พิสูจน์สัญชาติกับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
นัน ภู่โพธิ์เกตุ
คงฟังดูตลกหากจะบอกว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงาน เพราะว่ามันช่างฟังดูผกผันกับการว่างงานที่ถีบตัวสูงขึ้นทุกวัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงยังมีงานบางอย่างที่คนไทยไม่อยากทำ เช่นงานอุตสาหกรรมอาหารทะเล ที่แรงงานต้องยืนแกะเปลือกกุ้งจนมือเปื่อย หรืออาชีพคนรับใช้ในบ้านที่ต้องจับเจ่าอยู่ในบ้านทั้งวัน แรงงานข้ามชาติจึงเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในธุรกิจที่คนไทยเบือนหน้าหนี แต่ถึงจะขออนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สถานะบุคคลของพวกเขาก็ยังคงเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและรอการส่งกลับเช่นเดิม
นั่นเป็นเหตุให้ฉันดีใจเมื่อทราบว่าข่าวรัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ เพื่อให้พวกเขามีสถานะเป็นผู้เข้าเมืองเพื่อทำงานอย่างถูกกฏหมาย เมื่อผ่านกระบวนการแล้ว แรงงานข้ามชาติจะได้รับหนังสือเดินทางจากรัฐกำเนิด และได้รับวีซ่าทำงานจากรัฐบาลไทย พวกเขาจะสามารถเดินทางภายในประเทศไทยได้อย่างอิสระ สามารถขอรับใบอนุญาตขับขี่ เข้าสู่ระบบประกันสุขภาพได้อย่างถ้วนหน้า และได้รับสิทธิ์อีกหลายอย่างที่เคยถูกจำกัด แต่น่าแปลกใจที่เพื่อนแรงงานข้ามชาติหลายคนไม่ได้ดีใจไปกับฉันด้วย
“เราเหมือนกระต่ายที่กระโดดข้ามกำแพงมา ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเมตตาหรือจะส่งให้เราให้เสือให้หมีกิน” พี่ชายชาวไทใหญ่เปรยขึ้นกับฉันเมื่อถามว่าเขาเข้ารับพิสูจน์สัญชาติหรือยัง อย่างที่รู้กันว่ามีประชาชนจากประเทศพม่าจำนวนไม่น้อยที่หลบลี้การสู้รบเข้ามาขายแรงในประเทศไทย การเดินทางกลับแผ่นดินเกิดอีกครั้งเพื่อรับการพิสูจน์สัญชาติจึงไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้ากองไฟ จนเพื่อนหลายคนยืนยันว่าจะไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ โดยเด็ดขาด...
ถึงแม้รัฐบาลไทยจะได้มีการเจรจาให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติในไทย อย่างประเทศกัมพูชาและลาวทำ แต่คำตอบของรัฐบาลทหารพม่าคือกฎหมายของพม่าไม่อนุญาตให้ข้าราชการปฏิบัติราชการนอกประเทศ นั่นทำให้แรงงานประหวั่นวิตกความเอาแน่ไม่ได้ของรัฐบาลทหาร และถึงแม้ทางการพม่าจะมาตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติในไทยจริง แต่เพื่อนแรงงานหลายคนก็ยังคงไม่กล้าไป เพราะเจ้าหน้าที่ในศูนย์นั้นก็เป็นคนของทางการพม่าที่พวกเขาหวาดกลัวอยู่ดี
เพื่อนแรงงานจากประเทศพม่าคนหนึ่งเล่าว่าเหตุผลที่เธอแกล้งกรอกข้อมูลเท็จในการพิสูจน์สัญชาติเพราะกลัวว่าจะถูกทางการรีดไถครอบครัวที่อยู่ในพม่า ถึงแม้จะไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่าครอบครัวของแรงงานข้ามชาติจากพม่าที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วจะได้รับอันตรายหรือถูกรีดนาทาเร้นจากรัฐบาลทหาร แต่ข้อมูลที่ฉันได้ฟังจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้แห่งหนึ่งบอกว่ามีครอบครัวของผู้ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วครอบครัวหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินภาษีมากกว่าครอบครัวอื่น ถึงแม้จะมีผู้ถูกกระทำเพียงแค่ครอบครัวเดียว แต่ก็สามารถสั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของแรงงานที่คิดจะเข้าสู่ระบบพิสูจน์สัญชาติ อย่างเช่นที่เพื่อนสาวคนนี้บอกกับฉันก่อนจากกันว่า “ฉันกลัวว่ารัฐบาลทหารจะอดเปรี้ยวไว้กินหวาน หลังจากผ่านกระบวนการแล้วใครจะรับรองได้”
จากข้อกำหนดที่ว่าแรงงานข้ามชาติที่จะทำงานในเมืองไทยทุกคนจะต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติจึงจะได้รับการอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แรงงานข้ามชาติจึงจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบไม่ว่าจะหวาดกลัวแค่ไหนก็ตาม หลายคนจึงกรอกข้อมูลเท็จในใบขอรับการพิสูจน์สัญชาติ เพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเข้าสู่ระบบการพิสูจน์สัญชาติและได้รับการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรต่อไป และถึงแม้พวกเขาจะรู้แก่ใจว่าจะไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ หลายคนก็ยังยืนยันที่จะลักลอบเข้าประเทศไทยอีกครั้ง แล้วปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่รัฐบาลพยายามแก้ก็จะวนซ้ำกลับมาอีก
ล่วงเลยถึงวันที่มีคำสั่งตั้งศูนย์เฉพาะกิจปราบปราม จับกุม และดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงาน โดยไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติฉันนั่งถามตัวเองอยู่เงียบ ๆ ว่ารัฐบาลแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติที่ต้นเหตุแล้วหรือ คนจำนวนมากที่ไม่เข้ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติจากความกลัวที่มีมูล รวมถึงคนที่ไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติเมื่อกระบวนการสิ้นสุด พวกเขากำลังจะถูกส่งกลับไปยังบ้านที่เขาไม่อาจอาศัย
คำตอบอยู่ที่ไหนกัน...