เมนูพิเศษที่ฉันลิ้มลอง

ฉันเชื่อเสมอว่าสังคมใดที่โลกาภิวัฒน์ยังไม่ย่างกรายเข้าไปถึงนั้น ย่อมเต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน

ที่นี่ ชุมชนบนดอย ก็เฉกเช่นเดียวกัน  เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันมาถึง  ฉันกลับได้เห็นและสัมผัสถึงสิ่งที่สังคมเมืองนั้นหาได้ยากยิ่ง นั่นคือน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน

เย็นวันหนึ่ง ฉันไปเยี่ยมบ้านนักเรียนภายในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนั้น การลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนถือเป็นภารกิจสำคัญของครูประชาบาล ที่นอกเหนือจากต้องสอนหนังสือในชั้นเรียนแล้ว ยังต้องดูแลลูกศิษย์ไปถึงคุณภาพชีวิตของพวกเขาด้วย
    
สิ่งหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้จากภารกิจนี้คือ การได้รับคำเชิญให้ร่วมวงข้าวกับผู้ปกครองของนักเรียนบ่อยๆ (ซึ่งนอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ก็ยังไม่ต้องลงมือทำกับข้าวเองอีกด้วย) "อังมีกล่องหลี"(กินข้าวหรือยัง) นั่นคือประโยคที่แทบทุกบ้านจะเอ่ยกับฉัน "อังมีกล่องเย้า"(กินเรียบร้อยแล้ว) ฉันตอบ ซึ่งบางครั้งก็ตอบผิดตอบถูก  เพราะไม่ชำนาญภาษากะเหรี่ยง  และชาวบ้านก็พากันหัวเราะชอบใจ ที่ครูพื้นราบอย่างฉันพยายามหัดพูดภาษาของเขาให้ได้

นอกจากคำเชิญชวนให้รับประทานอาหารด้วยกันแล้ว  บ่อยครั้งที่ฉันยังได้ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาอีกมากมาย จนถือไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ แตงกวาลูกใหญ่ๆ  พริกกะเหรี่ยงที่เผ็ดมากๆ  ซึ่งช่วงฤดูฝนอาหารจะอุดมสมบูรณ์ ทั้งเห็ด ทั้งหน่อ รวมถึงผลไม้  เชื่อไหมที่นี่ปลูกลิ้นจี่ และสับปะรดเป็นพันๆไร่เลยทีเดียว  และรสชาติของมันหวานฉ่ำชื่นใจอย่าบอกใคร หวานอร่อยกว่าที่ขายอยู่ในเมืองเสียอีก  แต่สำหรับที่นี่ไม่ต้องแลกด้วยเงินทองก็ยังมีให้กินล้นเหลือ  เพียงแต่ต้องอาศัยแรงเท้า เดินไปเก็บบนดอยแค่นั้นเอง

มื้อเย็นของฉันวันนี้ อยู่ที่บ้านเด็กชาย "หล้า" ลูกศิษย์อีกคนในห้องเรียน คู่หูคู่ฮาของนายตุ้ยนุ้ย

"วันนี้พ่อผมได้ของอร่อยจากไร่มา  ครูต้องติดใจแน่ๆเลยแหละ" เขาเอ่ยปากโฆษณา

"อะไรกันอีกล่ะวันนี้"  ฉันได้แต่นึกในใจ  หวังว่าคงไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลานหรอกนะ  ฉันคงไม่เอาด้วยแน่  

ยังไม่ทันได้เห็นว่าเป็นตัวอะไร พอไปถึงบ้าน  พ่อแม่ของเด็กน้อยก็ตั้งสำรับรอเสียแล้ว

"มา ครู มากินข้าวกัน" ผู้เป็นพ่อเชื้อเชิญ  เมื่อพิเคราะห์อาหารดูแล้ว ก็อุ่นใจไปเปลาะหนึ่ง เพราะเบื้องหน้านั้นคือลาบคั่ว (ลาบหมูที่ถูกนำไปคั่วในกระทะร้อนๆให้สุก)ของโปรดฉันเลย เห็นแล้วก็น้ำลายสอ

"กินเยอะๆนะครูนะ  จะได้มีแรงสอนนักเรียน" ผู้เป็นแม่กล่าว  ฉันยิ้ม แล้วก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารตรงหน้า  ขอบอกว่าอร่อยเหาะ ฉันฟาดไปจานใหญ่เลยทีเดียว อิ่มแปล้ไปตามๆกัน

มื้อเย็นแสนวิเศษผ่านไป ฉันกลับมายังโรงเรียน โดยมีเด็กชายหล้าเดินมาส่งเป็นเพื่อน

"อร่อยมั้ยครู"  หล้าถาม

"จ๊ะ อร่อยดี  ว่าแต่ว่า มันเป็นเนื้ออะไรล่ะ"  ฉันถาม

" หนูครับ  พ่อไปเจอมัน ตอนที่กำลังกินต้นข้าวในไร่อยู่  ตัวอ้วนเลย  อร่อยดีเนาะครูเนาะ"

"อะไรนะ! นี่เธอให้ครูกินหนูเข้าไปแล้วเหรอ" ฉันตกใจ เพราะแม้จะทราบดีว่าคนดอยนิยมกินหนูกัน แต่ที่ผ่านมาฉันเองก็ไม่คิดจะลองแม้แต่ชิม ด้วยความว่าขยะแขยงมันเหลือประมาณ

"ทีหลังเนี่ย จะให้ครูไปกินข้าวด้วยนี่ต้องบอกก่อนนะ ว่าทำอะไรกิน โอย อยากจะบ้าตาย เกิดมาไม่เคยกินหนู ก็มาเคยซะอยู่บนดอยนี่หล่ะ" ฉันยังบ่นอุบอิบไปตลอดทาง

ทว่าเหลือบไปมองเด็กชายหล้าทีไร ก็ยังเห็นแต่รอยยิ้มของเขา