บุญบั้งไฟ เป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสาน นิยมทำกันในเดือน 6 หรือเดือน 7 อันเป็นช่วงฤดูฝนเข้าสู่การทำนา ตกกล้า หว่าน ไถ เพื่อเป็นการบูชาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เหมือนกับการแห่นางแมวของคนภาคกลาง

  บุญบั้งไฟ...อาจสามารถ

        

                บุญบั้งไฟ เป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสาน นิยมทำกันในเดือน 6 หรือเดือน 7 อันเป็นช่วงฤดูฝนเข้าสู่การทำนา ตกกล้า หว่าน ไถ เพื่อเป็นการบูชาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ส่วนเทศบาลตำบลอาจสามารถนั้นจะมีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายนของทุกปี ซึ่งในปีนี้ได้จัดขึ้นเมื่อ26-27 มิถุนายน ที่ผ่านมา

            บุญบั้งไฟมีตำนานเล่าขานมานาน จากนิทานพื้นบ้านเรื่องผาแดงนางไอ่ เรื่องพระยาคันคาก ล้วนแต่กล่าวถึงการจุดบั้งไฟเพื่อให้แถน (เทวดา) ได้บันดาลให้ฝนตกตามฤดูกาล ถือเป็นประเพณีอันสำคัญที่จะละเลยมิได้ เพราะมีความเชื่อว่า หากหมู่บ้านใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟก็อาจจะก่อให้เกิดภัยภิบัติแก่ผู้คนในชุมชน และเมื่อทำบุญดังกล่าวแล้ว ก็เชื่อว่าฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์ ประชาชนในหมู่บ้านนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะมีอาหารข้าวปลาที่บริบูรณ์ทั้งปราศจากโรคภัยด้วย 

               ตามตำนานกล่าวว่า พญาคันคากท้าสู้รบกับพญาแถน หากพญาแถนแพ้ต้องส่งฝนลงมาให้โลกมนุษย์เป็นประจำทุกปี ผลการสู่รบปรากฏว่าพญาแถนแพ้พญาคันคาก เพราะพญาคันคากใช้แผนส่งปลวกขึ้นไปกัดด้ามอาวุธ ส่งมด ตะขาบ ไปซ่อนอยู่ในรองเท้าและเสื้อผ้าที่จะออกรบของพญาแถนและทหาร พญาแถนก็ยอมทำตามสัญญาแต่โดยดีแต่มีข้อแม้ว่าชาวโลกจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือนว่าต้องการฝนเมื่อใด ด้วยเหตุนี้ชาวโลกที่ต้องการน้ำดื่มน้ำใช้และน้ำเพื่อการเกษตรจึงได้ทำบั้งไฟจุดขึ้นไปขอฝนกับพญาแถนในช่วงก่อนฤดูทำนา คือประมาณเดือนหก ในช่วง เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ด้วยความเชื่อตามเรื่องเล่านี้จึงทำให้ชาวอีสานทำบั้งไฟทุกปีเพื่อเตือนพญาแถน

              ก่อนจะถึงวันงานหรือวันเอาบุญ ชาวเทศบาลอาจสามารถก็จะช่วยกันเตรียมงานกันอย่างสามัคคี ในเทศบาลจะแบ่งออกเป็น 7 หมู่บ้าน โดยมีหน่วยงานราชการ,โรงเรียน ต่างๆเข้าร่วมในแต่ละหมู่บ้าน  แต่ละหมู่บ้านก็จะมีฝ่ายแม่ครัวก็เตรียมข้าวปลาอาหารไว้เลี้ยงแขกเลี้ยงคน ฝ่ายช่างฟ้อนก็เตรียมขบวนรำไว้สำหรับแห่บั้งไฟส่วนใหญ่จะมอบให้ทางโรงเรียน  ฝ่ายผู้ชายที่เป็นช่างฝีมือก็ช่วยกันทำบั้งไฟและตกแต่งให้สวยงาม งานบุญบั้งไฟส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีพิธีกรรมทางศาสนาเท่าใดนักแต่บางแห่งก็มีพิธีทำบุญเลี้ยงพระบ้าง

         ในวันโฮมเป็นวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน  ชาวบ้านและหน่วยงานต่างๆก็จะมาตั้งขบวนเพื่อแห่บั้งไฟไปรอบ ๆ หมู่บ้าน เป็นงานบุญที่เน้นความสนุกสนานรื่นเริง ในขบวนจะมีการรำเซิ้งตามบั้งไฟ และบรรดาขี้เหล้าทั้งหลายก็จะร้องเพลงเซิ้งไปของเหล้าตามบ้านต่าง ๆ กาพย์เซิ้งอาจจะหยาบคายแต่ก็ไม่มีใครถือสากัน แต่กาพย์เซิ้งที่ใช้แห่ในขบวนมักจะเป็นประวัติและความเป็นมาของพิธีบุญบั้งไฟ

       ปีนี้โรงเรียนเชื้อจรูญวิทย์ได้ร่วมกับชาวบ้านหมู่ที่ 13 บ้านอาจสามารถ โดยทางโรงเรียนได้รับเป็นขบวนกลองยาวและขบวนฟ้อนรำ ขบวนกลองยาวนำโดยสาวพิณลอยค่ะ....ดร.ศศินันท์ พูลลาภ ผู้อำนวยการโรงเรียนเชื้อจรูญวิทย์....

       

 

 

             และนักเรียนในชมรมดนตรีพื้นเมือง เด็กชายมนตรี พันระหัส คนนี้ฝีมือขั้นเทพ(ซ้ายมือ)และเด็กชายสันติ  สุพรรณคำ มืออาชีพค่ะ(ผ้าโพกหัว)

                 

    

 

 

ส่วนขบวนฟ้อนรำ ฝีมือ ลีลาขั้นเทพเช่นกันมีนักเรียนในชมรมนาฎศิลป์ประยุกต์ นำโดยคุณครูสมพงษ์ หงษ์สากล  คนหัวแถวนี่ล่ะค่ะ    

     

 

             มีการแปรขบวนเป็นวิถีชีวิตคนอิสานด้วยค่ะ

    

 

                     ส่วนวันจุดบั้งไฟ วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน ก็เป็นอีกวันหนึ่งคือเป็นวันที่ชาวบ้านจะเอาบั้งไฟของแต่ละคุ้มแต่ละหมู่บ้านมาจุดแข่งกัน ถ้าของใครทำมาดีจุดขึ้นได้สู่งสุดก็จะชนะแต่ถ้าของใครแตกหรือซุก็ถือว่าแพ้ ต้องโดนลงโทษโดยการจับโยนลงโคลนหรือตมซึ่งเป็นที่สนุกสนานอย่างยิ่ง

           

เบื้องหลังค่ะ

  

         คณะครูและนักเรียน

      โรงเรียนเชื้อจรูญวิทย์...ค่ะ

    
     การทำบั้งไฟจะทำโดยการเอาขี้เจีย(ดินประสิว) มาประสมคั่วกับถ่าน โขลกให้แหลกเรียกว่าหมื่อ (ดินปืน) เอาหมื่อใส่กระบอกไม้ไผ่อัดให้แน่น แล้วเจาะรูใส่หางเรียกว่าบั้งไฟ การทำบุญมีให้ทาน เป็นต้น เกี่ยวกับการทำบ้องไฟ เรียกว่า บุญบั้งไฟ  ในอดีตเราจะได้ยินว่าหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้ทำบั้งไฟหมื่นขึ้นสุดลูกหูลูกตา คำว่า หมื่น มาจากจำนวนน้ำหนักของดินประสิวที่ใช้ทำ ดินหมื่อ คือ 12 กิโลกรัม (ไม่นับรวมน้ำหนักของถ่านซึ่งเป็นส่วนผสม) จะบรรจุในลำไม่ไผ่ขนาดยาวประมาณ 3 เมตร ต่อมาหมู่บ้านใดทำบั้งไฟแสนคือ 120 กิโลกรัมดินประสิว (ใช้ลำตาลแทนไม้ไผ่ ใช้เทคนิคมัดพันลำตาลอย่างแน่นหนา) ก็ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว แต่ในปัจจุบันใหญ่ยิ่งกว่าเพราะมีบั้งไฟล้านด้วย ทางเทศบาลอาจสามารถได้นำบั้งไฟล้านมาจุดครั้งแรกในสมัยนายกเทศมนตรีนายประภาส สวัสดิ์พานิชและดิฉันเป็นรองนายกเทศมนตรี ประมาณปี2543และได้มีมาทุกๆปี

     ชาวอาจสามารถมีสโลแกนว่า...รักษ์ประเพณีไม่ตีกัน....ค่ะ

      ฮักกัน...แพงกัน...เด้อค่า....

                   มาตายี

ขอบคุณข้อมูลจาก...

http://www.isangate.com/index2.html

http://personal.swu.ac.th