สมัยก่อนจะไม่มีการฆ่าควายเพื่อกินเนื้อเป็นอาหาร ทุกบ้านจะเลี้ยงดูจนแก่เฒ่าและปล่อยให้ตายเอง จึงจะยอมชำแหละเนื้อมาเป็นอาหาร แต่เก็บเขาควายเอาไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้เคยช่วยเหลือแรงงาน และจดจำชื่อไว้ว่าเป็นเขาของควายตัวใด

ในประเทศไทยเชื่อว่า “ควาย” มีบทบาทสำคัญ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทย ใช้เป็นแรงงานเพื่อการเกษตร การขนส่งและการคมนาคม แม้แต่ในการสงครามยังใช้ควายเป็นพาหนะในการต่อสู้ข้าศึก เช่น สงครามของพี่น้องชาวบ้านบางระจัน เดิมควายคงเป็นสัตว์ป่า เหมือนสัตว์ป่าทั่วไป แต่โดยสัญชาติญาณที่เป็นสัตว์ที่สามารถฝึกฝนทำให้เชื่องได้ มนุษย์จึงนำมาเลี้ยงฝึกฝนจนเชื่องและนำมาใช้แรงงานที่เป็นประโยชน์ได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความรักความผูกพันระหว่างมนุษย์กับควายสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน คนไทยใช้แรงงานจากควายมาแต่ยุคสร้างอาณาจักร เพราะพื้นที่ในการตั้งอาณาจักรอยู่ในเขตราบลุ่ม อาชีพที่เหมาะสมคือ การเกษตร ตั้งแต่สมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ จึงพูดได้ว่า “ควายคือชีวิตของคนไทย” ความใกล้ชิดระหว่าง “ควายกับคน” จะแตกต่างกับสัตว์ที่เลี้ยงดูไว้เพื่อจุดประสงค์หนึ่ง เพราะเราถือว่าควายเป็นสัตว์มีบุญคุณ และได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง

สมัยก่อนจะไม่มีการฆ่าควายเพื่อกินเนื้อเป็นอาหาร ทุกบ้านจะเลี้ยงดูจนแก่เฒ่าและปล่อยให้ตายเอง จึงจะยอมชำแหละเนื้อมาเป็นอาหาร แต่เก็บเขาควายเอาไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้เคยช่วยเหลือแรงงาน และจดจำชื่อไว้ว่าเป็นเขาของควายตัวใด และเกิดประเพณีสะสมเขาควายต่อมาโลกเจริญก้าวหน้ามีวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆสังคมเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งสังคมเกษตรในประเทศไทย จากในอดีตควายถูกใช้แรงงานในการเกษตรได้แก่ การไถนา ปลูกข้าว แต่ปัจจุบันเรามีเครื่องไถนาที่เป็นเครื่องจักรที่ชาวบ้านเรียกว่า “ควายเหล็ก” มาใช้กัน เพราะมีความสะดวกสบาย รวดเร็วจากที่เคยใช้ควายไถนา คราดนา ลากหนวน ลากเกวียน เวียนนา นวดข้าว เปลี่ยนไปใช้ เครื่องจักร เครื่องนวดข้าว บทบาทของควายภาคเกษตรหมดลงโดยสิ้นเชิง “น่าใจหาย” บทบาทใหม่ของควาย จากสัตว์ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณ ช่วยเหลือแรงงาน ทุกครัวเรือนเอาใจใส่ เลี้ยงดูเป็นอย่างดี สุมไฟให้เพื่อป้องกันยุง หาหญ้าอ่อน หาน้ำสะอาดเพื่อเลี้ยงดู อยู่กินอย่างเป็นเพื่อน โดยเฉพาะเมื่อเสร็จจากฤดูไถหว่านในการทำมาหากิน มีหลายคนเรียกควายว่า “ลูก”

ปัจจุบันควายถูกเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจ คือเลี้ยงเพื่อส่งขายให้กับโรงฆ่าสัตว์ไม่มีการชะลอหรือละเว้น ควายคงจะหมดจากประเทศไทยแน่ๆ เด็กรุ่นหลังคงรู้จักควายจาก อนุสาวรีย์ หรือรูปภาพเท่านั้น ควายก็จะค่อยๆถูกลืมเลือนถึงคุณค่าทีละน้อยดังสำนวนที่ว่า “วันนี้ควายดูไร้ค่า ทั้งที่ผ่านมาเคยช่วยชาติ”  ฉะนั้นวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน  มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้เล็งเห็นความสำคัญของควาย ที่มีการเลี้ยงเพื่อใช้งานในวิถีการเกษตรมานานหลายชั่วคนในพื้นที่รอบลุ่มทะเลสาบสงขลา ซึ่งปัจจุบันยังมีการเลี้ยงสืบทอดกันมานับพันตัวจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาภูมิปัญญาการเลี้ยงควาย ขึ้นเพื่อปลุกสำนึกให้กับพี่น้องประชาชนได้ระลึกถึง “ควาย” สัตว์ที่มีบุญคุณ ช่วยในการส่งเสริมรายได้ให้กับชุมชน และยังส่งเสริมและอนุรักษ์ให้ควายเป็นสัตว์ที่ได้รับความสนใจ และได้รับการเลี้ยงดูอย่างมีคุณค่า เพราะไม่แน่ว่าวันข้างหน้าควายอาจกลับมามีบทบาทต่อชีวิตของพี่น้องเกษตรกรอีก

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม  ๒๕๕๑ ตั้งแต่เวลา  ๑๐.๐๐ โดยประมาณ จนถึงเวลา  ๑๕.๓๐ น. ที่ลานการเรียนรู้ของ วิทยาลัยภูมิปัญญาชุม  มหาวิทยาลัยทักษิณ ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน  จังหวัดพัทลุง  มีผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาจำนวน  ๓๕  คน ประกอบด้วย เกษตรกรผู้เลี้ยงควายจากตำบลบ้านขาว  อำเภอระโนด  ตำบลพนางตุง  อำเภอควนขนุน  นักศึกษาคณะเทคโนโลยีและพัฒนาชุมชนได้เปิดเวทีเสวนาเรื่องการเลี้ยงควาย โดย

๑.   รองศาสตราจารย์ไพบูลย์  ดวงจันทร์  รองอธิการบดี เป็นประธานกล่าวเปิด และบรรยายพิเศษถึงวิถีการเลี้ยงวัวควายของชุมชนในอดีต และความคาดหวังในการจัดเวทีเสวนาที่รวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดตั้งกลุ่ม หรือศูนย์กลางในการซื้อขาย วัว-ควาย ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว-ควาย ในแถบรอบลุ่มทะเลาบสงขลา ไปจนถึงเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ในอนาคต

๒.  ผศ. ดร. สุรศักดิ์  คชภักดี  ผู้เชี่ยวชาญ เรื่องแพะ ของคณะเทคโนโลยีและพัฒนาชุมชนมหาวิทยาลัยทักษิณ  วิทยาเขตพัทลุง ได้กล่าวถึงความคิดและที่มาของโครงการเสวนาการเลี้ยงควายครั้งนี้

๓.  อาจารย์ไพฑูรย์  ศิริรักษ์  เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยากรกระบวนการในการจัดเสวนาครั้งนี้ ได้ชี้แจงประเด็นให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้เข้าใจรูปแบบและกระบวนการในการเสวนาครั้งนี้ การแบ่งกลุ่มย่อยตามภูมิลำเนา(ตำบล)ระดมข้อมูลย้อนอดีต บอกเล่าสถานการณ์การเลี้ยงควายในปัจจุบัน โดยมีนักศึกษาคณะเทคโนโลยีและพัฒนาชุมชน เข้าร่วมเรียนรู้ในครั้งนี้ โดยมีประเด็น ที่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงควายเล่าให้ฟังในแต่ละกลุ่ม คือ วิถีการเลี้ยงควาย  ปัญหาในการเลี้ยงควาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในช่วงแรก(ภาคเช้า)พอสรุปได้นี้

จากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควายตำบลบ้านขาว  อำเภอระโนด  จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย  

นายไสว  ศรีสุวรรณ  นายประวัติ  ลิ่นเลื่อน  นายวิชิต  บัวแดง  และนายอำนวย  เพชรไข่

 วิถีการเลี้ยง ในพื้นที่ท้องทุ่งบ้านขาวมีการเลี้ยงควายสืบทอดกันมา ๓ – ๔ ชั่วคน ประมาณร้อยกว่าปี วิถีการเลี้ยงนิยมเลี้ยงควายฝูงปล่อยทุ่ง ปล่อยออกจากคอกประมาณ ๙ โมงเช้า ควายจะกลับเข้าคอกเองเวลาประมาณบ่ายสามโมง  ในฤดูฝนน้ำท่วมขุดดินพูนคุก(โคก)ทำคอกขังโรงเรือน ตัดหญ้าให้กิน  อัตราการตายน้อย ในฝูงจะมีควายผู้คุมฝูง ๑ ตัว อายุการเลี้ยงแม่ควาย ๑ ตัวจะให้ลูกประมาณ ๑๕ ตัว  แม่ควายจะตั้งท้องประมาร ๑๐ เดือน ควายอายุมากจะตั้งท้องและให้ลูกห่างขึ้น ปัจจุบันในตำบลบ้านขาวมีกลุ่มเลี้ยงควาย ๔ กลุ่มใหญ่ ผู้เลี้ยงควายประมาณ ๘๐ ราย มีควายประมาณ ๒,๐๐๐ ตัว

          อาหาร ควายจะกินหญ้าทุกชนิดที่มีอยู่ในท้องทุ่งและป่าพรุ อาทิ หญ้าข้าวผี หญ้าครุน หญ้าปลัก จูดหนู ในฤดูน้ำท่วมควายสามารถดำลงกินหญ้าใต้น้ำได้

การใช้งานและใช้ประโยชน์

  • ใช้แรงงานบรรทุกข้าวของ
  • ใช้เวียนนา
  • นวดข้าว
  • ขุดคู-ขุดคลอง
  • ลากหนวน
  • รีดนม
  • ขายชำแหละกินเนื้อ

การผสมพันธุ์  ปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเองในฝูง โดยในฝูงมีควายผู้คุมฝูง ๑ ตัว หรือปล่อยให้ผสมพันธุ์กับควายต่างฝูง ขณะเลี้ยงปล่อยทุ่ง  ปัจจุบันมีการผสมเทียม

การคัดสายพันธุ์เพื่อเลี้ยง  ชาวบ้านที่เลี้ยงควายจะมีภูมิรู้ และมีหลักในการคัดเลือกลักษณะ

ควายเอาไว้เลี้ยงตามลักษณะรูปร่าง ที่บ่งบอกว่าเป็นควายลักษณะดี เลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ โตเร็ว เช่น  ลักษณะโครงสร้างดี  หน้าอกใหญ่ เขากว้าง หน้าผากโหนก สะโพกหนา เล็บคว่ำหนาและกว้าง หางยาวเป็นพวง

          ตลาดและการจำหน่าย  การขายควายนิยมขาย

  • ควายตัวผู้(จะเหลือไว้คุมฝูงเพื่อผสมพันธุ์เพียงตัวเดียว)
  • ควายตัวเมียที่รูปร่างไม่ดี
  • ควายแก่ปลดระวาง
  • ขายเพื่อแกงในงานศพ
  • ขายขึ้นตู้
  • ขายเพื่อชำแหละเนื้อขึ้นเขียงปนกับเนื้อวัว

 ตลาด ซื้อ-ขาย ควายส่วนใหญ่จะเป็นตลาด ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และตั้งแต่มีเหตุการณ์ไม่สงบที่ชายแดน (ปี ๒๕๔๗) ตลาดควายย้ายไปขายแถบฝั่งอันดามัน จังหวัดพังงา และภูเก็ต แทน โดยมาซื้อถึงที่ทุ่งเลี้ยงควาย การซื้อ-ขายควายจะถูกกว่าวัว  ขายตามขนาดและประเมินน้ำหนักตัวขนาด ๓๐๐ กก.ตัวละ ๑๒.๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐ บาท  ควายอายุ ๒ - ๓ ปี จะผลัดฟัน ควายรุ่นนี้จะซื้อขายกันในราคาแพงตามความเชื่อของชาวมุสลิม

 โรคและการรักษา  โรคที่พบในควายที่สามารถรักษาได้ เช่น ท้องร่วง ปากเท้าเปื่อย เห็บ เหา พยาธิใบไม้ในตับ ปอดชื้น ส่วนที่รักษาไม่ได้ ได้แก่ โรคคอบวม หรือที่ชาวบ้านเรียก โรคคอตีบ

ในอดีตการรักษาโรคใช้ยากลางบ้านหรือสมุนไพร ตามภูมิรู้ที่สืบทอดและบอกต่อๆกันมา เช่น

  • โรคท้องร่วง         ใช้ตาลหมอนตำละลายน้ำกรอกให้กิน
  • โรคตา      ใช้ข้าวเย็นกับเกลือเคี้ยวแล้วพ่น
  • คลอดยาก ให้กินใบข่อยทำให้คลอดง่าย ความเชื่อของชาวบ้านเชื่อว่าใบข่อย ในสำเนียงใต้ ออกเสียงว่า “ขอย” ความหมายช่วย “สอย” ในภาษกลางเลยทำให้คลอดง่าย
  • เป็นแผล    ใช้ของฝาด เช่น ใบมะขามต้มกับเกลือ ล้างแผล น้ำหมาก น้ำเจ็ดตะมูลหมัก ใส่แผล
  • ผอมแห้ง แรงน้อย ไม่ค่อยกินหญ้า            ให้กินน้ำคาวปลา    ฯลฯ

          ปัจจุบันการรักษาโรคนิยมใช้ ยาแผนปัจจุบัน ทั้งยาฉีด ยากิน และยาทา โดยปรึกษาอาการเจ็บป่วยของควายกับปศุสัตว์ แล้วซื้อยามาทำการรักษาเอง เช่น

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยเองทุก ๖ เดือน
  • ให้กินยาถ่ายพยาธิปีละครั้ง

อุปนิสัย  ควายเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย น่าเลี้ยง เมื่อเปรียบเทียบกับวัว ขอให้เป็นป่าพรุ มีน้ำขัง มีพื้นที่กว้าง มีหญ้าสมบูรณ์ ควายส่วนใหญ่ เป็นสัตว์ที่ฉลาด สอนง่ายไม่ดื้อ ซื่อสัตย์รักเจ้าของ หวงลูก รักฝูง แข็งแรง อดทน ฯลฯ

ปัญหาในการเลี้ยง จากการระดมความคิดของสมาชิกกลุ่มบ้านขาวถึงปัญหาในการเลี้ยงควาย ได้ดังนี้

  • โรคของควาย
  • สายพันธุ์ควายที่ดี
  • กฎหมายเขตห้ามล่าฯ
  • หอยเชอร์รี่ และนกอีโก้ง ทำลายหญ้าที่เป็นอาหาร
  • สารเคมีทำให้น้ำเสีย หญ้าตาย
  • พื้นที่ปล่อยควายลดลง
  • ควาญควายเหลือน้อยคนรุ่นใหม่ไม่นิยมเลี้ยงควาย
  • ควายถูกรถชนบนถนนและสะพาน ไสกลิ้ง-หัวป่า เนื่องจากไม่มีรั้วกั้นควายขึ้นถนน

             และจากการระดมความคิดในการค้นหาปัญหาในการเลี้ยงควาย ของทั้ง ๒ กลุ่ม ซึ่งบางปัญหาเป็นปัญหาร่วมกัน และแนวทางในการแก้ปัญหาซึ่งบางเรื่องเกษตรกรก็สามารถแก้ได้เอง ส่วนเรื่องไหนที่ไม่สามารถแก้ได้เองทางมหาวิทยาลัยฯ จะรับเป็นผู้ประสานงานจัดเวทีนั่งพูดคุยกัน เช่น ควายถูกรถชนบนถนนและสะพาน เพราะไม่มีรั้วกั้นควาย ต้องประสานผู้เกี่ยวข้อง เช่น ทางหลวงชนบทมารับทราบปัญหาพร้อมทั้งวางแผนเพื่อช่วยแก้ ซึ่งปัญหาจากในเวทีใหญ่ซึ่งเรียงลำดับความสำคัญได้ ดังนี้

๑.      กฎหมายเขตห้ามล่าฯ

๒.     อาหารควาย(หญ้าในทุ่ง-พรุ)

๓.     โรงเรือน

๔.     ควายถูกรถชนบนถนน – สะพานเนื่องจากไม่มีรั้วกั้น

๕.     วิถีการเลี้ยงกำลังสูญหาย

๖.      สถานที่เลี้ยงเหลือน้อย

๗.     สารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

๘.     โรค

๙.      พ่อพันธุ์

๑๐. การตลาด(ศูนย์จำหน่าย)

           ซึ่งจากปัญหาเหล่านี้ทางมหาวิทยาลัยฯ จะได้นำข้อมูลมาประมวลวิเคราะห์หาทางออกในเวทีต่อไป พร้อมทั้งประสานเชิญหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล/จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด  ทางหลวงชนบท  เขตห้ามล่าสัตว์ป่า  นักวิจัย  นักวิชาการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิเชียร  แก้วบุญส่ง ผู้อำนวยการวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน กล่าวขอบคุณพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงควายที่มาร่วมเวที และให้ข้อมูลที่มีคุณค่ามีประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพ ก่อนปิดเวทีได้ตอกย้ำเพื่อความมั่นใจแก่พี่น้องเกษตรกรว่า มหาวิทยาลัยทักษิณ จะนำข้อมูลจากเวทีเสวนาครั้งนี้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดกับชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควายทุกกลุ่มรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา

ภูมิปัญญาพื้นบ้านเรื่องการเลี้ยงควาย

๑. นายไสว  ศรีสุวรรณ หมู่ที่ ๑ บ้านหัวป่า ต.บ้านขาว  อ.ระโนด ๐๘-๓๖๕๓-๔๕๗๔ /๐๘-๖๒๘๕-๙๕๗๒

๒. นายประวัติ  ลิ่นเลื่อน ๑ บ้านหัวป่า หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านขาว  อำเภอระโนด ๐๘-๖๒๘๕-๙๕๗๒

๓. นายณรงค์  เขียวคง    บ้านหัวป่า   ตำบลบ้านขาว  อำเภอระโนด

๔. นายวิชิต  บัวแดง  บ้านหัวป่า   ตำบลบ้านขาว  อำเภอระโนด

๕. นายอำนวย  เพชรไข่  ๑๐๘ บ้านหัวป่า หมู่ที่ ๖ ตำบลบ้านขาว  อำเภอระโนด

๖. นายบุญพิศ(ไข่)บัวเพชร ๑๐๑ บ้านชายคลอง  หมู่ที่ ๔ ตำบลพนางตุง  อำเภอ ควนขนุน  ๐๘-๓๑๙๒-๕๐๐๓

๗. นายปิ่น  สังข์ปลอด ๙๔  บ้านชายคลอง  หมู่ที่ ๔ ต.พนางตุง  อำเภอควนขนุน

๘. นางโสภา  เรืองเพชร ๘๑  หมู่ที่ ๓ ตำบลพนางตุง  อำเภอควนขนุน

๙. นายพิมล  วัฒนรัตน์ ๕๗  หมู่ที่ ๓ ตำบลพนางตุง  อำเภอควนขนุน

๑๐. นายวิรัตน์  นาคเกลี้ยง ๑๒๘  หมู่ที่ ๓ ตำบลพนางตุง  อำเภอควนขนุน

๑๑. นายสว่าง  ชูบัว หมู่ที่ ๑๓ ตำบลทะเลน้อย  อำเภอควนขนุน

๑๒. นายปิ่น   สังข์ปลอด บ้านชายคลอง หมู่ที่ ๔ ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน

๑๓. นายชัยสิทธิ์ เรืองเพชร หมู่ที่ ๓ ต.พนางตุง อ.ควนขนุน ๐๗๔-๖๘๕-๒๖๒

๑๔. นายนายทันยะ สุบันสอ หมู่ที่ ๑ ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน

๑๕. นายวิรัตน์  นาคเกลี้ยง ๑๒๘ หมู่ที่ ๓  ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน

๑๖. นายพิมล วัฒนสวัสดิ์ ๑๕๗/๑ หมู่ที่ ๓  ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน

๑๗. นายสวัสดิ์  แก้วเศษ ๔๖ หมู่ที่ ๖ ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน

โทร. ๐๗๔-๖๘๕-๓๙๘

๑๘. นายอนุสน  ไข่เสน ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน

๑๙. นายจรูญ  จันทร์สุข  หมู่ที่ ๕ ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน

๒๐. นายวิเชียร   ศรีนุ่น หมู่ที่ ๓ ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน