กราบสวัสดีค่ะครู
หนูหายไปนาน เหมือนโดนพายุกิเลสโหมกระหน่ำ ความอยาก ดูเหมือนตอนนี้มันจะเด่นชัด ตามด้วยความโลภ ความโกรธ (ความกังวลและความเครียด) ความหลง หลงไปกับโลกแห่งความเสื่อม ในหัวเหมือนมีเสียงครูบอกซ้ำ ๆ ว่า
“เมื่อไหร่แกจะใช้ได้สักทีวะติ๋ว ฉันเหนื่อยกับแกแล้วนะ จะต้องให้ฉันทำยังไงกับแก”
ได้ยินเสียงที่ดังเหมือนตะคอกภายในใจ ก็รู้สึกจ๋อย ที่รู้สึกอย่างนี้ก็เพราะว่า เหมือนจะจมน้ำ แทบจะลอยคออยู่ไม่ได้ ไหลลงตามกระแสน้ำ เริ่มต้นจากการลุกขึ้นมาเต้นในงานเลี้ยงหลังประชุม ต่อด้วย ผับ แล้วก็ประชุมต่อ ๆ ต่อ กันหนึ่งอาทิตย์ มีหนึ่งวันที่ได้โอกาสพาวิทยากรไปเยี่ยมชมวัด ได้โอกาสพักใจ และได้โอกาสกราบหลวงพ่อ ทุกวันเหมือนมีเรื่องตั้งใจจะเล่า แต่พอได้เวลาเขียนจดหมาย ใจก็หมดแรง ต่อรอง แล้วก็จบด้วยการหลับแบบเดี้ยง ๆ บางวันก็แทบไม่ได้อาบน้ำ
เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมากลับบ้าน เพราะวันศุกร์ไปจัดประชุมที่กาฬสินธุ์อยู่แล้ว จึงติดรถโรงพยาบาลกลับ หนูเพี้ยนจัดจนจำวันที่ครูจะเดินทางผิดอย่างไม่น่าให้อภัย เดือนร้อนพ่อพามา โชคดีที่พ่อและครูเมตตา แต่ยอมรับค่ะว่าผิดเต็มประตูและพยายามแก้ไขอย่างดีที่สุด หนูดีใจมากค่ะครูที่ครูเมตตาให้โอกาสเอาตั๋วมาส่ง เป็นความรับผิดชอบที่รู้สึกซึ้งในใจตนเอง ซึ้งในน้ำใจพ่อ ซึ้งในน้ำใจครู ครั้งนี้เป็นบททดสอบว่า
“ครูบาอาจารย์ พ่อ แม่ พร้อมที่จะให้อภัยเราเสมอ แล้วเราพร้อมที่จะให้อภัยตนเองรึเปล่า”
ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา จันทร์ประชุมที่โคราช อังคารประชุมที่ขอนแก่น เกี่ยวกับโครงการวิจัยด้านสมุนไพร พุธและพฤหัสบดีประชุมที่ขอนแก่นงานรังสีเทคนิค ศุกร์ประชุมที่กาฬสินธุ์ เดินทางทุกวันเหมือนจะเดี้ยงไปเลยค่ะครู แต่ก็ไม่รู้จะคร่ำครวญไปเพื่อสิ่งใด หนูได้เรียนรู้ว่า
“ต้องประเมินตนเองก่อน ก่อนที่จะรับปากทำอะไร”
แม้จะรู้สึกเหนื่อยแต่ทำทำให้รู้ในตนเองว่า ถ้าใช้ร่างกายหนักแบบต่อเนื่องก็พร้อมที่จะป่วย เพราะเริ่มมีไข้และเสียงแหบตั้งแต่วันพฤหัสบดี มีน้ำมูกยาวจนถึงวันเสาร์
กลับมาถึงขอนแก่นก่อนเที่ยงนิดหน่อยของอาทิตย์ หลังมอบตั๋วให้ครูแล้ว พาพ่อไปที่ แมคโคร ทานข้าวก่อนแล้วค่อยเดินเลือกของปรากฏว่า
“แพงมากค่ะครู”
จึงโทรไปถามพี่สาว ท่านบอกว่าให้ขับมาเอาที่กาฬสินธุ์นี่ถูกกว่ามีตังค์เท่าไหร่ “เฮ้อ รอดไปค่ะ” เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ถ้ารู้ไม่จริงต้องโทรปรึกษาผู้รู้”
ส่วนเช้าวันนี้ (๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓) ตื่นขึ้นมาอาการไม่ค่อยดี เหมือนคิด ๆ ๆ วนคิดเรื่องเดิม ๆ ค่ะครู เมื่อคืนทานตำเหมี่ยงมีอาการท้องเสีย แต่รู้สึกได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความเครียดและความกังวล งานหลายอย่างเร่ง บางอย่างถูกมอบหมายกระทันหันและจะเอาแบบเร่งด่วน ทำให้หนูเกิดคำถามในตนเองว่า
“หนูสำคัญตนเองผิดไปรึเปล่า ถ้าเกิดตายลงมาตอนนี้หล่ะ งานนี้ใครจะทำ”
แต่ก็ดูเหมือนมันไม่เชื่อ ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่างจึงตัดสินใจลางาน ดูซิว่า ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนี้งานมันจะล่มจมไหม และแล้วก็ได้คำตอบว่า
“ก็ไม่เห็นมีอะไรนิ ปกติดี ทุกอย่างก็ดำเนินไปของมัน แสดงชัด ๆ ว่าสำคัญตนเองผิด”
พอถึงเวลาเลิกงาน พี่อ้อแวะมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของวันนี้ให้ฟัง ดูเหมือนท่านเองก็รู้สึกเครียดกับการโดนเร่งงาน และปรับแผนของผู้บังคับบัญชาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ที่ท่านรู้สึกกลุ้มใจมากคือ
“ทำไมต้องโกหก ทำไมไม่ทำแค่ไหนก็แค่นั้น จะเมคข้อมูลให้รู้สึกเครียดทำไม งานพึ่งเริ่ม มันไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้”
หนูรู้สึกเข้าใจท่าน ขณะที่ฟังทำให้หนูระลึกถึงคำว่า “ศีล” ถ้าเรายังพูดไม่ตรงความจริงศีลข้อ สี่ก็ด่างพร้อย ทำให้เกิดความเครียด เข้าสู่สมาธิได้ยาก
แล้วเอ่ยกับพี่อ้อว่า “ทำเท่าที่ทำได้พี่ เรารู้ว่าเราทำอะไรก็พอ”
หลังจากคุยเสร็จหนูก็เปลี่ยนรองเท้าไปวิ่งออกกำลังกาย พอเหนื่อยออกก็รู้สึกเบา ๆ หัว กลับมานั่งลงเขียนโครงการที่ได้รับมอบหมายแบบกระทันหัน คิดอีกทีก็แสดงว่า เขาเห็นศักยภาพ เป็นการหยิบยื่นโอกาสให้ต่างหาก ยิ่งยาก ยิ่งเร่ง ก็ยิ่งท้าทาย แล้วบอกตนเองว่า แค่ตั้งใจทำ อย่างน้อยผู้เข้าร่วมประชุมที่มาเขาอาจจะได้อะไรกลับไปบ้าง มันเป็นประโยชน์ เนื่องเขียนนั่งปรับ เกือบ ๆ จะสมบูรณ์แล้วค่ะครู จึงมาเขียนจดหมายถึงครู แล้วจะค่อยไปอาบน้ำแล้วขึ้นไปสวดมนต์ ยอมรับค่ะว่าช่วงนี้เป็นเป๋ ๆ เดี้ยง ๆ กราบขออภัยด้วยเจ้าค่ะ