ต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชนไทย

 

                                  

   

   

  “เด็กเดี๋ยวนี้   ไม่ค่อยจะสนใจเรียน   ต้องดุต้องตี   จึงจะได้ผล”

 

       “ที่ห้องมีเด็กขี้เกียจหลายคน   ให้งานแล้วไม่รับผิดชอบ   บอกก็แล้ว  พูดดีก็แล้ว   ก็ยังไม่ทำงานมาส่ง”

 

     “จะให้ใจดีกับเด็กโดยไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ตี  คงใช้ไม่ได้กับเด็กที่นี่   เพราะขนาดทั้งดุ ทั้งด่า ทั้งตี  ยังไม่ค่อยจะได้เรื่อง”

 

 

  

     “คุณครู  ถ้าลูกดื้อก็ตีได้เลย   ขออย่าให้ตีถึงตาบอดแค่นั้นก็พอ”

 

                               

 

 

         ครับ   ลักษณะของคำพูดข้างต้น   ผมได้ยินได้ฟังมามากครับ   แทบที่จะเรียกได้ว่าเป็นส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ  สำหรับวิธีคิดในการอบรมเลี้ยงดูลูก  และ  ลูกศิษย์

 

        เป็นวิธีคิดที่มาจากความเชื่อที่ว่า  “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”  ที่แทบจะฝังอยู่ในสายเลือดของหลายๆคน  ที่ใช้ในการอบรมเลี้ยงดู   และ    ไม่เชื่อว่าจะมีวิธีการที่ดีไปกว่านี้

 

 

        ผศ.ดร.สมบัติ  ตาปัญญา    บอกว่าครอบครัวไทยส่วนใหญ่  ขาดความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงดูลูกอย่างมาก  เมื่อประกอบกับกระแสบริโภคนิยม  ยิ่งทำให้เรื่องการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ยุคนี้ น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น   วิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่หลายคน ทำไปตามความเข้าใจของตนเองหรือตามประสบการณ์ที่ได้รับมาในวัยเด็ก ซึ่งหลายคนโชคร้ายได้รับการเลี่ยงดูที่ไม่ถูกต้อง แต่หลงเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด  เพราะไม่เคยรู้วิธีอื่นๆ ก็เลยใช้วิธีเดียวกันนี้กับลูกของตน  เป็นการสืบทอดความผิดพลาดไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว

 

 

    

       ในกรณีของคุณครูที่ชอบใช้ความรุนแรง   ผมเคยอ่านพบบทความนานมาแล้ว บอกว่า  คุณครูส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเรียนมาอย่างไร  เรียนสูงขนาดไหน   มักจะไม่ใช้วิธีการที่ตัวเองเรียนมา    แต่กลับไปใช้วิธีการที่ตัวเองเคยถูกครูของตัวเองในตอนที่ตัวเองเป็นนักเรียนกระทำมา    นั่นคือ   ถ้าตอนที่ตัวเองเป็นเด็กนักเรียนแล้วถูกครูดุ ครูด่า  ครูตี   ครูลงโทษ   เมื่อตัวเองเป็นครู  ก็นำวิธีการดังกล่าวมาใช้กับลูกศิษย์ของตัวเอง   โดยไม่สนใจตำรับตำราทางจิตวิทยา  หรือบางทีก็มักอ้างว่าเป็นของตะวันตก  ไม่เหมาะกับสังคมไทย  ว่าไปนั่น

 

        นายแพทย์สุริยเดว  ทรีปาตี  บอกว่าการที่จะพัฒนาเด็กแต่ละคน  ต้องพัฒนาเขาที่  “ต้นทุนชีวิต”   ต้นทุนชีวิต เป็นเรื่องดีๆ ที่เพิ่มกันได้    เด็กที่มีปัญหาในเรื่องต่างๆ  ทั้งเรื่องการเรียน ความไม่รับผิดชอบ   เรื่องเพศ  อบายมุข   เกม   ล้วนแล้วแต่มาจากสาเหตุหลัก คือ ต้นทุนชีวิตไม่แข็งแรง   จะแก้ปัญหา หรือ พัฒนาเด็กพวกนี้  ต้องสร้างต้นทุนชีวิตเขาให้แข็งแรง

 

 

        ต้นทุนชีวิตของเด็กแต่ละคน แบ่งเป็น 2  หมวด 5   พลัง

 

         1.  หมวดต้นทุนชีวิตภายใน (Internal Assets)

 

              1.1  พลังตัวตน  มาจากการหล่อหลอมของ

ครอบครัวและสถาบันการศึกษา

 

         2.  หมวดต้นทุนชีวิตภายนอก(External Assets)  ประกอบด้วย

 

             2.1   พลังครอบครัว   พลังครอบครัวจะเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันชีวิต  ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง

 

             2.2  พลังสร้างปัญญา  อยู่ในช่วงวัยเรียน

 

             2.3  พลังเพื่อนและกิจกรรม  เป็นพลังที่สำคัญมาก

ในช่วงวัยรุ่น

 

            2.4  พลังชุมชน  ที่สำคัญ คือ จิตอาสา

 

          คุณหมอสุริยเดวบอกว่าวิธีการที่จะสร้างต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชน   เริ่มต้นด้วย  “การจับถูก”  และ   “เรียนรู้ที่จะใช้วินัยเชิงบวก”

 

 

       

       ครับ ก็ขอฝากทั้งพ่อแม่และคุณครู   มาช่วยกันพัฒนาและแก้ปัญหาเด็กด้วยการช่วยกันเพิ่มต้นทุนชีวิตให้เด็กกันนะครับ เพื่อให้เขาพัฒนาเติบโตไปด้วยความเข้มแข็ง ทั้งร่างกาย จิตใจ  และ สติปัญญา   ด้วยการ  จับถูก   และ   วินัยเชิงบวก

 

 

        เด็กมีปัญหา ทั้งเรื่องการเรียน  และ ด้านนิสัยส่วนตัว  เพราะต้นทุนชีวิตเขาต่ำครับ   วิธีแก้ต้องแก้ที่การเพิ่มต้นทุนชีวิต    ไม่ใช่ยิ่งต้นทุนชีวิตเขาต่ำอยู่แล้ว   ยิ่งไปดุไปด่าไปตี ให้ต้นทุนชีวิตเขาต้องลดน้อยถอยลงให้ต้นทุนชีวิตของเขายิ่งต่ำจมดิ่งลงไปอีก   ก็มีแต่ยิ่งแย่ลงครับ

 

                                

 

         ทั้งพ่อแม่และคุณครูมาเปลี่ยนความเชื่อและมุมมองในการแก้ปัญหาและพัฒนาเด็กกันเสียใหม่ดีกว่านะครับ   ด้วยการ "จับถูก" และ "วินัยเชิงบวก"  เพื่อสร้างต้นทุนชีวิตให้แข็งแรงและมั่นคง

 

                                 

 

                                 ก่อนที่จะสายเกินไป