3. การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน 

                ในการหาคุณภาพของตัวบทเรียนสำเร็จรูป  ทางผู้จัดทำได้นำตัวบทเรียนไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านได้ตรวจสอบเพื่อประเมินผลตามหลักเกณฑ์  ตามที่ได้เรียนมา  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ต่างก็เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าในเนื้อหาวิชา ด้านการทำสื่อ  และด้านหลักสูตรเป็นอย่างดีทั้ง 3 ท่าน ได้แก่

1) ครูจริยา   ใจอ้าย  ตำแหน่ง ครูชำนาญการ

2) ครูอรสา   กุณาเงิน  ตำแหน่ง ครู ค.ศ.2

3) ครูกนกวรรณ   วงศ์ษายะ  ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย

                3.1 การนำผลจากผู้เชี่ยวชาญไปปรับปรุงแก้ไขสื่อนวัตกรรม

                จากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะให้มีการทบทวนคำศัพท์ท้ายบทเรียนก่อนที่จะทดสอบหลังเรียน  เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาให้กับผู้เรียน  ซึ่งผู้จัดทำก็ได้เพิ่มเติมเนื้อหาดังกล่าวลงไปในตัวบทเรียนแล้ว  นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญก็ได้แนะนำให้ลองไปถามความเห็นของผู้เรียนเพื่อมาปรับปรุงด้วยเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น

                3.2 การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)

เกณฑ์การให้คะแนนผู้เชี่ยวชาญ

+1           หมายถึง                 มีความเหมาะสมถูกต้อง สอดคล้องตามวัตถุประสงค์

 0             หมายถึง                 ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมถูกต้องและสอดคล้อง

-1            หมายถึง                 ไม่มีความเหมาะสมถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์

สูตรการคำนวณ    IOC  =    ΣR / N          

( ถ้าค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ถือว่ามีความเที่ยงตรง ใช้ได้ )

IOC  คือ    ดัชนีความสอดคล้อง

R  คือ    คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ

ΣR  คือ    ผลรวมคะแนนของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน

N  คือ    จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

 

รายการ
ผลจากผู้เชี่ยวชาญ
รวม
ค่า
IOC
สรุป
1
2
3
1. ด้านการออกแบบของบทเรียนสำเร็จรูป
+1
0
+1
2
0.67
ใช้ได้
2. ด้านขั้นตอนและกระบวนการเรียนรู้ในบทเรียน
+1
+1
+1
3
1
ใช้ได้
3. ด้านความน่าสนใจ ดึงดูดใจต่อผู้เรียน
+1
0
+1
2
0.67
ใช้ได้
4. ด้านภาษาที่ใช้ในการเขียนบทเรียนสำเร็จรูปเข้าใจง่ายและชัดเจน
+1
0
+1
2
0.67
ใช้ได้
5. ด้านปริมาณเนื้อหา แบบฝึกในบทเรียน
+1
+1
+1
3
1
ใช้ได้
6. ด้านความยากง่ายของบทเรียน
+1
+1
+1
3
1
ใช้ได้
7. ด้านเนื้อหาตรงตามระดับชั้น และวัยของผู้เรียน
+1
+1
0
2
0.67
ใช้ได้
 
คะแนนเฉลี่ย
0.81
ใช้ได้

 

4. การทดลองแบบ 1:1 จำนวน 3 คน

                ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ซึ่งมีความสามารถในการเรียนแตกต่างกัน ทั้งเก่ง  ปานกลาง  และอ่อน  จำนวนนักเรียนทั้งหมด 3 คนดังนี้

1) เด็กหญิงสุพิชญา   แสนปัญญา

2) เด็กชายคงภัทร์   แก้วบุดดา

3) เด็กหญิงอาภาพร   อินตายวง

4.1 การนำผลจากการทดลองไปใช้ปรับปรุงสื่อนวัตกรรม

                จากที่ได้นำบทเรียนสำเร็จรูปไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง  ซึ่งในตอนแรกแบบฝึกหัดช่วงต้นของบทเรียนมีความยากต่อผู้เรียนมากเกินไป จึงได้ปรับแบบฝึกใหม่ ทำให้ผู้เรียนทำคะแนนแบบฝึกได้ดี และเข้าใจเนื้อหามากขึ้น  อีกครั้งผู้เรียนได้เสนอว่ารูปที่ประกอบอยากให้เป็นรูปที่ระบายสีได้ ทางผู้จัดทำจึงออกแบบใหม่เพื่อจะได้ดึงดูดใจผู้เรียน ซึ่งก็น่าสนใจมากกว่าเดิม  ทำให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมกับตัวบทเรียน

ได้ใช้ฝีมือทางศิลปะสร้างสรรค์ตัวบทเรียนสำเร็จรูปให้มีความสวยงามมากกว่าเดิม

4.2 ค่าเกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อนวัตกรรมการศึกษา

การหาค่าประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูป (E1/E2)

นักเรียน
ทดสอบก่อนเรียน
แบบฝึกหัด
ทดสอบหลังเรียน
(12)
(80)
(12)
คนที่ 1
8
78
12
คนที่ 2
7
76
12
คนที่ 3
7
73
10
รวม
22
227
34
เฉลี่ย
7.3
75.6
11.3


 

 

 

 

 

 

วิธีหาค่า E1/E2

E1  =   ประสิทธิภาพของกระบวนการ

E2  =   ประสิทธิภาพของผลลัพธ์จากคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทั้งหมด

∑x  =   ผลรวมของคะแนนแบบฝึกหัดของผู้เรียน

∑y  =   ผลรวมของคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียน                             

N    =   จำนวนผู้เรียน                                                                                     

A    =   คะแนนเต็มของแบบฝึกหัด

B    =   คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน

               

สูตร  E1  =  ( ∑x / N ) / A × 100                   

       E1  =  ( 227 / 3 ) / 80 × 100 

       E1  =  94.5

สูตร  E2  =  ( ∑y / N ) / B × 100

       E2  =  ( 34 / 3 ) / 12 × 100                        

       E2  =  94.4

   

**เกณฑ์ที่ยอมรับว่าบทเรียนสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพ จะต้องมีค่าE1/E2  เป็น 80/80 ขึ้นไป

4.3 ค่าเกณฑ์ประสิทธิผลของสื่อนวัตกรรมการศึกษา

การหาค่าดัชนีประสิทธิผล

สูตร  ค่าดัชนีประสิทธิผล  =  คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน - คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน / คะแนนเต็มหลังเรียน  - คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน

        ค่าดัชนีประสิทธิผล  =  11.3 -7.3 / 12-7.3

        ค่าดัชนีประสิทธิผล  =  0.85

**เกณฑ์ที่ยอมรับว่าบทเรียนมีประสิทธิผล จะต้องมีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป