เขาลากเก้าอี้โยกตัวเก่งมาตั้งใต้ต้นขี้เหล็กกำลังมีดอกสีเหลืองเต็มต้น นอนมองดอกไม้ร่วงลงพื้นดินยามลมโยก ปล่อยจินตนาการล่องลอยไปกับสายลมร้อน
บำเพ็ญทาน
โสภณ เปียสนิท
...........................
แม้ว่าทุกวันนี้ในวัยหลังเกษียณ เขาย้ายบ้านหลังเก่าซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำแควใหญ่ออกมาอยู่ที่ริมถนนสายน้ำตกเอราวัณ-เมืองกาญจนบุรีเนิ่นนานแล้ว แต่ความทรงจำของเขายังคงแจ่มใส มักแล่นกลับไปสู่เรื่องราวในอดีตวัยเยาว์เสมอ บ่ายวันนี้ก็เช่นกับวันอื่น เขาลากเก้าอี้โยกตัวเก่งมาตั้งใต้ต้นขี้เหล็กกำลังมีดอกสีเหลืองเต็มต้น นอนมองดอกไม้ร่วงลงพื้นดินยามลมโยก ปล่อยจินตนาการล่องลอยไปกับสายลมร้อน ความสุขกรุ่นอวลในบรรยากาศ ขณะที่กำลังเคลิ้มครึ่งหลับครึ่งตื่น ภาพเก่าไหลย้อนกลับมาให้เขาทบทวนอีกครั้ง
บ่ายแก่ๆ วันนั้นที่หลังบ้านริมน้ำแควใหญ่ สมพงษ์ แสงดี อายุ 16 ปี แอบหนีลงไปที่ท่าน้ำหลังบ้าน ใจหนึ่งก็เกรงกลัวคำสั่งผู้ใหญ่ว่าห้ามเล่นน้ำยามไม่มีผู้ใหญ่ดูแล ใจหนึ่งก็ยังอยากเล่นน้ำ เพราะได้ทั้งความเย็นและมีความสุข สองจิตสองใจ แต่ขอแค่นั่งหรือนอนมองสายน้ำไหลผ่านไปเรื่อยๆ รับไอเย็นจากสายน้ำ แค่นั้นก็เพียงพอ คิดไปเดินไปด้วยความเคยชิน เลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าใต้ต้นมะขามเทศใหญ่ พลันสายตาเหลือบเห็นสิ่งแปลกใหม่ แตกต่างไปจากเดิม มุมด้านซ้ายสุดติดชายป่า ชายวัยกลางคนผมยาวมัดเป็นระเบียบไว้ด้านหลัง นั่งตัวตรงใต้ร่มมะขามเทศ และยังมีร่มใหญ่แขวนไว้บนกิ่งมะขามเทศกั้นแดดไว้อีกชั้นหนึ่ง แปลก...คล้ายพระแต่ไม่ใช่พระ สมพงษ์ชอบพระเพราะเคยไปวัด และคุยกับพระบ่อยๆ จึงไม่ขัดเขิน เดินเข้าใกล้ ชายคล้ายนักบวชสงบนิ่ง แต่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองมาทางเขาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“มาหาที่นอนหรือ ไอ้หนู” ท่านกล่าวยิ้มๆ “ครับ” สมพงษ์รับคำสั้นๆ ด้วยกิริยานอบน้อม “เออ งั้นก็หาที่นอนเอาตามสบาย สมพงษ์สนใจการแต่งตัวและข้อวัตรปฏิบัติของชายกลางคนวัยพ่อของตนมากกว่าการนอน อยากคุยกับท่าน จึงถามว่า “หลวงพ่อมาจากไหนครับ” “เฮ้ยไม่ใช่หลวงพ่อ ข้าไม่ใช่พระ” “อ้าว แล้วเป็นอะไรครับ ฤษีหรือเปล่า” “เปล่า ไม่ใช่ฤษี ข้าเป็นแค่คนธรรมดา” “คนธรรมดาเขาอยู่บ้านทำมาหากินนี่ครับ” “แต่ข้าชอบร่อนเร่ ชอบความสงบ รักการฝึกตัวเอง” “แล้วผมจะเรียกลุงว่าอะไรดี” เด็กชายสงสัย “ก็เรียกข้าว่า ตาผ้าขาวก็แล้วกันง่ายดี”
“อ๋อ ทำแบบลุงนี่เรียกว่าฝึกตัวเองหรือครับ” เด็กถาม “ใช่ แต่ยังมีรายละเอียดต้องศึกษาอีกมาก” “แล้วทำยังไงครับ ที่เรียกว่าความดี” “ความดีของข้าคือ การทำทาน หรือการให้ทาน” “แล้วลุงมีของอยู่แค่ บาตร กระติกน้ำ และย่าม จะทำทานอย่างไร” “ข้าให้ทานมาแล้ว ก่อนมาบวชผ้าขาวอย่างนี้ ให้จนหมดตัว” “ให้จนหมดตัว มันจะดีหรือลุง” “ดีอย่าง เสียอย่างเว้ย ไอ้หนู” “อย่างไรครับลุง” เขาซักถามไม่หยุด ชายกลางคนมองเด็กเหมือนเห็นแววฉลาดบางอย่างในตัวเด็กคนนี้ “ดีทางธรรม เสียทางโลก”
ท่านมองเด็กทำหน้างง จึงขยายความต่อ “โลกเขาสะสมเงินทองยิ่งมากยิ่งดี มีเงินเขาถือว่าน้อง มีทองเขานับว่าพี่ ยากจนเงินทองพี่น้องไม่มี เขาว่าอย่างนั้น ทางธรรมต้องเสียสละ หาความสุขสงบทางใจแทน” “แล้วลุงทำทานอย่างไร” “ก่อนข้ามาบวชผ้าขาว ข้าเอาข้าวของทรัพย์สินที่มีทั้งหมดแบ่งสรรแจกจ่ายจนหมด” “บวชอย่างนี้ให้ทานได้หรือครับ” “ได้ซิ ให้ทานสิ่งของเรียกว่า “อามิสทาน” ข้าทำมาจนหมดแล้ว ต่อไปข้าต้องให้ “ธรรมทาน” คือให้หลักธรรม และให้ความรู้เรียกว่า “วิทยาทาน” ยังเหลืออีกอย่างข้าให้อภัยหมดทุกคน ไม่โกรธไม่เกลียดใครอีกเลย อย่างนี้เรียกว่า “อภัยทาน”
“มันต่างกันอย่างไรครับ” สมพงษ์ถามอย่างสนใจ “ต่างกันมาก เอ็งเลี้ยงหมาให้อิ่มก็เป็นทาน ตักบาตรพระก็เป็นทาน ให้แล้วมีผลทำให้มีทรัพย์สินมีฐานะ ส่วนพระหรือนักบวชอย่างข้าก็ต้องเทศน์สอนชาวบ้านทั่วไปตามหลักธรรม เรียกว่าให้ธรรมเป็นทาน” “แล้ววิทยาทานต่างกันหรือไม่” “ต่างกันให้ธรรมะเรียกธรรมทาน ให้ความรู้เพื่อการดำรงชีพเรียกวิทยาทาน” “ครับพอเข้าใจ แต่ให้อภัยเป็นทานด้วยหรือครับ” “ให้มันก็เป็น ไม่ให้มันก็ไม่เป็น” “สำคัญหรือเปล่าครับข้อนี้” “ลองคิดดู คนเราอยู่ในสังคม ดำรงชีวิตหากินเลี้ยงชีพ ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แล้วเก็บเรื่องเหล่านั้นไว้ทั้งหมด เจ้าคิดเจ้าแค้น เพื่อการทะเลาะกันต่อไปไม่หมดสิ้น แล้วมันจะดีหรือ เอ็งคิดว่าอย่างไร” “ก็ไม่ดีซิครับ” “ใช่มันไม่ดีหรอก คนจึงต้องให้อภัย”
ท่านกล่าวต่อ “ต้นไม้ที่ให้ผลและร่มเงา นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นไม้มีประโยชน์แล้วย่อมได้รับการดูแลใส่ปุ๋ยพรวนดินยิ่งๆ ขึ้นฉันใด ผู้ที่รู้จักให้ทาน นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นคนมีประโยชน์แล้วย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญช่วยเหลือสนับสนุน จากคนทั้งหลายอีกฉันนั้น” “ทำทานไปทำไมครับ” “ทานเป็นความดีพื้นฐานของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ทานคือสันติสุขของโลก” “สำคัญมากขนาดนั้นเลยหรือลุง” “พ่อแม่ไม่ให้ทานลูกก็ตาย สามีภรรยาไม่ให้ทานกันครอบครัวก็แตก ครูอาจารย์ไม่ให้ทานโลกก็เต็มไปด้วยความโง่ คนเราถ้าโกรธแล้วไม่ให้อภัยทานโลกก็กลียุค”
“การทำทานมีผลเท่ากันหรือไม่ครับ” “ชีวิตคนดำรงอยู่ได้ด้วยทานก็จริง แต่ว่าการให้ธรรมเป็นทานถือว่าเป็นการให้สูงสุด” “เพราะเหตุใดครับ” “เพราะการให้สิ่งของ ใช้แล้ว กินแล้วก็หมดไป แต่ถ้าให้หลักธรรม ทำให้พ้นทุกข์ได้อย่างถาวร” “เขาให้ทานเพื่ออะไรกันครับ” “ให้เพื่อทำคุณแก่ผู้อื่น ให้เพื่ออนุเคราะห์ และให้เพื่อบูชาคุณสำหรับผู้มีพระคุณ” “ลุงนี่แปลกจังครับ คนอื่นเขาคิดสะสมกัน ลุงกลับคิดสวนทางคนอื่น ผมชักจะเห็นด้วยกับลุงว่า ทานมีประโยชน์” “ใช่ซิ ทานเป็นประโยชน์แก่ผู้มีชรา (ความแก่) พยาธิ (ความเจ็บ) มรณะ (ความตาย) เผาผลาญอยู่ ถ้ารู้จักขนทรัพย์ออกด้วยทาน ทรัพย์นั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขาได้ ทรัพย์ที่บำเพ็ญทานแล้วชื่อว่าขนออกแล้ว ดูเถอะเจ้าของเรือนที่ถูกไฟไหม้ ทรัพย์ใดที่ขนออกได้ก็เป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนทรัพย์ใดที่ชนออกไม่ได้ก็ต้องถูกไฟไหม้อยู่ในเรือนนั่นเอง”
เด็กน้อยมองลุงตาแจ่ม ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือไม่ “ลุงครับ ทานที่ให้แล้วไม่ได้บุญมันมีไหมครับ” “ก็ต้องเลือกให้ ให้สุรายาเสพย์ติด ให้อาวุธ ให้มหรสพ ให้สัตว์เพศตรงข้าม ให้ภาพลามก ให้เหล่านี้แหละที่พระสอนว่าไม่ได้บุญ” เด็กน้อยยังมองตรงเหมือนว่ายังงงกับสิ่งแปลกใหม่ที่ได้รับฟัง “ทำทานแล้วได้บุญเท่ากันทุกครั้งเปล่าครับ” “ได้บุญมาก ได้บุญน้อยขึ้นอยู่กับส่วนประกอบสามอย่างนะ 1. วัตถุบริสุทธิ์ ของที่ให้ต้องได้มาอย่างถูกต้อง 2. เจตนาบริสุทธิ์ คิดจะให้อย่างจริงใจ 3. บุคคลบริสุทธิ์ คือผู้ให้ก็มีศีล ผู้รับก็มีศีล ทำครบสามอย่างนี้ก็ได้บุญมากกว่า” เด็กน้อยนั่งมองลุงเหมือนเป็นพระไปแล้ว
“ผลของทาน ทำให้มีความเยือกเย็นผ่องใสมีอำนาจในการดึงดูดทรัพย์” ลุงพูดเรื่อยๆ “คนพาลเท่านั้นที่ไม่สรรเสริญการทำทาน บุญของผู้ให้ย่อมเจริญก้าวหน้า” “แสดงว่าคนที่ชอบให้แก่ผู้อื่นเป็นคนมีจิตใจที่ดี” “ใช่ มีผลดีหลายอย่างเลย ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปชื่อว่าให้จักษุ ให้ที่พักชื่อว่าให้ทุกสิ่ง ให้ธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม”
เด็กนึกขึ้นได้ “ลุงครับ ผมเห็นเขาแจกซองกฐินผ้าป่ากันเยอะไปหมด ทำไม่ไหวหรอก เขาเบื่อกันหมด” “ปัจจุบันมันเป็นอย่างนั้นจริง แต่มันก็ง่าย ถ้าเราปรับความคิดให้ถูกต้อง” “ต้องคิดอย่างไรครับ” “ต้องคิดยินดีที่มีโอกาสได้ทำทานอีกครั้ง แล้วก็ทำเท่าที่ศรัทธา มีน้อยก็ทำน้อยๆ เรียกว่าฝึกให้ยินดีในการทำทานไว้ก่อน คนเก่าคนแก่เขาตักบาตรทุกเช้า เป็นการฝึกการให้เป็นประจำ เอ็งอยู่บ้านได้ตักบาตรบ้างหรือเปล่า” “เปล่าครับ” “อยากจะตักบาตรพระบ้างเปล่าเล่า” “อยากครับ แต่แม่หุงข้าวไม่ทัน” “ก็ตื่นขึ้นช่วยแม่หุงข้าวแต่เช้าเองก็หมดเรื่อง” เขามองด้วยความศรัทธาในวิธีแก้ปัญหาแบบง่ายๆ ซึ่งเขาไม่คิดมาก่อน แม้ว่าเขาจะไม่ปฏิบัติในเร็ววัน แต่เมื่อเขาเจริญเติบโตความคิดอยากทำทานยังแนบแน่นในความความทรง และคอยเตือนให้เขาหมั่นทำทานเสมอ
เด็กชายมองไปทางริมน้ำแควใหญ่ที่ยังรินไหลไปเรื่อยๆ เหมือนที่เคยเป็น ดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขานานแล้ว แสงลำสุดท้ายส่องทาบเงาไม้ไปเหนือผิวน้ำครึ้ม ความมืดคลี่ม่านราตรีครอบคลุมผืนโลกอีกครั้ง ไม่นานฟ้าคงมืด แม่และพ่อที่บ้านคงกำลังรอ หันหน้ามาเผชิญตาผ้าขาวนักแสวงบุญแล้วยกมือพนมไหว้นอบน้อมกล่าวคำลา ท่านอวยพรเบาๆ “เออ จำสิ่งที่เราคุยกันไว้ให้ดี วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ชีวิตอยู่ได้ด้วยบุญ ขอให้เอ็งทำบุญไว้เสมอ แล้วจะประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง โชคดี” สมพงษ์ลุกขึ้นยืนออกเดินกลับบ้าน หันกลับมามองเห็นตาผ้าขาวลุกขึ้นยืนเก็บสัมภาระ แบกร่มใหญ่ไว้บ่นบ่าแล้วเดินไปทางริมแม่น้ำติดป่ารก สมพงษ์งุนงงว่าท่านจะไปตักน้ำหรืออาบน้ำ จึงยืนดูท่ามกลางแสงสลัวลาง ภาพของตาผ้าขาวค่อยๆ ห่างออกไป เหมือนเดินไปบนแผ่นน้ำแล้วเลือนลับจมน้ำหายไปตรงวังวนกลางลำน้ำลึก ภาพนั้นยังติดตาตรึงใจเขาจนถึงทุกวันนี้
ได้เรียนรู้ธรรมมะจากเรื่องเล่าด้วย ดีจังเลย ดีใจที่พบคนบ้านเดียวกันเย้ๆๆ
ผมชอบเขียน เขียนกวี เขียนธรรมะ เขียนบทความ
ตอนนี้อยากทำวิจัยบ้าง แต่ไม่ค่อยจะรัก คงต้องปรึกษา
ท่านอาจารย์บ้างนะครับ
ยินดีมากครับอาจารย์ ทำเลยครับ ผมมั่นใจว่าอาจารย์ทำได้แน่ๆๆ 100 % เริ่มจากปัญหาในการเรียนการสอนก่อนเลยครับ
เรียนคุณ
ครับ
ชุดมงคล38นี้ผมคิดว่าจะเขียนอย่างน้อย40ตอนครับ เหลืออีก5 จึงถึงเป้าหมาย และอีก20 ตอนกำลังรออยู่ คาดว่าคงไม่หมดกำลังใจไปเสียก่อนนะครับ