบางส่วนนิยมเสื้อเหลือง ส่วนใหญ่ไม่สนใจการเมือง และมีน้อยเต็มทีที่จะเป็นเสื้อแดง ชาวแฟลตเหล่านี้อดทนมายาวนาน รอคอยให้คนเสื้อแดงยุติการชุมนุม เพราะได้รับผลกระทบทางการค้า และชีวิตประจำวันถูกกระทบกระเทือนมาก เหมือนถูกทุบหม้อข้าว แต่คนเสื้อแดงกลับชุมนุมยืดเยื้อและไม่มีท่าทียุติ จึงกลายเป็นจุดบ่มเพาะความไม่พอใจต่อคนเสื้อแดง เพราะคนในชุมชนแออัดนั้น การชุมนุมอาจทำให้เศรษฐกิจเขาดีขึ้นด้วยซ้ำ แต่ชาวแฟลตเลือดตากระเด็นขึ้นทุกที กระนั้นชาวแฟลตก็ปล่อยให้คนเสื้อแดงขับเคลื่อนกิจกรรมของตนเองไป เพราะทำอะไรไม่ได้
จุดที่ยอมกันไม่ได้ ก็คือ การคิดยึดแฟลตเพื่อเป็นชัยภูมิสู้รบกับทหาร หรือคิดเผาแฟลต มันเป็นจุดจนตรอก ตอนดิฉันคุยกับอาเจ็ก เรื่อง “ตำรวจไม่เข้ามา” มันเหมือนผ่านๆ หูไป แต่ในอีกไม่กี่ก้าว ดิฉันจะได้รับฟังเรื่องราวที่ขยายส่วนนี้ และทำให้ต่อภาพได้ชัดเจนว่า การลุกขึ้นสู้ของชาวแฟลตนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อเราไปถึงรถของคุณ พ. ผู้หญิงคนหนึ่งสวนทางมา ดิฉันยิ้มให้เธอ เธอจึงถามว่า เราเป็นใคร มาทำอะไร และแจกนามบัตรให้ เธอเป็นเจ้าหน้าที่ขายตรงของซูเลียนบ่อนไก่ และชวนเราไปกินกาแฟที่ออฟฟิซ เธอให้เราเรียกว่า ป้าอ๊อด ป้าอ๊อดคงรุ่นราวคราวเดียวกับดิฉัน พวกเราเลยตามเธอไป ไปถึงเธอพาเราไปหาผู้จัดการ ชื่อเฮียปิง เฮียปิงอายุราว 60 ปี คุณ พ.จำเฮียปิงได้ ว่าเคยเป็นเจ้าของร้านโชว์ห่วยใหญ่ในบ่อนไก่ หลังจากไล่ลำดับจนรู้ว่าใครเป็นใครแล้ว เฮียปิงก็เล่าให้เราฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ปิดบัง
“เขาว่าเสื้อแดงยิงหม้อแปลงไฟฟ้าจริงไหมคะ” ดิฉันเริ่มถาม “ตรงนี้ผมไม่รู้นะ แฟลตข้างนอกจะรู้ ตรงนี้เรารู้แต่ว่า อยู่ดีๆ ไฟก็ดับพรึบ” พอดิฉันเล่าเรื่องที่ได้ยินมา เฮียปิงก็รับ “ใช่ ถ้าเขาอยู่ตึกนั้น เขาจะเห็น เราอยู่ถัดมา เราไม่เห็น” “งั้นที่ว่ายิงกัน ก็ยิงกันที่ตึกข้างนอกสิคะ” ดิฉันถามต่อ “ผมไม่รู้นะ ตรงข้างนอก ก็อาจจะมียิงกันเหมือนกัน แต่ตรงข้างในนี้ ยิงกันแบบไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตก็แล้วกัน” “ทำไมต้องยิงกันด้วยล่ะ” ดิฉันถาม เฮียปิงจึงร่ายยาวถึงความเป็นมาทั้งหมด
“พวกอยู่แฟลตเป็นคนเก่าแก่ สร้างเนื้อสร้างตัวกันมานาน บางคนก็ชอบเสื้อเหลือง ไม่ชอบคนโกงกิน เราเป็นคนสุจริต เราจะชอบคนโกงได้ยังไง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไร เป็นคนทำมาหากิน พวกมาอยู่ใหม่ มาปลูกเพิงข้างๆ แฟลต เป็นพวกต่างจังหวัด บางพวกก็มาเช่าต่อจากพวกที่ย้ายไปอยู่ที่อื่นก็มี พวกนี้ดูทีวีเสื้อแดงทั้งวัน พอมีชุมนุมก็โบกธงแดงกัน วินมอเตอร์ไซค์ก็ติดธงแดง เราก็ไม่ว่ากัน ทีนี้ตอนรัฐบาลเขาปิดพื้นที่ราชประสงค์ พวกเสื้อแดงก็ใช้ที่นี่เป็นทางผ่าน ใช้เป็นสมรภูมิสู้กับทหาร หนักเข้าปล้นร้านค้า เผาอีก เราก็ต้องปิดทางเข้าตึก เราก็ตั้งด่านของเราเหมือนกัน”
“เอาอะไรมาปิดตั้งด่าน” ดิฉันถาม เพราะนึกถึงด่านยางของเสื้อแดง “เอาทุกอย่างที่มี ถังขยะ โต๊ะหรืออะไรที่เอามาปิดได้ ก็ปิดทางเข้าออกจากแฟลตเรา ยิ่งช่วงท้ายๆ มันดุเดือดขึ้นทุกที เราได้ยินว่าเขาจะเผาแฟลต เราก็ต้องป้องกันเต็มที่ ไฟไหม้เรื่องใหญ่นะ” “ทำไมถึงกล้าหาญกันขนาดนี้” ดิฉันถาม เฮียปิงหัวเราะ “ไม่ได้กล้าหาญ ไม่ได้กล้าเลย มันไม่มีทางเลือก ผมไปหาตำรวจ ไปขอร้องเขา ให้เข้ามาช่วยดูแลพื้นที่ เพราะเสื้อแดงมีอาวุธ มีน้ำมัน ให้ตำรวจช่วยมาคุ้มครองหน่อย ตำรวจบอกว่ายังไงรู้ไหม เขาบอกว่า ศอฉ.ไม่ได้สั่ง เขาไปไม่ได้ นี่มันไม่เกี่ยวกับศอฉ.สั่งหรือไม่สั่ง มันหน้าที่ปกติ คุณต้องดูแลความสงบเรียบร้อยให้ชาวบ้าน แต่เขาไม่ทำ แล้วเราจะปล่อยให้แฟลตถูกยึดถูกเผาได้ยังไง นี่แหละ ผมถึงบอกว่า มันจำเป็น ถึงเวลามันต้องลุกขึ้นมาช่วยตัวเอง” ดิฉันอึ้งไปเลย
เฮียปิงบอกว่า “ชาวแฟลตช่วยๆ กัน อยู่เวรยาม รักษาด่าน 24 ชั่วโมง ในสภาพที่ไฟดับ น้ำไม่มี มีเฉพาะชั้นล่าง ใครมีปืนก็รวบรวมขึ้นมา เพราะเสื้อแดงมีอาวุธมากกว่าเราหลายเท่า แต่เราอยู่ในที่ตั้ง เลยพอไหว เราเอาแค่ป้องกันตัว ป้องกันแฟลต ไม่ยุ่งเรื่องอื่น เหมือนในสงคราม ยิงกันสนั่นหวั่นไหว ไม่รู้อะไรเป็นอะไร แต่เราป้องกันแฟลตสำเร็จ” ชั่วเวลาไม่กี่วัน เฮียปิงหมดไปหลายหมื่นสำหรับการป้องกันแฟลต ในฐานะที่ใครมีเงินออกเงิน ใครมีแรงออกแรง “เท่าไหร่ก็ต้องจ่าย แล้วคิดดู พวกเขาเสี่ยงชีวิตกันนะ ผมให้เลย ใครอยากกินเหล้าดีๆ เอาเลย เลี้ยงดูปูเสื่อ ทุ่มสุดตัว ถ้ารวมกับที่ร้านต้องปิดไป 10 วัน ผมหมดเป็นแสนนะ” ไม่ต้องสงสัยว่า เฮียปิงจะเชื่อเรื่องท่อน้ำเลี้ยงทักษิณหรือไม่ เพราะเมื่อเทียบกับตนเองที่จ่ายให้คนแค่จำนวนหนึ่งระดับสิบๆ คน และจ่ายเพียงไม่กี่วัน เพียงเพื่อป้องกันแฟลต ยังหมดขนาดนี้ ถ้าเป็นเรื่องแย่งชิงอำนาจรัฐ ก็ไม่ต้องคิดว่าจะต้องทุ่มเงินเท่าไหร่ และหมดเปลืองขนาดไหน แต่ดูเหมือนเฮียปิงจะปล่อยวางเรื่องทั้งหมดลงไปแล้ว และก้มหน้าก้มตาบริหารธุรกิจของตนต่อไป เฮียปิงเสียดายมากที่พวกเราจะต้องไปทำธุระต่อ เพราะเฮียปิงสนใจคุณ ศ. ซึ่งเคยขายโชว์ห่วยมาก่อน อยากขยายคุณ ศ.เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเฮียปิง ซึ่งเราก็บอกกับเฮียปิงว่า วันหลังเราจะกลับมาอีก
ความจริงเรื่องในชุมชนบ่อนไก่ ยังมีเรื่องที่ดิฉันอยากเข้าไปสอบถามอีกมากมาย ที่ตั้งใจจะไปคุยกับญาติของคุณ พ.ก็ยังไม่ได้ทำเลย และดิฉันยังรู้จากบาง บล็อก ในอินเตอร์เน็ตด้วยว่า ท้ายซอยบ่อนไก่ แถวซอยโปโล ซอยพระเจน และซอยร่วมฤดี ชาวบ่อนไก่ก็มีการจัดเวรยามระวังภัย ซึ่งบริเวณท้ายซอยบ่อนไก่นี้จะเป็นบริเวณที่ตรงกับส่วนที่การ์ดอาสา นปช.กล่าวถึงว่า เป็นหมู่บ้านพันธมิตร ซึ่งช่วงแรกเสื้อแดงยังอาศัยผ่านทางได้ แต่ช่วงหลังกลายเป็นพิษสงของคนเสื้อแดงที่คิดใช้เป็นทางผ่านเข้าออก คนบ่อนไก่บางคนก็ได้บอกเล่าเรื่องราวการป้องกันตนเองของคนชุมชนท้ายซอยบ่อนไก่เช่นกัน ดังบล็อกนี้
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=shanawin&month=22-05-2010&group=8&gblog=33
ดังนั้น ถึงอย่างไรเราก็จะกลับมาลงพื้นที่นี้อีก แต่ที่เราต้องรีบผละออกมา เพราะบ่ายสองโมงครึ่งแล้ว เรายังมีรายการจะสำรวจพื้นที่คลองเตยกัน และยังคิดจะไปดูแผนที่ด้วยกัน เพื่อให้รู้ว่าวันนี้เราไปไหนกันมาบ้าง และแต่ละพื้นที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร เราคิดว่า พื้นที่คลองเตยมีความสำคัญมาก มีชุมชนแออัดขนาดใหญ่อยู่ที่นั่น แกนนำคนสำคัญของเสื้อแดงก็อยู่ที่นั่น มีบางคลิปที่บอกเราว่า กองกำลังคนชุดดำก็ฝังตัวอยู่ในพื้นที่คลองเตย และการเคลื่อนไหวใหญ่ในลักษณะเวทีคู่ขนานก็อยู่ที่นั่น
แต่เรื่องเกี่ยวกับคลองเตยทั้งหมดนี้ ยังเป็นเพียงเรื่องเล่าลือ เราไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรกันแน่ ดิฉันเองสมัยสามสิบกว่าปีก่อน เคยมีเพื่อนๆอยู่ในคลองเตย เคยเข้าออกบางส่วนของชุมชนคลองเตย พวกเขาเป็นคนงานโรงงานทอผ้า เคยไปกินไปนอนกับพวกเขา ความทรงจำนี้แม้เลือนรางมาก ตามวันเวลาที่ผ่านไป แต่สิ่งที่ยังติดตรึงอยู่ในใจก็คือ ในหมู่คนจนมีคนเลวก็จริง แต่คนจนไม่ใช่คนเลว และแม้พื้นที่จะคับแคบ แต่จิตใจก็อาจกว้างขวางได้ คุณ พ.ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่คลองเตย คุณ ศ.เคยลงพื้นที่คลองเตยอยู่บ้าง ส่วนดิฉันเหลือแต่ความทรงจำเลือนราง เราจึงคิดเพียงขับรถเข้าไปสำรวจพื้นที่กันเป็นสำคัญ
-------------------------------------------
หมายเหตุ : ขอยกยอดเรื่องเล่าสภาพพื้นที่คลองเตยกว้างๆ ไปไว้ตอนหน้า เพราะพื้นที่ตรงนี้น่าสนใจมาก และดูจะมีปมปัญหาความขัดแย้งใหญ่ๆ สะสมมาจากอดีต และยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันด้วย