๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๓

กราบสวัสดีค่ะครู

                เมื่อคืนกว่าจะเข้านอนก็เกือบจะตีสาม ด้วยใจที่ระลึกกับตนเองว่า “ต้องถอดบทเรียนให้เสร็จ” การได้เขียนทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นวันต่อวัน ทำให้ได้เห็น ความจำได้ของตนเอง และพฤติกรรมการตอบสนองสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้แจ่มชัดกว่าปล่อยผ่านไปนาน ๆ แล้วค่อยมานึกเอาค่ะครู ส่งผลให้ตอนเช้าตื่นมาตอนประมาณตีห้าครึ่ง ต้องเลือกระหว่างทำวัตรเช้ากับไปวิ่ง จึงตัดสินใจสวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งภาวนา รีดผ้าแล้วก็อาบน้ำ มีนัดออกเดินทางเจ็ดโมง ใกล้เวลานัดพี่ ๆโทรมาตาม รู้สึกไม่ค่อยดีเลยค่ะครู เป็นการผิดศีลข้อ ๑ คือ เบียดเบียนผู้อื่นอย่างชัดเจน น้ำเสียงของพี่ ๆที่โทรมาแสดงถึงความกังวล เสียงภายในหนูก็เอ่ยซ้ำสวนขึ้นมาเลยว่า

“ไอ้ติ๋ว แกเอาอีกแล้ว เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยแบบนี้” เสียงข้างในดังตอกย้ำ ระลึกถึงความเสียใจแล้วก็มีเสียงว่า

“สมควรแล้วที่ต้องละอายเพราะเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ครั้งต่อไปต้องปรับปรุง เพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกนะ”

พอไปถึงพี่ ๆทะยอยขึ้นรถ เสียงพูดคุยสนุกสนานดังก้องภายในห้องโดยสารรถตู้ หนูรู้สึกเพลีย ๆ ไม่สดชื่นจึงนอนหลับตาตามลมหายใจ จนพี่ ๆทักว่า “วันนี้ติ๋วไม่ค่อยพูด” หนูค่อย ๆ ลืมตาขึ้นยิ้มให้พี่เขาแล้วก็ตอบว่า “เพลียนิดหน่อยค่ะ” พอได้คำตอบพี่เขาก็เลิกสนใจ ระหว่างตามลมหายใจ ในหัวหนูมีเรื่องคิดหมุนวนอยู่ เกี่ยวกับการซื้อรถใหม่ บางคราก็เหมือนวิ่งตามความคิดและโดนบีบคั้น ไม่ใช่ใครความอยากที่อยู่ภายในคอยบีบคั้นตนเอง หลงเข้าไปในความคิด แบบรู้ไม่ทัน มาตื่นขึ้นจากความคิดตอนที่มีเสียงถามตนเองว่า

“คิดแล้วได้อะไร คิดในตอนที่ไม่มีสติ ปัญญาก็ไม่เกิด เป็นความคิดขยะ” จึงระลึกคำภาวนาที่ครูให้ไว้ว่า “ฉันคือความคิด ฉันคือ ความอยาก ฉันคือ ความโลภ ฉันคือความกระหยิ่ม”

แล้วก็หลุดออกมาจากโลกของความคิด หันไปเห็นความเขียวของทุ่งนาที่กำลังมีต้นกล้าเล็ก ๆ ใจสัมผัสกับปัจจุบัน เป็นสิ่งแจ้งชัดว่าก่อนหน้านั้นหลงไปในความคิด หนูกลับมาที่ลมหายใจ หายใจเข้าฉันคือดอกไม้บาน หายใจออกฉันคือดอกไม้บาน รู้สึกใจแจ่มใสขึ้นมาค่ะครู แต่พอเผลอปุ๊บมันก็คืดอีก ไม่ได้เลิก พอถึงที่หมาย เราค่อย ๆ ทะยอยเข้าห้องประชุม

ผู้ร่วมประชุมเต็มห้อง ขนาดไม่ใหญ่นักแต่ก็มีเจ้าหน้าที่นั่งเต็มพื้นที่ คนฟังเยอะทีเดียวค่ะครู วันนี้เรามาฟังเรื่อง “การจัดตั้งสหกรณ์” ฟังสบาย ๆ เกี่ยวกับที่มาที่ไป ข้อกำหนด ระเบียบ เท่าที่ฟังรายละเอียดงานที่ตั้งใจจะทำนั้น ไม่ค่อยเข้ากับระเบียน แต่ท่านวิทยากรเห็นว่า

“งานนี้เป็นประโยชน์กับประชาชน พอจะปรับให้จัดตั้งได้ แต่ต้องใช้ความพยายามหน่อย”  ฟังบรรยายจนถึงเที่ยง เขามีข้าวกล่องให้คนละกล่องแล้วเราก็ออกมา พร้อมกับมีพี่ ๆ จากอุดรขอติดรถมาด้วย แวะซื้อของฝาก แล้วเราก็ตรงดิ่งกลับ กว่าจะมาถึงขอนแก่นก็เกือบ ๆ สี่โมงครึ่งเพราะแวะระหว่างทาง หนูลงซื้อของที่หน้าธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วค่อยนั่งสองแถวกลับที่ทำงาน พอเปิดรถดูมือถือที่ลืมไว้ ๑๐ สายไม่ได้รับ ๒ ข้อความไม่ได้อ่าน กดดูเห็นมีเบอร์ของพระอาจารย์ ครู  พี่กุ๊ พี่สาว หลานสาว หนูเริ่มโทรกลับเริ่มจากครูได้ทราบรายละเอียดแล้วก็รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้รับใช้ครูค่ะ แจ้งครูเรื่องพระอาจารย์โทรมา ครูบอกว่า ท่านคงจะบอกข่าว ว่า “โยมที่ท่านเป็นมะเร็งที่เคยเจอที่วัดเสียชีวิตแล้ว” ตอนแรกนึกไม่ออก แต่พอครูอธิบายเพิ่มเติมจึงนึกได้ วางสายจากครูจึงกดโทรหาพระอาจารย์ กราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่าน แล้วก็โทรไล่เรียงหาคนที่โทรเข้ามาทีละคน เสร็จเรียบร้อยจึงแวะไปกดตังค์ แล้วก็ไปรับตั๋วให้ครูค่ะ รู้สึกเพลีย ๆ ง่วง ๆ ฝนตกปรอย ๆ ตลอดเวลา พอกลับมาบ้าน หนูถามตัวเองว่า “ถ้าฝนตกจะทำยังไง” อืมครูท่านฝึกโยคะ แต่หนูทำไม่เป็น ถึงบอกตัวเองว่าลองดูไหมยึดแข้งยืดขากายบริหาร อย่างน้อยก็ผ่อนคลายร่างกาย ได้เหงื่อบ้าง ทำอย่างที่ครูทำแล้วมาปรับดู แล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า

“เลียนแบบครูอีกแล้วเหรอ”

“แล้วไม่มีสิทธิ์ทำเหรอ”

“ไม่ใช่ มันต้องรู้ตัว ว่าทำไปทำไม ไม่ใช่สักแต่ว่าลอก”

“ตอนนี้รู้สึกว่าร่างกายมันเคล็ด ตัวแข็ง ไหล่แข็ง คอแข็ง อยากจะไปนวด แต่ตอนนี้ไปไม่ได้ ถ้าได้ฝึกโยคะ หรือไม่ก็กายบริหารที่ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ผิดปกติก็จะเป็นการถนอมร่างกาย”

“เออ ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ให้ทำอย่างรู้ตัว และเข้าใจว่าทำไปทำไม ก็แค่นี้”

 

มาถึงบ้านจึงค้นตำรา หาหนังสือโยคะแต่ไม่เจอ เจอแค่ “หนังสือการบริหารร่างกายให้หายเคล็ดขัดยอก” เข้าทางเลยค่ะครู หนูเปิดอ่านและค่อย ๆทำตามไปด้วย แต่ยิ่งอ่าน มันก็ท่าอย่างเดียวกันกับโยคะแหละค่ะ แต่อาจจะมีบางท่าเป็นท่านวดแผนโบราณ ทำเสร็จรู้สึกเบาขึ้น แต่ก็ตึงตามร่างกายอยู่บ้างค่ะ

 

ทำอะไรไปเรื่อย ๆ แล้วจัดแจงอาบน้ำและขึ้นไปสวดมนต์ แล้วก็มาเขียนจดหมายถึงครูค่ะ