ฤาชาวนาจะเป็นเพียงกรรมกรรับจ้างทำนา
ศุภัชณัฏฐ์ หลักเมือง เครือข่ายประชาสังคมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
Email : [email protected]
----------------------------------------
ช่วงนี้มีหลายเรื่องในเมืองไทยที่ชวนให้น่าติดตามข้อมูลข่าวสาร แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมได้ยินแล้วเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และอดมีคำถามไม่ได้ว่า “หรือจะเป็นความจริง” หรือ “นี่จะใกล้ความจริงแล้วหรือ” กับคำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่นักธุรกิจชาวอุดิอาระเบีย มาดูการทำนาที่จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ก็มีนักธุรกิจชาวบาร์เรนเข้ามาเมืองไทยอีก ทำท่าสนใจการทำธุรกิจทำนาในระบบอุตสาหกรรมและในรูปของบริษัท โดยสรุปก็คือ อาจมีการมาลงทุนในธุรกิจการเกษตร โดยเฉพาะการทำนา เนื่องจากว่าในปัจจุบันและอนาคตพืชที่เป็นอาหารของพลโลก จะมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นโอกาสของนักธุรกิจที่มองเห็นช่องทางนี้
ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ก็ไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่ก็ทำให้คิดต่อไปว่า หรืออาจมีความจริงอยู่บ้างเพราะว่าข่าวคราวและข้อมูลทำนองนี้ ผู้ที่ทำงานภาคประชาสังคมในประเทศไทย ก็ได้รับทราบข้อมูลมาบ้างถึงเรื่องการกว๊านซื้อที่ดิน หรือต้องการเช่าระยะยาวเป็นแปลงใหญ่ของนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจต่างประเทศ ที่ต้องการที่ดินผืนใหญ่ไปทำการเกษตร เช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่างและถั่วเหลือง เป็นต้น ในรูปแบบของอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งทำในพื้นที่ แปลงใหญ่เป็นพันไร่ ที่จะใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่และกำลังคนเพียงน้อยนิด ในแถบพื้นที่จังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่างและจังหวัดในเขตภาคกลาง สาเหตุก็คงจะสอดคล้องกับข้อมูลบางส่วนในข้างต้น เพราะว่าราคาพืชอาหารทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับจำนวนประชากรของโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้น ย่อมทำให้มีปริมาณการบริโภคที่สูงขึ้นตามไปด้วย จึงทำให้พืชอาหารมีราคาสูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันก็จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
จากข้อมูลดังกล่าวหากเป็นความจริง และหากชาวนาและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนยังไม่มีการปรับตัวก็ยิ่งมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คำพูดของชาวนาที่ว่า “ปลูกข้าวนาปี มีแต่หนี้กับซัง” “ปลูกข้าวนาปรัง มีแต่ซังกับหนี้” เห็นทีจะเป็นความจริง เพราะว่าเมื่อเป็นหนี้จากการทำนาและไม่มีหนทางใช้หนี้ ชาวนาก็จะทยอยขายที่นาใช้หนี้ไปเรื่อย ๆ จนบางคนไม่มีที่นาเหลืออยู่เลย บางครั้งชาวนาบางคนก็มีความจำเป็นต้องขายที่นาเพื่อแลกกับการส่งลูกหลานเรียนหนังสือ หรือความจำเป็นด้านการครองชีพก็ตาม จึงเป็นโอกาสให้นักธุรกิจและนายหน้าทั้งหลายได้โอกาสซื้อที่นาของชาวนาไปเรื่อย ๆ เมื่อไม่มีที่นาวิบากกรรมของชาวนาจึงไม่จบสิ้น การประกอบอาชีพจะทำอย่างไร คงไม่พ้นต้องไปเป็นลูกจ้างในฟาร์มขนาดใหญ่ของนักธุรกิจนายทุนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างแน่นอน
สุดท้าย มีข้อเสนอถึงผู้มีอำนาจ วาสนาทั้งหลายในบ้านเมืองนี้ว่า เราต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาเรื่องการทำนาของชาวนาไทยตั้งแต่บัดนี้ จำได้ว่าเรามีหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องข้าวหลายหน่วยงานคงต้องออกแรงออกกำลังกันอย่างเต็มที่ จะทำงานเหมือนเดิมเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้เพราะว่า เรื่องของชาวนาและเรื่องการทำนาไม่ได้เป็นเรื่องของชาวนาเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ต้องช่วยกันในการปรับปรุงและพัฒนาในหลาย ๆ เรื่อง เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ เรื่องของปุ๋ย เครื่องมือทำนา และระบบชลประทาน ที่ต้องทำให้มีราคาที่ชาวนาเข้าถึงได้ในราคาหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงนัก และต้องทำโดยเร็วและต้องทำในวันนี้ ก่อนที่ชาวนา จะเปลี่ยนอาชีพเป็นกรรมการในฟาร์มขนาดใหญ่ของนายทุนครับ.