ชนบท

  นึกย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ผมยังเป็นเด็กบ้านนอกตัวเล็กๆ ที่เกิดมาท่ามกลางครอบครัวใหญ่ในถิ่นทุรกันดาร แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น คุณพ่อเป็นชาวนา ชาวไร่ เป็นนายฮ้อย เป็นพ่อค้า ขายของชำ ขายยารวมถึงเป็นกำนันประจำตำบล เป็นทุกตำแหน่งพร้อมๆกันนั่นแหละ พ่อบอกว่าลูกเยอะ อยากส่งลูกทุกคนให้เรียนสูงๆ ให้เป็นเจ้าคนนายคน ผมมีพี่สาวสองคน มีน้องสาวสองคนและมีน้องชายอีกหนึ่งคน รวมทั้งหมด ก็...ครึ่งโหลพอดี ตอนเด็กๆ พ่อบอกว่าผมเลี้ยงยาก ป่วยเป็นฝีที่คอหมดหนทางรักษา พ่อต้องยกให้หลวงปู่ หรือประเคนให้หลวงปู่ ซึ่งภาษาถิ่นใช้คำว่า"เคนให้หลวงปู่"จนผมมีชีวิตรอดมาได้ และหลวงปู่ได้เปลี่ยนชื่อให้พ่อใหม่ว่า"บักเคน" ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน

  ความที่ผมเกิดอยู่บ้านนอกและเป็นลูกวัด เป็นลูกของหลวงปู่ ผมจึงมีโอกาสซึมซับเอาวัฒนธรรมชนบทไว้แทบเต็มเมมโมรี่ ตอนนั้นจำได้ว่าพ่อจะพาเข้าวัดทุกวันพระเพื่อให้หลวงปู่ผูกข้อมือเพื่อความเป็นศิริมงคล ก่อนเข้าประตูโขง(ซุ้มประตูทางเข้าวัด)ทุกคนต้องถอดรองเท้า เวลาพระเดินผ่านต้องนั่งลงและพนมมือทุกครั้ง สนทนากับหลวงปู่เมื่อจบประโยค หรือเมื่อแสดงการตอบรับ ต้องใช้คำว่า"โดยข้าน้อย"ทุกครั้ง สุภาพสตรีเมื่อเวลามีงานบุญในบริเวณวัด ต้องแต่งตัวเรียบร้อยห้ามใส่กางเกงเข้าวัด ช่วงเข้าพรรษา หลังจากปักดำนาเสร็จ กลางคืนหลวงปู่จะตีกลองให้สัญญาณ"ลงวัด"ในทุกวันพระ เพื่อให้คนหนุ่มสาวได้มีโอกาสขัดเกลาจิตใจ โดยการฟังเทศน์ ต่อด้วยการดายหญ้า ถากหญ้า รอบๆบริเวณศาลา เป็นที่สนุกสนานหนุ่มสาวก็จะมีเวลาทำความรู้จักฝากความในใจในตอนนี้ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยรวมกลุ่มกันเป็นคุ้ม มีไฟฉายนำทาง ส่งกันเป็นทอดๆถึงบ้านนอนหลับพักผ่อน ก่อนจะตื่นแต่เช้านึ่งข้าวเหนียวหุงหาอาหารเพื่อทำบุญตักบาตร เริ่มต้นวิถีชีวิตของคนชนบท อีกวัน...อีกวัน และ..อีกวัน...เฮ้อ...อยากกลับไปเป็นเด็กจัง