เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เข้าอบรมด้านจิตตปัญญาอีกครั้ง คราวนี้เป็นการฝึกเรื่องการสื่อสารที่ไร้ความรุนแรง ได้เข้าอบรมกับเพื่อนใหม่จากโรงพยาบาลยุพราช เป็นการเพิ่มวิทยายุทธ์ให้แก่กระบวนกร ผู้จัดกระบวนการชื่ออาจารย์กัญญา ลิกขนสุทธิ์ จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยนาโรปะ อาจารย์เก่งมากจริงๆ ตลอดการประชุมเกือบ ๔ วันเต็ม อาจารย์เป็นแม่แบบของการสื่อสารที่ไร้ความรุนแรงอย่างสม่ำเสมอ
หลักการสื่อสารที่ไร้ความรุนแรงมีดังนี้ 1.มนุษย์ทุกคนมีความกรุณา 2.เบื้องหลังทุกการกระทำของมนุษย์ คือ การตอบสนองความต้องการบางอย่าง 3.ใส่ใจและให้คุณค่ากับความต้องการของทุกคน 4.ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์(ความเข้าใจ) ก่อนหาทางแก้ปัญหา
มาอบรมครั้งนี้ทำให้ได้มีโอกาสใคร่ครวญตนเอง และได้เห็นตัวเองว่าเราเองก็สื่อสารแบบหมาป่าบ่อยๆ เช่นกัน การสื่อสารแบบหมาป่า เป็นการสื่อสารที่ทำให้คู่สนทนาไม่เห็นความกรุณาในหัวใจของเรา เช่น เวลาสามีกลับดึก ลึกๆแล้วเราต้องการให้เขาปลอดภัย แต่ทันทีที่พบกันเรามักจะตำหนิ หรือใช้คำพูดที่รุนแรงออกไปก่อน คำพูดที่บางคนอาจจะใช้บ่อย เช่น ไม่เคยเลยซักวันที่จะกลับบ้านก่อนตะวันตกดิน เมื่อภรรยาเป็นหมาป่า สามีก็อาจเป็นหมาป่าสวนกลับไปทันที แล้วจะทำไม อย่ามาทำตัวเป็นแม่ฉันนะ เป็นต้น ภาษาแบบหมาป่าเป็นการตัดสิน กล่าวโทษตนเอง หรือผู้อื่น ส่วนภาษายีราฟเป็นภาษาที่เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของตนเองและผู้อื่น
อันที่จริงถ้าเปลี่ยนวาจาที่ใช้สื่อสารของภรรยาเสียใหม่เป็นฉันรู้สึกกังวลนะที่คุณต้องขับรถกลับบ้านดึกๆทุกวัน ฉันกลัวคุณไม่ปลอดภัย เพียงแค่นี้เราก็อาจได้เห็นรอยยิ้มของสามี แทนที่จะพูดให้เจ็บใจกัน การสื่อสารแบบหลังนี้อาจารย์กัญญา เรียกว่าภาษายีราฟ ยีราฟเป็นสัตว์คอยาว จึงมองเห็นไกล และยีราฟมีหัวใจใบโตเพราะต้องปั๊มเลือดไปเลี้ยงให้ถึงสมองของมัน หากมนุษย์ไม่มองแคบ และมีจิตใจกว้างขวาง การสื่อสารที่ออกจากปากจะไม่ทำร้ายกันและกัน
การอบรมครั้งนี้มีการแสดงบทบาทสมมติหลายครั้ง โดยผลัดกันคิดสถานการณ์ เช่น ฉันถูกทวงหนี้กลางที่ชุมชน ฉันจะเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของเจ้าหนี้อย่างไร ในขณะที่ฉันก็ต้องบอกความรู้สึกและความต้องการของฉันให้เจ้าหนี้รับรู้ด้วย มีน้องคนหนึ่งสร้างสถานการณ์ว่าขณะเขากำลังคุยและหัวเราะกับเพื่อนๆ กลุ่มหนึ่งแล้วฉันเดินเข้าไปในห้องพอดี เสียงคุยหยุดลงทันที ฉันต้องแสดงอาการไม่พอใจ และน้องคนนั้นเป็นกังวลมากเกี่ยวกับความไม่พอใจของฉัน จึงเข้ามาพูดเพื่อขอปรับความเข้าใจ ฉันได้แสดงบทไม่ยอมให้อภัยจนน้องร้องไห้ออกมาจริงๆ ทำให้ได้เรียนรู้ความรู้สึกของคู่กรณี และความรู้สึกของเราขณะโต้ตอบกับน้อง เป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่ามาก
ประสบการณ์ครั้งนี้ให้ข้อคิดว่า การเป็นครูด้วยหัวใจต้องไม่ลืมที่จะดูแลความรู้สึกและรับรู้ความต้องการของศิษย์ แต่ขณะเดียวกันต้องเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของตัวเราเองด้วย จึงจะเกิดสัมพันธภาพที่ดีได้ ที่สำคัญถ้าสามารถมองผ่านตัวคนเข้าไปที่ความต้องการลึกๆของคู่สนทนา จะพบว่าจะไม่มีการกล่าวโทษใดๆต่อกัน หลายครั้งที่เราขัดแย้งกันเพราะเข้าใจผิดว่าวิธีการเป็นความต้องการ เช่น ความต้องการพักผ่อน บางคนเลือกวิธีนอน บางคนเลือกไปเที่ยว และบางคนเลือกวิธีการสวดมนต์ ไหว้พระ ดังนั้นการไปกะเกณฑ์ให้คนใช้วิธีเดียวกับตนเอง จึงเกิดการขัดแย้งกันในที่สุด
เรียนท่านอาจารย์ rujires
หนูขออนุญาตมาเรียนรู้ด้านการสื่อสารด้วยคนนะคะ จะได้ไม่ผิดพลาดค่ะ
จิตตปัญญา..พัฒนาการเป็นครูด้วยหัวใจ
ขอบพระคุณมากครับ
ผมขนลุกที่ได้ยินคำนี้ครับ " การเป็นครูด้วยหัวใจต้องไม่ลืมที่จะดูแลความรู้สึกและรับรู้ความต้องการของศิษย์" ซึ่งคำพูดนี้คนพูดน่าจะเป็นครูแต่เป็นพยาบาลพูดจึงประทับใจครับ
ได้ความรู้สึกที่ดีจากท่านทั้งสอง อ.นุ และท่านพรชัย รู้สึกเบิกบานใจ เพิ่มแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งที่ดีให้แก่ศิษย์ต่อไปอีก ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ