ลงพื้นที่บ่อนไก่-คลองเตย(ตอนที่ 1)
วันที่ 25 มิถุนายน 2553
วันนี้คุณพ.มารับดิฉันไปลงพื้นที่บ่อนไก่ด้วยกัน โดยมีคุณศ.นัดว่าจะไปรอพบเราที่หน้าชุมชนบ่อนไก่ คุณพ.เกิดและอาศัยอยู่ที่บ่อนไก่มายาวนาน ก่อนที่ครอบครัวของเธอจะย้ายมาอยู่ที่พระโขนง แต่ก็ยังมีญาติอีกหลายคนซึ่งยังตั้งรกรากอยู่ที่บ่อนไก่นั้น
เราลงทางด่วนเอกมัย-รามอินทราที่ซอยสุขุมวิท 50 แล้วขับรถมาทางพระโขนงเพื่อเข้าถนนพระราม 4 เดิมดิฉันคิดว่า อยากเดินเท้าจากสามย่านไปจนถึงคลองเตย สอบถามพูดคุยกับผู้คนไปเรื่อยๆ แต่ก็ได้บอกคุณพ.ว่า เราไม่ได้ไปเพื่อเดิน แต่ไปเพื่อเปิดใจรับฟังผู้คน เพื่อความเข้าใจของเราเอง และเพื่อจะได้คลี่เหตุการณ์ต่างๆ ออกมาโดยหวังเป็นส่วนหนึ่งของการสมานรอยร้าวระหว่างผู้คนได้บ้าง เพราะเราไม่ใช่คนฝ่ายใดสีใด เราเป็นเพียงคนเล็กคนน้อยที่มีใจเป็นอิสระ และห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์เท่านั้น ซึ่งเราอาจเริ่มจากการสำรวจพื้นที่กว้างๆ ก่อนเพื่อให้เห็นภาพรวมก็ได้ เพื่อที่เมื่อเราลงไปคุยกับผู้คนในแต่ละจุดที่อยู่ในภาพย่อย เราจะได้เข้าใจพวกเขามากขึ้น
คุณพ.ได้เริ่มเล่าเรื่องพื้นที่กว้างๆ ให้ดิฉันฟัง เธอบอกว่าบนถนนสุขุมวิทนี้ ทางขวามือนับตั้งแต่สุขุมวิท 71(ซอยปรีดี พนมยงค์) ไปจนซอยนานา เป็นที่ดินละแวกผู้ดีเก่า ราชนิกูล ขุนนาง ข้าราชการ ปัจจุบันจึงกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยราคาแพง เป็นคอนโดหรูของชาวต่างประเทศจำนวนมาก ฝั่งซ้ายมือของถนนสุขุมวิทไปจนจรดถนนพระรามที่ 4 เดิมมักเป็นที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไล่ลงไปจนถึงหัวลำโพง เธอบอกว่า ให้เช็คข้อมูลพวกนี้อีกที เพราะเป็นข้อมูลที่เธอรู้มาจากพ่อ ซึ่งพ่อเธอก็เสียชีวิตไปแล้ว
เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนพระรามที่ 4 ฝั่งขวามือเป็นพื้นที่ซึ่งไปจรดถนนสุขุมวิท ฝั่งซ้ายมือเป็นพื้นที่ซึ่งไปจรดถนนทางรถไฟสายเก่า เธอบอกดิฉันว่า “หนูจะพาพี่ไปเส้นพระรามสี่ก่อน ไปจนถึงช่อง 3 ที่ถูกเสื้อแดงเผา แล้วค่อยเข้าทางรถไฟสายเก่า เพราะสมัยก่อนเส้นทางรถไฟสายเก่าเป็นเส้นย่านการค้าเก่าแก่ แต่พอถนนพระราม 4 ขยาย การค้าก็ซบเซา พอผ่านหน้าช่อง 3 ดิฉันก็อุทานว่า “อ๋อ..เข้าใจแล้ว เขาเผากันตรงไหน” เมื่อนึกเทียบกับคลิปที่หาดูได้ทางอินเตอร์เน็ต
พอคุณพ.เลี้ยวเข้าถนนทางรถไฟสายเก่า ก็ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนอดีต บ้านเรือนแถวไม้เก่าๆ ยังมีอยู่มาก แม้จะมีบางส่วนปรับปรุงเป็นตึกแถวไปบ้างแล้ว คุณพ.เล่าว่า เขตคลองเตยเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยชุมชนแออัด แต่ก็เป็นทำเลทองด้วยในเวลาเดียวกัน ดิฉันนึกถึง ความขัดแย้งในตลาดคลองเตยที่ถึงเลือดถึงเนื้อในปี 2551 ผู้ค้าในตลาดที่ต่อต้านสัญญาไม่เป็นธรรมตายไป 2 คนและบาดเจ็บร้อยกว่าคน และยังไม่รู้จะจบอย่างไร เพราะเป็นการสมประโยชน์ระหว่างการท่าเรือฯ คนมีสี และมีอิทธิพลของนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่คุณพ.บอกว่า ผลประโยชน์ใหญ่ยังมากกว่านั้น คือ เป็นเรื่องพื้นที่นับพันๆ ไร่ของการท่าเรือ ซึ่งมีการเตรียมทำโครงการใหญ่ตั้งแต่สมัยทักษิณยังเป็นนายกฯ ดิฉันจึงบอกเธอว่า “ไปพบคุณศ.ก่อน แล้วรับเธอมาตระเวนพื้นที่รวมๆ ด้วยกันจะดีกว่า แล้วค่อยลงไปคุยกับคนในพื้นที่อีกที เพราะเธอรอเราอยู่”
คุณศ.คงรอเราอยู่นานพอสมควร เพราะเธอหยุดทานข้าวขาหมูจนอิ่มแล้ว จึงมารอเราอยู่ที่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ เนื่องจากคุณพ.อาศัยอยู่ที่นี่มานาน เธอจึงรู้จักมักคุ้นกับร้านค้าในละแวกนี้เป็นอย่างดี เราขับรถเลยคุณศ.ไป เพื่อเอารถเข้าไปจอดในแฟลต ระหว่างทางเดินออกมาเธอหยุดไหว้ชายชราคนหนึ่ง ดิฉันจึงไหว้ตาม เธอบอกว่า นี่คือช่างตัดผมที่ตัดประจำให้พ่อของเธอ เมื่อพ่อเธอเสียชีวิตแล้ว เธอจึงมาตัดผมกับคุณลุงคนนี้ตามรอยพ่อ ดิฉันถามเธอว่า “เดี๋ยวเรามาคุยกับอาแปะคนนี้ได้ไหม” เธอว่า “ได้ พี่จะคุยกับใครแถวนี้ ก็ได้ทั้งนั้น ส่วนใหญ่หนูรู้จัก” เมื่อเราไปพบคุณศ.ซึ่งนั่งรอเราอยู่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ ดิฉันจึงชวนทั้งคุณศ.และคุณพ.ไปร้านข้าวขาหมูริมถนนนั้น เพราะนึกอยากกินตั้งแต่คุยโทรศัพท์กับคุณศ.เธอแล้ว พร้อมทั้งเล่าแผนการเดินทางให้เธอฟัง ว่าดิฉันอยากให้เธอเห็นภาพรวมก่อน ดิฉันว่าน่าสนใจดี ร้านข้าวขาหมูที่เราไปนั่งทานอาหาร ขายราดหน้าด้วย ตอนแรกเราคิดว่าจะรีบกินรีบไป แต่เนื่องจากคุณพ.รู้จักกับเจ้าของร้าน และหน้าร้านก็เป็นจุดปะทะระหว่างเสื้อแดงกับทหารด้วย คุณพ.จึงถามไถ่ความเป็นมาเป็นไป
อาซ้อเจ้าของร้าน นั่งลงแล้วคุยยาวกับพวกเรา เธอเล่าว่า คนเสื้อแดงเริ่มมาปิดถนนสายนี้ ตั้งแต่ตี 2 ของคืนวันที่ 13 โดยการเอารถแท็กซี่มาจอดปิดถนน และขนยางรถยนต์มากอง เธอไม่สบายใจนัก แต่ข้าวของซื้อไว้หมดแล้ว เตรียมไว้แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องขาย จึงเปิดร้านตามปกติ เหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนเสื้อแดงออกไปยั่วยุทหาร ไปเต้นกลางถนน ไปร้องด่า เอาขวดระเบิดเพลิงปาไป จุดตะไลยิงใส่ทหาร ชาวบ้านพยายามออกไปขอร้องให้ไปทะเลาะกันที่อื่น แต่คนเสื้อแดงอ้างว่า พวกเขาเข้าพื้นที่ไม่ได้ ทหารไล่เขามา เขาจึงต้องมาขับไล่ทหารออกไปจากจุดนี้ ต่อมาทหารก็เริ่มยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ ฝ่ายเสื้อแดงก็ยิงไป ทหารก็ยิงมา ไม่รู้ใครยิงใครด้วยอะไร เสียงดังมาก และทรัพย์สินของร้านเริ่มเสียหาย ตู้แตก อาซ้อจึงรีบปิดร้าน แล้วแอบดูเหตุการณ์ทางช่องประตูเหล็กแทน ตกลงอาหารที่เตรียมไว้ทั้งหมดในวันนั้น แทบขายไม่ได้เลย เพราะเหตุการณ์วุ่นวายและตอนเที่ยงก็ต้องปิดร้านเสียแล้ว
คนเสื้อแดงได้เผายางควันเข้ามาในร้านเต็มไปหมด เธอแอบดูเห็นพวกเขาติดต่อกันผ่านวิทยุสื่อสาร ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ และเหตุการณ์ก็ไม่มีทีท่าจะสงบลงแต่อย่างใด ทั้งยังดูจะรุนแรงขึ้นตามลำดับด้วย เธอเฝ้าดูความเป็นไปด้วยความระทึกขวัญ เธอเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงวิทยุติดต่อกับพรรคพวก ประสานงานกัน เธอรู้สึกกลัวมาก เธอและครอบครัวจึงเก็บของที่จำเป็นจริงๆ เพื่อที่จะหาช่องทางที่จะอพยพไปอยู่ที่อื่นก่อน อย่างน้อยก็สักช่วงเวลาหนึ่ง มันเป็นภาวะอกสั่นขวัญแขวนอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน หลังจากนั้นก็ไปอยู่ที่อื่นจนการชุมนุมยุติ ซึ่งเธอก็ยังโชคดีที่ร้านไม่ได้ถูกเผา แต่ถึงกระนั้นก็ต้องทำความสะอาดอยู่หลายวัน เพราะควันจากยางรถยนต์ที่เผาเข้ามาจับพื้นผิวต่างๆ ในร้านเต็มไปหมด และทำความสะอาดยากมาก
เราถามเธอถึงเรื่องที่มีการร่วมกันทำความสะอาดครั้งใหญ่ ว่าชาวบ้านได้ออกไปร่วมกันทำไหม เธอตอบว่า ที่แถวนี้มันหนักมาก กทม.ต้องเอาสารเคมีมาฉีด ต้องเอายางมาเทถนนใหม่ ความเสียหายของพื้นถนนเกินกว่าที่จะขัดล้าง ส่วนชาวบ้าน ต่างคนต่างก็ต้องขัดล้าง บ้านใครบ้านมัน
ระหว่างที่เรากำลังคุยกันนั้น ลูกค้าคนหนึ่ง คุณผู้ชายโต๊ะข้างๆ อายุระหว่าง 55-60 ปีดูจะสนใจการสนทนาของโต๊ะเรามาก ดิฉันจึงส่งยิ้มให้ บอกพร้อมผายมือไปทางอาซ้อ “สงสัยอะไรก็ถามได้นะคะ นี่คือผู้ถูกผลกระทบตัวจริงอีกคนค่ะ” เขาจึงหันมาร่วมวงสนทนากับเราด้วย โดยบอกกล่าวว่า “ผมสนใจเพราะบ้านผมอยู่หลังวัดปทุมวนาราม คนรู้จักของผมคนหนึ่งเป็นหน่วยกู้ภัยก็เสียชีวิตที่วัดปทุมด้วย ผมว่าเย็นๆ นี้จะเข้าไปที่นั่นสักหน่อย ไปดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร”
พวกเราหูผึ่งขึ้นมาทั้งโต๊ะทันที “อยู่หลังวัดปทุมเลยหรือคะ” “ใช่ครับ แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะที่นั่นเขาเวนคืนไปเมื่อสามเดือนก่อนแล้ว” “เวนคืนหมดเลยหรือคะแถวชุมชนหลังวัดปทุม” “ครับ ปูนซิเมนต์ไทย เขาจะใช้ที่” “ก็ต้องหาที่อยู่ใหม่สิคะ” “ผมมีแฟลตแถวนั้นอยู่แล้ว แต่ที่หลังวัดปทุมผมมีบ้านเช่า 100 กว่าหลัง” พวกเราอึ้งกันไปครู่หนึ่ง “นี่เรากำลังคุยอยู่กับมหาเศรษฐีหรือเปล่าคะนี่ แสดงว่าได้ค่าเวนคืนมหาศาลสิคะ” “ได้หลังละแสนครับ”
คุณศ.ถามขึ้นอย่างแปลกใจ “ทำไมเขาให้น้อยจัง ที่ใจกลางเมืองขนาดนี้คนอยู่เดิมแทบไม่ได้อะไร” “ก็ไม่น้อยนะครับ ได้มาสิบกว่าล้าน” จากการสนทนาต่อไป เราจึงได้รู้ว่า ที่ว่าเป็นบ้านเช่านั้น ก็คือบ้านเช่าแบบเล็กๆ ง่ายๆ พื้นที่ประมาณ 3x3 เมตร หรือ 3x4 เมตรเท่านั้น คุณผู้ชายคนนี้ถือกรรมสิทธิ์เช่าที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แปลงหนึ่ง จึงนำมาปลูกเป็นบ้านให้เช่า มีสองชั้น ตั้งแต่เกือบสามสิบปีก่อน บ้านสร้างช่วงแรกๆ ใช้ฝาเป็นไม้ ต่อมาไม้ขาดแคลนก็ใช้ฝ้าเป็นฝาแทน ให้เช่าในอัตราเดือนละพันกว่าบาท ในพื้นที่ตาบอด มีเพียงทางเดินแคบๆ ระหว่างบ้านแต่ละหลังเท่านั้น ส่วนค่าเวนคืนนั้นได้ต่อห้อง บ้าน 1 หลังมี 2 ชั้น จึงได้ 2 แสน และ 100 กว่าหลังที่ว่า ก็คือ100 กว่าห้อง หรือ 50 กว่าหลังนั่นเอง
“อยู่หลังวัดปทุม ใกล้ชิดเหตุการณ์ พอเล่าอะไรได้บ้างไหมคะ” ดิฉันถามต่อ “ผมไม่รู้อะไรหรอก เพราะตอนเกิดเรื่องผมอยู่ต่างจังหวัด นี่ผมเพิ่งกลับมา ก็ว่าเย็นนี้จะเข้าไปดูสักหน่อย” “หลังวัดปทุมฯ มีคนอยู่มากไหมคะ” “ตอนนี้ไม่มากแล้วครับ ส่วนใหญ่ย้ายออกไปกันแล้ว เพราะเวนคืนมา 3 เดือนแล้ว”
“เส้นคลองแสนแสบนี้ หนูนั่งเรือประจำเลยค่ะ ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ บ้านที่ยื่นออกมากลางน้ำมีไทรโศกอยู่ ยังอยู่ไหมคะ เป็นของวังเพชรบูรณ์หรือเปล่าคะ” คุณพ.ถามขึ้นเพราะเห็นเขาเป็นคนในพื้นที่ใกล้เคียง และเป็นคำถามที่ทำให้เรื่องราวอีกมากมายได้ออกจากปากคุณผู้ชายคนนี้ “ไม่ใช่ของวังเพชรบูรณ์หรอกครับ วังเพชรบูรณ์ไม่มีที่สร้างยื่นลงไปในน้ำ ผมรู้จักวังเพชรบูรณ์ดี เพราะผมนี่แหละที่เป็นคนไปปรับที่ดินตอนสมัยรื้อวังเพชรบูรณ์เอาไปสร้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ สมัยก่อนยังไม่เป็นเซ็นทรัลเวิลด์นะครับ สร้างเป็นเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ก่อน ตอนหลังจึงมาเป็นเซ็นทรัลเวิลด์”
คุยกันไป เราจึงได้รู้ว่าคุณผู้ชายคนนี้เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในปีพ.ศ.2525 เขาได้รับมอบหมายให้เป็นคนเจรจากับชาวชุมชนแออัดหลังวังให้ออกจากพื้นที่ โดยจ่ายค่าทดแทนให้รายละ 7 หมื่นบาท หลังจากนั้นก็เลยตกหน้าเสื่อต้องรับหน้าที่ปรับพื้นที่ให้กลุ่มเตชะไพบูลย์ซึ่งเข้ามาขอเช่าพื้นที่วังเพชรบูรณ์เพื่อทำโครงการเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ดูเหมือนความในใจของคุณผู้ชายคนนี้จะเป็นเรื่องของการปรับพื้นที่วังเพชรบูรณ์มาเป็นศูนย์การค้านี่เอง เพราะแม้ภรรยาและบุตรสาวจะเร่งรัดด้วยมีภาระกิจอื่นรออยู่ข้างหน้า แต่เขาก็ยังอยากเล่าเรื่องราวของการปรับพื้นที่บริเวณนี้ให้พวกเราฟังก่อน
“การให้คนออกจากพื้นที่ไม่ยาก สมัยนั้น 7 หมื่นบาท ทำอะไรได้เยอะ หาที่อยู่ใหม่ได้ แต่ที่ดินปรับยาก เพราะเป็นสระเก่าใหญ่มาก และมีภูเขาดินที่ภายในภูเขา มีเสาและศาลอยู่ เกรดดินไปจะไปเจอเสาพุ่งโผล่ออกมา หรือไม่ก็เจอชิ้นส่วนไม้อยู่ข้างในภูเขาดินอีกที ส่วนของสระเก่าตื้นเขินไปเป็นส่วนมาก มีหญ้าทับถมอยู่ แต่พอขุดเข้าไปแต่ละที มีแต่งูอยู่กันเต็มไปหมด ไม่ได้อยู่กันเป็นร้อยเป็นพันนะครับ อยู่กันเป็นหมื่นเป็นแสนตัว” พวกเราคงทำหน้าอัศจรรย์ใจ เขาจึงอธิบายต่อว่า นึกออกไหมว่า ก้นสระจะมีหญ้าทับถมชุ่มน้ำอยู่ พอเหนือขึ้นมาอีกหน่อยหญ้าที่ทับถมก็แค่พอชื้นๆ ตรงข้างบนจะแห้ง งูมันอยู่ได้เพราะอย่างนี้ แล้วไม่ใช่ชนิดเดียวนะครับ สารพัดชนิดเลย งูเขียวหางไหม้ก็ลำตัวขนาดหัวแม่โป้งผมนี่” เขายื่นมือให้เราดู
“พวกงูเหลือมก็มี ตัวขนาดต้นขาผมนี่แหละ บางทีไปเจอแอ่งแห้งๆ อะไรสักอย่าง ผมก็มานั่งนึกว่ามันเคยเป็นบ่ออะไร ที่ไหนได้ พอเจองูเหลือมก็นั่นแหละใช่เลย มันเคยขดอยู่ในแอ่งโคลน พอโคลนแห้งเลยกลายเป็นบ่อ ขนาดนี้เลยนะครับ”เขากางมือให้ดู ซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกชวนขนลุกไปด้วย “ตอนนั้นมันชวนขนลุกขนพอง แต่มันเป็นงานก็ต้องทำ ก็ต้องเอารถแม็คโครขุดกันไปเรื่อยๆ นอกจากงูสัตว์อื่นๆ ก็มี แต่งูน่ะมากที่สุด อีกเรื่องก็เรื่องเกรดภูเขาดินนี่แหละ พอไปเจอเสาเจอศาลอะไรต่างๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แค่จุดธูปขอขมาลาโทษ แล้ววันรุ่งขึ้นก็ขุดต่อเกรดดินกันต่อ”
ภรรยาของเขาเริ่มสะกิด แต่เขายังขอเล่าต่ออีกหน่อย “คุณเชื่อไหม เราเกรดไป แต่พวกสัตว์ต่างๆ ก็ยังคงทยอยกันมุดดินขึ้นมา จนบางทีเกรดจนเรียบแล้ว ผิวดินแห้งเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว หน้าดินก็ยังแตกออก แล้วตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่ก็ยังมุดจากรอยแตกนั้นขึ้นมา แต่ถูกพวกคนงานจับเอาไปกินกันหมด” เขายังคงทำท่าอยากบอกเล่าต่อไป แต่ภรรยาของเขาสะกิดว่า “ไปกันเถอะ เดี๋ยวติดเที่ยง จะไม่ทัน” เราจึงร่ำลากันแต่เพียงนั้น ท่ามกลางความเสียดายของพวกเราทั้งสามคน ซึ่งหันมาคุยกันว่า นี่ถ้าหากพอรู้จักกันบ้าง และไม่เกรงใจภรรยากับลูกสาวของเขา เราคงขอตามไปลงพื้นที่ที่หลังวัดปทุมวนารามกันบ้าง
เมื่อฟังคุณผู้ชายคนนี้เล่าแล้ว ทำให้ดิฉันนึกถึงที่หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ซึ่งประกาศว่าตนเป็น “คนที่เกิดในวังเพชรบูรณ์ แต่ไปโตที่วังสระปทุม และมีลูกมีเมียที่วังสุโขทัย” ซึ่งเล่าเรื่องราวคล้ายกันนี้แต่เป็นคนละมุมกัน โดยเล่าว่า วังเพชรบูรณ์นั้น เดิมมี “กุฏ” ที่นั่งสมาธิของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งต่อมา “กุฏ” นี้ได้กลายเป็นศาลพระภูมิเจ้าที่ปกปักรักษาวังเพชรบูรณ์ หม่อมถนัดศรีเล่าว่า เรื่องคำสาปแช่งของเจ้าของวังเป็นเรื่องไม่จริง นั่นเป็นแต่เพียงตำนานที่เล่าลือกันเท่านั้น และถ้าหากอาถรรพ์จะมีจริง หม่อมถนัดศรีก็เห็นว่า อาถรรพ์หรืออาเพศนั้นเกิดจากการปรับพื้นที่รื้อถอนทำลายศาลพระภูมิเจ้าที่ของวังเพชรบูรณ์ ไม่ใช่เกิดจากอะไรอย่างอื่น
เรื่องที่หม่อมราชวงศ์ถนัดศรีเล่านี้ ดิฉันอ่านจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ออนไลน์(เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553) หม่อมถนัดศรี เป็นลูกพี่ลูกน้องของพระองค์เจ้าหญิงสุทธสิริโสภา พระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย เจ้าของวังเพชรบูรณ์ นอกจากเป็นญาติยังเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์และจัดการมรดกให้พระองค์เจ้าหญิงสุทธสิริโสภาอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ หม่อมถนัดศรีเล่าว่า ในช่วงที่ก่อสร้างห้างเวิลด์เทรดฯ ได้ทักท้วงและห้ามปรามนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ แต่ไม่รับฟัง นอกจากไปนำเอาพระตรีมูรติมาตั้งหน้าห้างเพื่อข่มพลังหรือแก้เคล็ดที่ได้ทำลาย “กุฏ” หรือสถานที่นั่งสมาธิของรัชกาลที่ 4 ซึ่งคุณชายถนัดศรีเห็นว่า เรื่องอาเพศไม่เกี่ยวกับเทพเจ้าองค์ใดๆ ทั้งนั้น แต่เกิดจากความประมาทของคนและไม่เคารพนับถือพระมหากษัตริย์ “ผมขอให้ทุกคนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เชื่อในสิ่งที่เล่ากันต่อมา”
คำบอกเล่าของหม่อมถนัดศรี ทำให้ดิฉันนึกถึงครั้งยังเด็ก ละแวกนี้น่าสนใจมากเพราะสมัยเกือบสี่สิบปีก่อน มีห้างหรูที่มีบันไดเลื่อนชื่อ “ไทยไดมารู” เกิดขึ้น ตอนนั้นดิฉันกับเพื่อนยังเป็นนักเรียนมัธยม เรามักมาที่นี่เพื่อขึ้นๆ ลงๆ บันไดเลื่อนกันเป็นที่สนุกสนาน ส่วนบริเวณที่เป็นเซ็นทรัลเวิลด์ที่ถูกเผาไป ดิฉันไม่เคยรู้ว่าเป็นวัง แต่รู้ว่าเป็นโรงเรียนการช่างอินทราชัย ซึ่งเด็กที่นี่ก็เหมือนเด็กช่างกลทั่วๆ ไป ที่ชอบประลองกำลังกันดุเดือดเลือดพล่าน คำให้สัมภาษณ์ของคุณชายถนัดศรี จึงทำให้ดิฉันลองไปค้นต่อดูอีกเล็กน้อย เพื่อหาที่มาของวังเพชรบูรณ์ จึงพบว่า แท้จริงที่นี่เดิมเป็นพระราชวังปทุมวัน ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ไว้เป็นสถานที่พักผ่อน สร้างขึ้นพร้อมกันกับวังสระปทุมและวัดปทุมคงคง ตัวพระราชวังปทุมวันมีขนาดใหญ่มาก เพราะต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นโรงทหาร ต่อมาโรงทหารนั้นได้กลายเป็นพื้นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน
รัชกาลที่ 6 ทรงยกพระราชวังปทุมวันให้เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก หลังจากที่พระองค์เรียนจบกลับจากต่างประเทศ จากพระราชวังปทุมวัน จึงกลายเป็นวังเพชรบูรณ์ ตามกรมที่เจ้าฟ้าจุฑาธุชฯท่านทรงอยู่ คือ กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย แต่เจ้าฟ้าจุฑาธุชฯสิ้นพระชนม์ลงในพ.ศ.2466 ด้วยพระชนมายุเพียง 31 ชันษา วังเพชรบูรณ์จึงเหลือเพียงเป็นที่ประทับของหม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช พระชายาเจ้าฟ้าจุฑาธุชฯ จนท่านสิ้นชีพตักษัยเมื่อปีพ.ศ.2523เจ้าฟ้าจุฑาธุชฯ เป็นน้องร่วมพระมารดากับรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงยกพระราชวังปทุมวันให้พระน้องยาเธอพระองค์นี้ แต่เนื่องจากรัชกาลที่ 6 ไม่ได้มีการออกโฉนดโอนกรรมสิทธิ์ให้ วังเพชรบูรณ์จึงยังอยู่ในพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 6 ทำให้หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 วังเพชรบูรณ์จึงถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพียงแต่ยังไม่มีการดำเนินอย่างอื่นจวบจนหม่อมเจ้าบุญจิราธรสิ้นชีพตักษัยแล้ว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงโอนเงินค่าตอบแทนไปยังทายาททั้งสอง คือ พระองค์เจ้าหญิงสุทธสิริโสภา(อดีตผู้จัดการร.ร.ราชินี สมรสกับหม่อมเจ้าสุวินิต กิตติยากร) และพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช(อดีตนักบินอังกฤษ และเสรีไทย เคยสมรสกับสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา) และตกลงให้กลุ่มเตชะไพบูลย์เช่าทำประโยชน์ต่อไป
เมื่อบริษัทวังเพชรบูณ์ ของกลุ่มเตชะไพบูลย์ได้ขอเช่าพื้นที่นี้จากสำนักงานทรัพย์สินฯ ดำเนินโครงการเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ บนพื้นที่ 75 ไร่ของวังเพชรบูรณ์ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ 4 ไร่ 2 งานของโรงเรียนการช่างอินทราชัยด้วย จึงต้องย้ายตำหนักต่างๆ ในวังเพชรบูรณ์ไปไว้ตำหนักของพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภาบ้าง ไว้ที่วังเลอดิสบ้าง ส่วนโรงเรียนการช่างอินทราชัย ได้แยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งย้ายไปดอนเมือง กลายเป็น วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง อีกส่วนหนึ่งย้ายไปอยู่รามคำแหง กลายเป็นวิทยาลัยอินทราชัย สอนด้านพาณิชยกรรม
เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เริ่มก่อสร้างเมื่อพ.ศ.2526 และเปิดดำเนินการเมื่อพ.ศ.2532 ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้าเซน(ZEN) และอิเซตัน( ISETAN) แต่ตามสัญญาเช่ากับบริษัทสำนักงานทรัพย์สินฯ บริษัทวังเพชรบูรณ์จะต้องสร้างทั้งศูนย์การค้าและโรงแรม ด้วยสัญญาเช่า 30 ปีหลังสร้างเสร็จ โดยจะต่ออายุครั้งละ 10 ปีได้ 2 ครั้ง แต่บริษัทวังเพชรบูรณ์ยังไม่สามารถสร้างได้แล้วเสร็จ วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ยังทำให้ธนาคารศรีนครถูกควบรวมกับธนาคารมหานคร เหลือเพียงเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่เป็นธุรกิจหลักของตระกูล แต่ภาวะล้มละลายได้ทำให้กลุ่มธุรกิจตระกูลนี้ต้องค้างจ่ายภาษีโรงเรือนแก่กทม.จากปีพ.ศ.2535-2543 ซึ่งตามสัญญา ผู้เช่าต้องเป็นฝ่ายเสียภาษี เมื่อผิดสัญญา สำนักงานทรัพย์สินฯจึงบอกเลิกสัญญา จึงได้มีการฟ้องร้องและในที่สุดก็มีการประนีประนอมกันได้โดยการเปิดประมูลและปรับโครงสร้างจากเดิมด้วยวิธีการเปลี่ยนถ่ายสัญญาไปเป็นกลุ่มเซ็นทรัลและเดอะมอลล์ ภายในนาม บริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจำกัด(CPN) ที่เข้ามาพัฒนาโครงการแทนในปีพ.ศ.2547
ศูนย์การค้าเปลี่ยนชื่อเป็น เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า มีการสร้างส่วนที่เหลือจนเสร็จ สร้างสกายวอล์ก(Skywalk)ทางเชื่อมลอยฟ้าระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีชิดลม และสถานีสยาม ปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ และเปิดดำเนินการใหม่ในปีพ.ศ.2550 การต่อเติมโครงสร้างที่เหลือ จนกลายเป็นห้างสรรพค้าที่ใหญ่ที่สุดในไทย และเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย ยังทำโดยคำนึงถึงความงดงามทางสถาปัตยกรรมและอื่นๆ อีกด้วย ทำให้ในคืนเดียวกับที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผา ได้เป็นคืนเดียวกับที่ ศูนย์การค้าแห่งนี้ได้รับรางวัล “Best of the Best” ศูนย์การค้าสุดยอดแห่งความเป็นเลิศ ประจำปี 2010 สาขาการออกแบบและพัฒนา จากคณะกรรมการศูนย์การค้านานาชาติ หรือ ไอซีเอสซี ทำให้คนในตระกูล จิราธิวัฒน์ ต้องรู้สึกทั้งปลาบปลื้มที่สุดและขมขื่นที่สุดไปพร้อมๆ กันด้วย
เราแยกย้ายจากครอบครัวคุณผู้ชายคนนั้น ขณะที่ดิฉันพยายามนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ที่เคยอ่านมาเกี่ยวกับวังสระปทุม และพระราชวังปทุมวัน การเดินทางด้วยเรือของพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์และข้าราชบริพาร คำบรรยายถึงความงดงามของสระบัวหลากชนิดตระการตา ความร่มรื่นของวังเพชรบูรณ์ ดิฉันก็ยังขนลุกกับสภาพที่ธรรมชาติล่มสลาย และไม่รู้ชีวิตมากมายสักเท่าไรที่ต้องถูกสังเวยไปก่อนห้างสรรพสินค้าโอฬารขนาดนี้จะถือกำเนิดขึ้น ดิฉันเป็นชาวพุทธ ที่สวดแผ่เมตตาทุกวัน ดิฉันรู้สึกว่า ชีวิตจำนวนมหาศาล ได้ดิ้นรนท่ามกลางความทุกข์ ความมืดมน ความสับสน ความหวาดกลัว ก่อนที่จะตายไปในอาการต่างๆ ในท่ามกลางการพัฒนานี้ และอดที่จะสงบนิ่งสักครู่หนึ่งไม่ได้ เพื่อส่งคำสวดแผ่เมตตาอีกครั้ง
---------------------------------
หมายเหตุ : จบตอนที่ 1 ไว้แค่นี้ก่อนนะคะ ไม่อยากเขียนรวบรัดเหมือนช่วงเดินจากสยามถึงอนุสาวรีย์ชัยแล้ว เพราะได้บันทึกคร่าวๆ ไว้กันลืมมาก่อนแล้ว และรู้สึกว่าการเขียนพร้อมกับเรื่องราวความเชื่อมโยงต่างๆ น่าจะดีกว่า