สรุปพรบ.การศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีปทุมวัน

พระราชบัญญัติ

สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

พ.ศ. 2547

ภูมิพลอดุยเดช  ป.  ร.

ให้ไว้  ณ  วันที่   30 พฤศจิกายน พ.ศ.  2547

              เป็นปีที่  59  ในราชการปัจจุบัน  มี 6 หมวด  68 มาตรา

                  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มีพระราชโองการโปรดเกล้าให้ฯ ให้ประกาศว่า

                  โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

          จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พ.ศ.2547  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้น    ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน  พ.ศ.2541  ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พ.ศ.  2541 มีฐานะเป็นสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันตามพระราชบัญญัตินี้

          สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเป็นนิติบุคลและเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ

          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.. 2542  บัญญัติให้สถาศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติบุคล  เพื่อที่จะกระจายอำนาจ การบริหารจัดการศึกษาไปยังสถาศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญา  และเพื่อเป็นหลักประกันในการกระจายอำนาจ  แต่โดยที่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน  สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการมีสถานะเป็นเป็นกองซึ่งไม่เป็นนิติบุคล  ดังนั้น  สมควรมีกฎหมายรับรองสถานะให้สอดคล้องบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ โดยอยู่ภายใต้หลักการที่ว่าสถานศึกษานั้นจะต้อง

        สามารถดำเนินการการบริหารและการจัดการศึกษาได้โดยอิสระ  สามารถพัฒนาระรบบริหารและการจัดการเป็นของตนเอง  มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการและอยู่ภายใต้การบริหารและกำหนดนโยบายโดยสภาสถาบันและมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา  ทำการสอนทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  และเป็นสถาบันที่ให้โอกาสสำหรับบุคลทั่วไปโดยมุ่งเน้นผู้สำเร็จการศึกษาด้านอาชีวศึกษา   ในการศึกษาต่อวิชาชีพเฉพาะทางระดับปริญญา  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

                                                  กฎหมายการศึกษา

                                                                                   นางเกนิกา  ศิริแก้ว