
ค่ายแห่งท้องทะเล : ค่ายซัมเมอร์'50 โรงเรียนบ้านตาหนึก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด
ค่ายนี้ไอ้ต้าเป็นประธานค่าย (รูปเล็ก) ไอ้คมเป็นโครงงานหลัก ซึ่งเป็นงานที่หนักเอาการสำหรับเด็กปีสอง กำลังจะขึ้นปีสาม และเป็นปีสองคนแรกในกลุ่มเพื่อนๆ ปีเดียวกันที่ได้เป็นประธานค่าย ค่ายนี้ส่วนมากน้องๆปีหนึ่งเป็นคณะกรรมการค่าย เพราะว่ารุ่นพี่จะจบกันหมดแล้ว เท่าที่จำได้มีพี่ทรายคนเดียวที่เป็นปีสี่ นอกนั้นปีสองกับปีหนึ่ง ปีสามไม่มี เป็นความพยายามของประธานค่ายที่ไปฉุดกระชากลากถูเอาน้องมาเป็นคณะกรรมการค่ายได้ครบทุกตำแหน่ง จนมีค่ายนี้เกิดขึ้น
ค่ายนี้เป็นค่ายเจ็ดวัน ไปสร้างศาลาอ่านหนังสือ มันไม่หมูเพราะสร้างบนป่าชายเลน ถ้าน้ำขึ้นก็ไม่สามารถปักเสาได้ และเป็นงานไม้ทั้งหลัง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี อีกอย่าง โรงเรียนนี้ด้านหน้าโรงเรียนติดกับทะเล อยู่โรงเรียนมองเห็นทะเลฟ้าครามน้ำใส ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ ลมพัดโชยหอบกลิ่นแห่งท้องทะเลเข้ามา เดินไปไม่กี่ก้าวก็เป็นน้ำทะเล พร้อมโดดลงทุกเวลา ชาวบ้านแถวนั้นทำประมงเป็นส่วนใหญ่ พอชาวค่ายไปถึงก็หัดเป็นชาวประมงกับเขาบ้าง ด้วยการขุดหอยขุดปูไปตามประสา ได้ปูได้หอยเป็นกอบเป็นกำ ชาวบ้านก็ใจดีสุดๆ เอากุ้งหอยปูปลาสดๆ มาให้ชาวค่ายได้ลิ้มลองกันแบบฟรีๆ ค่ายนี้จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารทะเล โรงเรียนล้อมรอบด้วยป่าชายเลนที่เป็นเสมือนบ้านน้อยๆ ของปูปลาทั้งหลาย ที่นั่นบรรยากาศดีและน่าอยู่มากๆ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนที่ไปเซอร์เวย์ค่ายจริงๆ
ก่อนถึงค่ายนี้กระผมเป็นสาราณียกรค่าย ซึ่งมีลางสังหรณ์เล็กๆว่า จะต้องติดอะไรสักอย่างตั้งแต่ตอนประชุมครั้งแรกๆ แล้วมันก็เป็นจริง เพราะว่าติดสัมมนาประธานชมรม และติดโปรเจควิชาดิจิตอล ไม่รู้ว่าอะไรนักหนากับภาคไฟฟ้า ชาวบ้านเขาปิดเทอมไปเที่ยวกันหมดละ เรายังต้องมานั่งทำโปรเจคง๊อกแง๊กอยู่นี่ แต่ก็โชคดีที่งานสาราฯ ส่วนมากไม่ค่อยมีในค่าย และก็เตรียมงานเสร็จตั้งแต่ก่อนไปค่ายแล้ว และแล้วก็ยังได้ไปจนได้ ตอนที่ค่ายเหลือสามวัน โดยตามไปทีหลังกับพี่กอล์ฟ ออกเดินทางจาก ม.บู ประมาณเจ็ดโมงเช้า ไปยังเมืองตราด จากนั้นก็ต่อสองแถวจากตราดไปคลองใหญ่ เป็นครั้งแรกที่นั่งรถสองแถวจนปวดตูด รถใช้เวลาเกือบๆ สองชั่วโมง ไปถึงโรงเรียนเวลาบ่ายสองกว่าๆ รวมเวลาเดินทางได้เจ็ดชั่วโมง

ไปถึงเค้าก็สร้างศาลาจวนจะเสร็จกันแล้ว เราไปทำไมนี่ ! ไปถึงเป็นวันสันทนาการพอดี เลยได้เตะบอลกับเขาด้วย ซึ่งค่ายนี้ วันสันทนาการอยู่วันที่ห้า ปกติค่ายเจ็ดวันนั้นจะอยู่วันที่หก เหตุที่เลื่อนก็เพราะโรงเรียนมีงานปัจฉิมและเลื่อนตามความเหมาะสม
สันทนาการค่ายนี้เป็นค่ายแรกที่เราเล่นกันริมหาดหน้าโรงเรียน เด็กๆก็สนุก ชาวค่ายก็สนุก ชาวบ้านก็สนุก พากันล้มลุกคลุกคลานไปตามๆกัน ทั้งชักเย่อทะเล วิ่งเปี้ยวทะเล วิ่งกระสอบทะเล กินวิบากทะเล อะไรๆก็เป็นทะเลไปหมด เพราะอยู่ในทะเล เกมกีฬาก็เป็นเกมคลาสสิกที่ทุกค่ายต้องนำมาเล่นกัน ผมเองพึ่งมาถึงก็ไปดึงๆๆกับเขาด้วย เป็นบรรยากาศที่หาได้ยากจริงๆ
สำหรับสันทนาการก็สนุกดี แต่ก็ยังขาดตกบกพร่องไปบางอย่าง เพราะว่าคนเป็นสันฯเป็นน้องปีหนึ่ง รู้สึกว่าจะเป็นน้องแหม่มนะ แต่ก็ไม่ได้ไปว่าอะไรน้องเพราะว่าพึ่งเคยเข้ามาทำสันฯ (จนตอนนี้น้องเค้าเป็นประธานค่ายไปแล้ว) ก็โดนพี่ๆว่ากันไปบ้าง โอ๋บ้าง จีบบ้าง แทะบ้าง แต่การแทะของพี่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งระคายเคืองต่อสาวๆอาสาแต่อย่างไร เป็นธรรมดาของพี่ๆ ที่อยากให้น้องทำงานกันอย่างถูกต้อง เป็นการติเพื่อก่อ จริงป่ะ
วันสุดรองสุดท้ายเหลืองานเก็บตก เช่น ทำสะพานไม้ ก็ได้ไปทำกับเขานิดนึง จากนั้นก็ไปอู้ต่อ ได้ไปพายเรือเล่นหลังโรงเรียน ซึ่งเป็นป่าชายเลน ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่เย็นมากๆ ร่มรื่นและเงียบสงบ ปูแสม ปูลม ปูม้า มีให้เห็นทุกปู
สายๆหน่อยก็ได้ไปเล่นน้ำทะเลหน้าโรงเรียน ไปขุดหอยตลับ ขุดได้หลายตัว พอเอามารวมกับพี่ๆ ก็เลยได้ต้มยำหอยตลับหนึ่งหม้อในวันรุ่งขึ้น เอาเป็นว่าวันนี้อู้ทั้งวัน
ตอนประชุมได้เฉลยเกมคิลเลอร์ เขาเอามาเล่นเป็นครั้งแรก ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเกมคิลเลอร์คืออะไร เพราะตามมาทีหลัง เห็นเขาฮากันก็เนียนฮาไปกับเขาด้วย

เปิดใจคืนนั้น ยาวนานมาก แต่เราก็ไม่ได้หลับ ได้แต่ดูเขาหลับ ค่ายนี้รุ่นพี่มาเยอะ พูดกันปากเปียก ฟังกันหูแฉะไปตามๆกัน แล้วผมก็ได้เล่นกีต้าร์ด้วย เพลงคะนึง ได้เล่นเป็นครั้งแรกในชีวิต ตื่นเต้น มีแป๊กบ้าง ดำน้ำก็ไปรอดซะด้วยตู หลังจากฝึกอยู่บ่อยๆ จากการสอนของพี่เจษ เปิดใจค่ายนี้รู้สึกเราจะพูดถึงแต่เรื่องคณะกรรมการค่ายนะ และก็พูดเรื่องชมรม รู้สึกเห็นใจไอ้ประธานต้า มันเหนื่อย นอนจนเหนื่อย...ไม่ใช่ มันทำงานเหนื่อย ถึงมันจะดูอู้ในสายตาของทุกคน แต่มันก็อู้จริงๆ...อีกแล้ว ล้อเล่น.. ผมเองก็ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรมันเลย น้องปีหนึ่งก็เก่งๆ ทำงานเป็น ชาวค่ายก็แหล่ม..อะไรประมาณนี้แหละ เปิดใจเสร็จ ตีห้า ไก่ขัน ได้นอนสองชั่วโมง
ตื่นมาก็เก็บของเตรียมกลับบ้านเรา ศาลาได้เสร็จเรียบร้อยดี กินข้าว ปิดค่าย เฉลยบัดดี้ ขึ้นรถ ประมาณสิบเอ็ดโมง น้องๆที่โรงเรียน ก็พากันมาส่งพวกเราชาวค่าย ลาแล้วค่ายแห่งท้องทะเล โรงเรียนแห่งกลิ่นอายของน้ำเค็ม และชาวบ้านตาหนึกทุกคนที่ทำให้เราเรียนรู้ว่าของอร่อยและฟรีนั้นมีจริงๆ
แล้วระหว่างทางได้แวะเที่ยวน้ำตกพลิ้วด้วย เขาก็โดดน้ำกัน เราก็กลัวเปียกเลยไม่ได้โดด

ขากลับเนี่ย ใครไปค่ายนี้คงรู้กันดี ของขวัญที่ได้มาจากโรงเรียน ทำคนปลิ้นไปหลายคน อันนี้ต้องขอสงวนสิขสิทธิ์ไว้ให้รู้กันแค่ชาวค่ายแล้วกัน แล้วพวกเราชาวค่ายก็มาถึงมอประมาณสองทุ่มกว่าๆ เอาเป็นว่า ค่ายซัมเมอร์นี้ก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ประทับใจทั้งผู้ได้และผู้ให้ ความทรงจำทั้งหมดยังมีอยู่ในหัวใจชาวค่ายทุกคน และหวังว่าสักวันหนึ่ง พวกเราคงได้มีโอกาสมาเยือนที่บ้านตาหนึกแห่งนี้อีกครั้ง