กลยุทธ์ธุรกิจ “กรณีศึกษา บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)”
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย บริษัท จำกัด (มหาชน) หรือที่เรียกว่า “ปูนใหญ่” เป็นบริษัทระดับต้น ๆ แต่เมื่อประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจหลังการลดค่าเงินบาทก็ทำให้บริษัทต้องมีการปรับแผนโครงสร้างในการทำงานซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อต้นปี 2542 ที่ผ่านมา เป็นการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจเกิดความชัดเจนในด้านการลงทุนและการขยายตัวพร้อมกับตัดขายธุรกิจที่ไม่ถนัด หลังจากประสบปัญหาการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลการดำเนินงานของบางกิจการ
โดยการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ ได้ว่าจ้างบริษัท แมคคินซี แอนด์ คอมพานี อิงค์ จำกัด จากประเทศสหรัฐอเมริกาให้เป็นที่ปรึกษาในการปรับโครงสร้าง โดยมีเชส แมนฮัตตัน เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงินร่วมกับดอยซ์แบงก์
ผลสรุปของการศึกษาทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตของเครือซิเมนต์ไทยนั้น จะให้ความสำคัญมีอยู่ 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจปูนซิเมนต์ ธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจเยื่อกระดาษ เนื่องจากธุรกิจทั้งสามมีศักยภาพในการขยายการลงทุนได้ในอนาคต เพราะเป็นธุรกิจที่เครือซิเมนต์ไทยมีความชำนาญและสามารถรองรับการแข่งขัน
ธุรกิจทั้ง 3 ข้างต้นของเครือซิเมนต์ไทยเป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำรายได้หลัก โดยมีรยได้มากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าการปรับโครงสร้างในครั้งนี้จะสามารถลดสัดส่วนหนี้สินต่อทุนได้เป็น 1.5 – 2 เท่า ภายใน 4 ปี จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน 4 – 5 เท่า ต่อ 1 โดยเครือซิเมนต์ไทยมีหนี้สินทั้งสิ้น 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา
ในบรรดาบริษัทที่ตกเป็นเหยื่อวิกฤตเศรษฐกิจหลังการลดค่าเงินบาทบริษัทที่สร้างความผิดหวังให้ประชาชนคนไทยมากที่สุดก็คือ บริษัทปูนซิเมนไทย หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ปูนใหญ่”นั้น
ในระดับโลกปูนซิเมนต์ไทยเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่บริษัทไทยเท่านั้นที่ฮาร์วาร์ด บิสสิเนส สคูล ยกคณะเดินทางมาศึกษาเพื่อกลับไปเขียน Case Study (อีกสองบริษัทคือธนาคารกสิกรไทยและกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์)
หากเป็นบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา ปูนซิเมนต์ไทยก็คงจะเปรียบเทียบได้กับเยอเนอ รัล อีเล็คทริก (GE) เป็นบริษัทที่อยู่ในทำเนียบThailand’s Most Admired Corporation เป็น Blue Chip ในหมู่ Blue Chip ด้วยกัน หุ้นปูนซิเมนต์ไทยเป็นหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนต่างชาติต้องมีการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาที่เป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ และหุ้นปูนซิเมนต์ไทยมีลักษณะเหมือนกับหุ้นของบริษัทเบอร์กไซด์แฮเทอเวย์ ของวอร์เรน บัฟเฟท อภิมหาเศรษฐีโลกยอดนักลงทุนระดับโลกของอเมริกา ซึ่งไม่แตกหุ้นเหมือนกัน เพราะต้องการให้ผู้ลงทุนเป็นนักลงทุนระยะยาวส่วนนักลงทุนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนรายย่อยมักไม่สนใจหุ้นปูนใหญ่เท่าใดนัก เพราะเป็นหุ้นที่มีราคาสูงมากในช่วงหนึ่ง ขนาดแตกพาร์แล้วราคาหุ้นปูนใหญ่ก็ยังพุ่งสูงเป็นพันบาทเลยทีเดียว
สาเหตุที่นักลงทุนเชื่อมั่นในบริษัทปูนซิเมนต์ไทยนั้นก็เพราะปูนใหญ่เป็นบริษัทอุตสาหกรรมที่มีการผลิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่บริษัทที่ทำมาหากินกับฟองสบู่เฉกเช่นบริษัทในยุคฟองสบู่ อีกประการหนึ่งก็เป็นเพราะบริษัทปูนซิเมนต์ไทยเป็นองค์กรแห่งมืออาชีพ ผู้นำมีวิสัยทัศน์และบุคลากรอื่น ๆ ก้ได้รับการศึกษาดีและมีการฝึกอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่องบริษัทนี้มีวัฒนธรรมการรับสมัครพนักงานอยู่ว่าขุรับสมัครผู้ที่จบปริญญาตรีที่จบด้วยเกรด 2.7 ขึ้นไป มีข้อยกเว้นเฉพาะบัณฑิตสาขาวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้นที่จบด้วยเกรดต่ำกว่านี้ได้ เพราะช่วงก่อนหน้านี้นั้นบัณฑิตสาขานี้ขาดแคลน
ดังนั้นหากไปสำรวจบุคลากรของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยจะพบว่ามีบัณฑิตเกียรตินิยมเดินกันให้ขวักไขว่อยู่เป็นจำนวนมาก และสิ่งสำคัญที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทยทำคือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในการเลือกผู้นำองค์กร จากผู้นำองค์กรที่เป็นสายช่างโดยเฉพาะ กลับเปลี่ยนมาเป็นชุมพล ณ ลำเลียง ซึ่งเป็นการแหวกประเพณีเดิม อย่างไรก็ตามด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ชุมพลเหมาะที่จะเป็นผู้บริหารปูนซิเมนต์ไทยเพราะเขาเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทางการเงินอย่างหาตัวจัดได้ยาก การบริหารปูนิเมนต์ไทยในช่วงที่การบริหารการเงินมีความสำคัญอย่างมากจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ดังนั้นในสมัยที่ชุมพล เป็นผู้บริหารนั้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทยมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยดูผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นหลัก จากการดำเนินกลยุทธ์อย่างระมัดระวังในยุคสมัยที่ผ่านมา แต่ทว่าพอประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจเพราะค่าเงินบานที่ตกไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ นั้นส่งผลให้หนี้สินเพิ่มขึ้นมหาศาล ในช่วยทศวรรษ 2530 ที่ผ่านมา
ทางออกเดียวของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยนั้นก็คือต้องทำการ Refocus ธุรกิจ โดยเลือกธุรกิจที่มีคุณภาพในการเติบโตในอนาคต คือ ธุรกิจปูนซิเมนต์, ปิโตรเคมี และธุรกิจเยื่อกระดาษ และจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้นใหม่อีก 6 บริษัท เพื่อความคล่องตัวในการบริหาร แก้ปัญหาการอุ้ยอ้ายในการตัดสินใจขององค์กรขนาดใหญ่
ธุรกิจที่เหลือปูนซิเมนต์ไทยจะหาทางลดสัดส่วนการถือหุ้นลงไปโดยการขายหุ้นให้ต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม ข้อน่าสังเกตจากการ Refocus ธุรกิจของปูนซิเมนต์ไทยครั้งนี้อาจจะมีอุปสรรคมากพอสมควร เนื่องจากธุรกิจหลักมีอัตราการเติบโตต่ำและกำลังเข้าสู่ห้วงของ Maturity อีก ทั้งยังเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ AFTA มีผลในทางปฏิบัติ ธุรกิจหลักทั้งสามอาจไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่น่าพิจารณาก็คือหากคู่แข่งอย่างปูนทีพีไอถูกเทคโอเวอร์โดยต่างชาติ จะทำให้การแข่งขันกับปูนซิเมนต์ไทยดุเดือดยิ่งขึ้นไปอีก
คุณครูบั๊มพ์คะ
สถานการณ์ปัจจุบันของบริษัทเป็นอย่าไรบ้างคะ อยากอ่านต่อ
"เรื่องใหญ่ๆ ของ ปูน"...ที่อาจจะ..ไม่ร้อนเพียงแค่ท้อง
บทความดีจัง..
..ชมได้มั๊ยเนี่ย