Web 2.0คืออะไร
Web 2.0 คือยุดที่มีการสื่อสารทั้งสองทิศทาง ทั้งจากผู้นำเสนอ และบุคคลทั่วไป ที่สนใจ หรือ Dynamic Web ซึ่งทำให้ผู้อ่านหรือผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้สามารถที่จะสร้างเนื้อหาหรือ content ชนิดต่างๆ ได้ ทำให้ข้อมูลต่างๆ มีมากขึ้น มีการแบ่งปันความรู้กันมากขึ้น โดย technology ที่เห็นได้ชัดคือ TAG ซึ่งผู้สร้าง contentสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง และสามารถค้นหาได้ แต่ลองจิตนาการดูว่า ยิ่งข้อมูลมากขึ้น tag ก็ถูกสร้างมากขึ้น โดย tag ที่ถูกสร้างมานั้นก็ไม่เป็นมาตรฐานแล้วแต่จะตั้งกันไปทำให้เป้าหมายของการใช้ Tag ผิดไป นี่คือแค่ 1 ในปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
โดยแนวทางของ Web 2.0 สามารถสรุปได้ดังนี้
- เว็บมีหน้าที่เป็น computing platform ที่ให้บริการเว็บแอปพลิเคชัน แก่ผู้ใช้บริการทางอินเทอร์เน็ต
- มีดาต้าเป็นองค์ประกอบสำคัญ
- มีเน็ตเวริค์ที่เกิดจากการเข้ามามีส่วนรวมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต มีการสื่อสารระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เปิดกว้าง
- มีการจัดหมวดหมู่เนื้อหาและการจัดระเบียบภายในเว็บที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสถาปัตยกรรมบนเว็บมีการพัฒนามากขึ้น
- Web 2.0 เป็นคำที่ใช้ในแง่การตลาด เพื่อแบ่งแยกธุรกิจบนเว็บยุคใหม่ออกจากยุคเริ่มต้น (ยุค 90)
- มีการตอบรับอย่างตื่นตัวต่อนวัตกรรมใหม่ ในแวดวงเว็บแอปพลิเคชัน และบริการทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้รับแรงผลักดันอย่างมากในช่วงกลางปี 2548
- เปลี่ยนจากเว็บไซด์แบบ static การค้นหาจาก search engines และ การท่องอินเทอร์เน็ตจากเว็บไซด์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซด์หนึ่ง กลายเป็นเว็บไซด์แบบ dynamic ที่มีการโต้ตอบและมีการถ่ายทอดข้อมูลระหว่างเว็บไซด์ โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทำการค้นหาด้วยตนเอง
หลายคนสงสัยว่า Web 1.0 มีลักษณะเป็นเช่นใด และเหตุใดจึงมีการกำเนิด Web 2.0 ขึ้น Web 1.0 ในทุกวันนี้ได้รับการนิยามว่า เป็นหน้า HTML แบบหยุดนิ่ง (static) ที่แทบจะไม่ได้รับการอัพเดทข้อมูล และส่วนมากจะถูกสร้างขึ้นจาก HTML ซึ่งแม้แต่ความสำเร็จของอินเทอร์เน็ตในยุคดอทคอม ก็เนื่องมาจากมีการสร้างเว็บไซด์ที่มีลักษณะไม่หยุดนิ่ง (dynamic) มากขึ้น และมีระบบจัดการเนื้อหา (Content management systems) ที่ทำหน้าที่จัดการเนื้อหาจากดาต้าเบส (ซึ่งยุคที่เว็บไซด์เริ่มมีการพัฒนาดังกล่าว อาจถูกเรียกว่า Web 1.5)
แรงผลักดันที่ทำให้ Web 2.0 ถือกำเนิดขึ้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการพัฒนาความเร็วของอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีผลอย่างมากต่ออัตราการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น อีกสาเหตุหนึ่งคือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่หลากหลายขึ้น เช่น การค้นหาข้อมูล ทำธุรกิจ และการซื้อสินค้าออนไลน์ เป็นต้น
อิทธิพลของ Web 2.0 ที่มีต่อพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน
การติดต่อสื่อสารโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลางเพื่อสร้างชุมชนออนไลน์ขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ blogs และ wikis นอกจากนี้บางเว็บไซด์ได้มีการให้บริการ RSS feeds เป็นจำนวนมากภายในหน้าเว็บของตน ในขณะที่บางเว็บไซด์ได้สร้างลิงค์ที่ลิงค์ไปยังเว็บไซด์อื่น ๆชนิดเจาะลึกเข้าถึงข้อมูล
ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลทางเว็บ การติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการส่งข้อความต่าง ๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ที่ Web 2.0 พัฒนาขึ้น ได้ก่อให้เกิดการโยงใยทางสังคมที่แน่นแฟ้นระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในยุคก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ได้มีการใช้ Ajax ในการพัฒนาเว็บไซด์ที่สามารถทำงานคล้ายคลึงแอปพลิเคชันในเครื่องพีซี เช่น word processing spreadsheet และ slide-show presentation เป็นต้น Wysiwyg (What You See Is What You Get) และ wiki เป็นตัวอย่างของเว็บไซด์ประเภทดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีเว็บไซด์ที่ช่วยเรื่องการจัดการโครงการ และการประสานงานต่าง ๆ อีกด้วย
Web 3.0 คืออะไร
Web 3.0 คือ Semantic Web คือเทคโนโลยีหรือแนวความคิดที่จะ เชื่อมโยงข้อมูลใน web ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันทั้งภายใน web หรือภายในเครือข่ายของโลก ซึ่งมองไปแล้วมันก็คือ Database ของ โลกเลย แต่ก็เป็นแนวคิดที่จะทำให้หาข้อมูล ที่ต้องการได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็จะมี format ข้อมูลในการติดต่อสื่อสารกัน แต่ก็ based-on XML เช่นพวก RDF ( Resource Definition Framework ) , OWL ( Ontology Web Language )
มาดูว่า Web 3.0 กันมีอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง
1. เขาบอกว่าเป็นยุด " Data about Data " คือการใช้ข้อมูลอธิบายหรือบอกรายละเอียดของข้อมูล หรือ METADATA นั่นเอง
2. มีการนำระบบ AI ( Artificial Intelligence )
Artificial intelligence (AI) เป็นความฉลาดเทียมที่สร้างคอมพิวเตอร์ ที่จะเอามาเป็นเครื่องมือช่วยคาดเดาพฤติกรรม วิเคราะห์ความต้องการของมนุษย์ ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลนั้นมา ระบบก็จะให้ในสิ่งนั้นๆ ที่ต้องการ
3. Semantic Web + SOA
คือ Share Data, Service ต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่แน่ว่าเรื่องการละเมิดสิขสิทธิ์จะมีเยอะขึ้นหรือเปล่า แต่แนวคิดตรงนี้เป็นแนวคิดที่มีการนำมาใช้งานในลักษณะของpartner กันแล้ว เนื่องจากยังพอไว้ใจกันได้ แต่เรื่องของ public นี่ยังต้องคิดต่อยอดกันอีกเยอะ
4. Web 3D
ตรงนี้น่าตื่นเต้นน่าดู แต่การนำเสนอทำอย่างไรถึงจะไม่น่าเบื่อ รวมทั้ง technology ที่นำมาใช้ แล้ว Bandwidth
5. Scalable vector graphics (SVG) น่าสนใจมากๆ ในปัจจุบันจะสร้างรูปเพื่อเอาขึ้นบน webมันมีหลากหลายชนิดเหลือเกินทั้ง JPEG GIF PNG เป็นต้น ถ้าผมต้องการหารูปใน web นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หรือหาจาก TAG แต่ถ้าอยากหารูปจากข้อมูลของภาพเช่น สี รูปคน รูปดอกไม้ เราต้องมาทำระบบ image processing กันเลยใช่หรือเปล่า ปัจจุบันก็มี search engineแบบนี้เหมือนกัน แต่ถ้ามีมาตรฐานในการสร้างรูปบน web ล่ะ มันจะง่ายต่อการค้นหาหรือเปล่า ซึ่ง SVG ก็เป็นเทคโนโลยีของการสร้างรูป based-on XML น่าสนใจดีไหม
6. Semantic Wiki
เมื่อข้อมูลมีมากจนบางทีไม่รู้ว่าจะค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ด้วย keyword อะไร ดังนั้นถ้าใช้คำค้นหา แบบกว้างๆ แต่มันกำจัดวงแคบๆให้ได้ การค้นหาแบบข้อมูลซ้อนข้อมูล หรือใช้การค้นหาหลายทิศทาง (Vertical Search) ผสมกับความเป็นส่วนตัวเข้าช่วย (Personalize) จะสามาร
7. Metadata (data about data)
คือ การอธิบายข้อมูลด้วยข้อมูล โดยมันจะทำการคำนวนว่าข้อมูลที่เราใช้งานอยู่มีข้อมูลใดสัมพันธ์กันบ้างที่สามารถอธิบายข้อมูลตัวมันเองได้ เช่น เราดูข้อมูลของ Tosdn มันก็จะมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันคือ php, asp, perl หรือแม้แต่ชื่อผมเอง
และวันนี้ Web 3.0 กำลังจะมา เป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมาก ๆ โดยอย่างที่เรารู้กันดีว่าผู้ใช้ทั่วไปนั้นเป็นผู้สร้างเนื้อหา ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น เช่นการเขียน Blog, การแชร์รูปภาพและไฟล์มัลติมีเดียต่าง ๆ ทำให้ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล ทำให้จำเป็นต้องมีความสามารถในการข้อมูลดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเอาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมาจัดการให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บกลายเป็น Sematic Web กล่าวคือเว็บที่ใช้ Metadata มาอธิบายสิ่งต่าง ๆ บนเว็บ ซึ่งในตอนนี้เราจะเห็นกันทั่วไปนั่นคือ Tag นั้นเอง โดยที่ Tag ก็คือคำสั้น ๆ หลาย ๆ คำ ที่เป็นหัวใจของเนื้อหา เพื่อทำให้เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ได้ด้วยการใช้ Tag ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่แทนที่ผู้ผลิตเนื้อหาจะใส่เอง แต่ตัว Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้วให้ Tags ตามความเหมาะสมให้เราแทน
ขอบคุณครับ นี้เขียนตั้ง 11 ปีแล้ว ตอนนี้ยังทันต่อเหตุการณ์ครับ ล่วงหน้าไป 11 ปีแล้ว แวะมาทักทาย เพิ่มเติมได้อีกไหมครับ?