ประชาธิปไตยกินได้จริงหรือ

ประชาธิปไตยกับความยากจนของประชาชน

ศุภัชณัฏฐ์  หลักเมือง

เครือข่ายประชาสังคมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

E-mail : [email protected]

**************************

                ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ สถานการณ์การเมืองของไทยดูเหมือนว่ากำลังจะถึงทางตัน ไม่รู้ว่าจะมีทางออกแบบไหน ความเป็นประชาธิปไตยคืออะไรในความหมายที่แท้จริง                 ในความหมายของหลักการ ในความหมายของนักวิชาการ และในความหมายที่เป็นวิถีชีวิตนั้น   ดูเหมือนจะแตกต่างกันตามสภาวะแห่งหลักการของแต่ละภาคส่วน ซึ่งแล้วแต่มุมมองของแต่ละบุคคล  แต่เอาล่ะผมไม่อยากพูดถึงโดยตรงเพราะดูเหมือนว่าจะหาข้อสรุปได้ยากตามความแตกต่างดังที่ผมได้กล่าวแล้ว

                หันมามองประชาธิปไตยในวิถีชีวิตจริงของประชาชนกันดีกว่า  ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล  เคยกล่าวว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสั่งกับคณะที่ถวายงาน เมื่อหลายปีที่ผ่านมาแล้วโดยรับสั่งลอย  ๆ  ขึ้นว่า  

                “… ทำไม พระเจ้าอยู่หัวต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่อย่างนี้  ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยก็เพราะประชาชนยังยากจนอยู่และเมื่อเขาจนเขาจึงไม่มีอิสรภาพ  เสรีภาพและเมื่อเขา ไม่มีอิสรภาพ  เสรีภาพ เขาจึงเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ …” 

                ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวต่อไปอีกว่า  การที่ภาคราชการและภาคประชาสังคมกำลังพยายามทำงานหนักเพื่อขจัดปัญหาความยากจนดังกล่าวให้สิ้นจากแผ่นดินไทยก็นับว่าเป็น     การน้อมนำแนวพระราชดำรัสนี้ไปปฏิบัติงานให้บังเกิดผลจริง ทั้งยังเป็นการถวายราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  กล่าวคือ  เป็นของขวัญที่พระองค์จะทรงพอพระราชหฤทัย เป็นที่สุด

                ผมเลยไม่แน่ใจเท่าไรว่า ประชาธิปไตยที่นักการเมืองกล่าวถึงนั้น เป็นประชาธิปไตย   ในความนี้หรือไม่  แต่นักการเมืองมักกล่าวอ้างว่า เป็นตัวแทนของประชาชน  ทำอะไรก็ทำแทนประชาชน และได้รับมอบอำนาจมาจากประชาชน  แต่ในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ    พระเจ้าอยู่หัวฯ แล้ว  พระองค์ทรงมีสายพระเนตรที่กว้างไกลออกไปกว่านักการเมือง และพวกเราทุกคนเสียด้วยซ้ำ กว่าคือพระองค์ทรงมอว่า  หากประชาชนยังคงยากจนอยู่  การจะไปสนใจเรื่องประชาธิปไตยหรือการบ้านการเมืองนั้น  คงเป็นเรื่องยากเพราะว่าท้องยังหิวอยู่  จึงเป็นปัญหาที่ภาคราชการและภาคประชาสังคมต้องช่วยกันขบคิดว่าจะมีแนวทาง หรือวิธีการใด ๆ     ที่จะน้อมนำแนวพระราชดำรัสนี้ไปปฏิบัติงานให้บังเกิดผลจริงได้

                   ซึ่งการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น  ศ.ดร. ประเวศ  วะสี  ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ  4  ยุทธศาสตร์  ได้แก่  ยุทธศาสตร์การศึกษาวิจัย  ศึกษาว่าใครทำอะไรดี ๆ  อยู่บ้าง  แล้วข้อมูลนี้อาจเป็นข้อมูลปฐมภูมิหรืออาจจะเป็นข้อมูลทุติยภูมิ          ที่คนอื่นเขารู้แล้วก็ได้  ยุทธศาสตร์การสื่อสาร  เรารู้อะไรดี ๆ  แล้วเราจะสื่อสารอย่างไรให้คนอื่นได้ทราบด้สวย ซึ่งสามารถทำได้ทุกรูปแบบ เช่น นำไปลงหนังสือพิมพ์พอชาวบ้านเห็น          ก็ภูมิใจ ถ้าสื่อของรัฐเอาตรงนี้มาเรียนรู้ก็จะทำให้เกิดพลังในสังคมและพลังแห่งการเรียนรู้  ยุทธศาสตร์สนับสนุนการสร้างเครือข่าย  หากรู้ข้อมูลว่ามีใครทำอะไรดี ๆ ทำต่างจากเรา  เราไปเรียนรู้จากเขา แล้วจะเกิดเครือข่ายเชื่อมโยงกัน หากดำเนินการไปเรื่อย ๆ ก็จะเกิดการขยายตัวเต็มประเทศ  และยุทธศาสตร์สนับสนุนการฝึกอบรม  เรื่องต่าง ๆ  ที่กล่าวมาควรจะมีคนไปเรียนรู้มา ซึ่งอาจเป็นชาวบ้าน  ผู้นำชาวบ้านเพราะหลังจากที่เราได้ทำแผนที่ศักยภาพชุมชนแล้ว  มีผู้ไปเรียนรู้มาก็จะเกิดผู้นำที่ต้องการแก้ปัญหาความยากจนของหมู่บ้านและชุมชน

                   ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้หวังเพียงเพื่อให้เราทุกคนได้หันมามองความเป็นจริงในวิถีชีวิตจริงของประชาชนว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ได้  จำเป็นที่ผู้คนทั้งประเทศต้องมีความคิด จิตใจ จิตวิญญาณ และมีวิถีชีวิตเป็นประชาธิปไตยด้วย  มิใช่การกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว.