Tacit Knowledge นั้นไม่มีอะไร “ร้อยเปอร์เซ็นต์”
            เมื่อไม่นานมานี้มีผู้ถามคำถามทำนองนี้ โดยที่ท่านได้ยกตัวอย่างว่า . . ถ้าวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้วงนี้กำลังคุยกันเรื่องเทคนิคการทำให้ได้ลูกชาย (ซึ่งก็คือ “หัวปลา” ของวงนี้) มีการแชร์ว่า ต้องใช้ “ท่านั้นท่านี้” เพื่อที่ว่าจะทำให้ได้ลูกชาย (ผู้ที่กำลังแชร์ประเด็นนี้มีลูกชายทั้งหมดห้าคน) แต่ประเด็นสำคัญของคำถามอยู่ตรงที่ว่า “Tacit ที่แชร์ออกมานี้เชื่อได้แค่ไหน มีอะไรการันตีได้ว่า ถ้าทำตามนั้นแล้วจะได้ลูกชายจริงๆ”
 
            สิ่งที่ผมตอบไปทันทีก็คือ “ไม่มีอะไรการันตีหรอกครับ” สำหรับ Tacit Knowledge นั้นไม่มีอะไร “ร้อยเปอร์เซ็นต์” สิ่งที่เป็น “Best Practice” ของคนๆ นี้ ไม่ได้แปลว่าถ้าเราทำแล้วจะได้ผลเหมือนกับเขา อย่าลืมว่าเรากับเขานั้นต่างกัน (เมียเรากับเมียเขาก็เป็นคนละคนกัน) . . พูดได้แค่นั้น ท่านก็เลยถามต่อว่า ถ้าเช่นนั้นการแชร์กันมีประโยชน์อะไร ในเมื่อ Tacit นั้นเชื่อไม่ได้ . . ผมจึงต้องอธิบายต่อว่า “ผมไม่ได้บอกว่าเชื่อไม่ได้” แต่ผมอยากให้รับฟังไว้ก่อน แต่ต้องเป็นการฟังอย่าง Deep Listening คือฟังอย่างที่ต้องการรู้จริงๆ ไม่ใช่สักแต่ฟัง หรือฟังไปงั๊นๆ อยากให้ฟังทุกๆ ท่าน ไม่ใช่ฟังเฉพาะคนที่เราอยากฟัง หรือเลือกฟังเฉพาะเรื่องที่เราอยากฟัง แต่ต้องเป็นการฟังที่ครอบคลุม Case ที่ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ใช่ฟังอย่างต้องการ “คำตอบสุดท้าย” ต้องไม่ใช่การฟังเพียงแค่กรณีแรกเพราะเห็นว่าน่าสนใจ (เนื่องจากผู้ที่แบ่งปันเทคนิคนั้นมีลูกชายตั้งห้าคน) แต่ต้องฟังกรณีอื่นด้วยเช่นกัน เพราะเทคนิคที่ได้ฟังนั้นอาจไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เรื่องเล่าของท่านอื่นอาจเป็น Tacit ที่อิงเทคนิคทางการแพทย์มากยิ่งขึ้นก็ได้ เช่น พูดเรื่องการดูระยะเวลาที่ไข่ตก หรือการตรวจสอบความเป็นกรดเป็นด่างในช่องคลอดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ อะไรทำนองนั้น . . .
           สรุปว่า การฟัง Tacit ต้องฟังทั้งหมด แล้วนำไป “ลองทำ ลองใช้” จนความรู้ที่ได้นั้นเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นในตนเอง หรือที่เราเรียกว่าเป็น “ความรู้มือหนึ่ง” นั่นเองครับ