กลางดึกคืนวันนั้นอากาศหนาวเย็นแปลกว่าวันอื่นๆ ลมหนาวพัดพาไอหมอกผ่านร่างจนหนาวสะท้าน เสียงหมาหอนรับกันเป็นทอดๆ

สงเคราะห์ภรรยา/สามี

โสภณ เปียสนิท

...........................    

                      กลางดึกคืนวันนั้นอากาศหนาวเย็นแปลกว่าวันอื่นๆ ลมหนาวพัดพาไอหมอกผ่านร่างจนหนาวสะท้าน เสียงหมาหอนรับกันเป็นทอดๆ สลับเสียงเห่าไปจนถึงวัดเล็กๆ กลางหมู่บ้านในดงไม้ มันเย็นเยือกภายนอก และภายในใจของทิดปาน ไอ้ขี้เมาแห่งหมู่บ้านดงเย็น หากใครเฝ้ามอง จะเห็นว่า เขาเดินไปข้างหน้าสามก้าว แต่กลับเดินถอยหลังสองก้าว อาการเซไปเซมาบอกให้รู้ว่า อาการของเขาเป็นปกติ ปกติของเขาคืออาการของคนเมา หลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านตั้งฉายาให้ตามกิจวัตรที่เขาทำ แต่แปลก วันนี้เขามุงหน้าไปทางตรงข้ามกับบ้าน แม้ว่าเวลาจะเลยเที่ยงคืนมานาน หรือว่าเขาเมาจนจำทางผิด

                       เกือบตีหนึ่ง “ไอ้ขี้เมา” เดินหน้าถอยหลังสลับกันจนถึงวัดบ้านดงเย็น ใกล้บ้าน เสียงการเดินลากขาแบบคนเมา เสียงหมาวัดเห่าดังลั่น เรียกความสนใจของพระภิกษุชราองค์หนึ่งนามว่าหลวงตาแป้น “พระบ้า” ตามคำชาวบ้าน ท่านมองเห็นการมาของชายขี้เมาตั้งแต่แรก เพราะยังไม่จำวัด ยังคงเดินอยู่ข้างกุฏิหลังเล็กเก่าๆ ประจำตัวที่อยู่ตั้งแต่บวชเมื่อสิบห้าปีก่อน ชาวบ้านตั้งฉายาท่านว่าพระบ้าก็เพราะท่านชอบเดินอยู่ข้างกุฏิหลังเล็กใกล้ป่าช้าของท่านเกือบทั้งวัน ไม่พูดคุยไม่รับแขก

                      “ไอ้ขี้เมา” และ “พระบ้า” กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนประถมบ้านดงเย็นมาด้วยกัน สมัยนั้น ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันจนชาวบ้านเรียกว่าคู่ปาท่องโก๋ “เจ้าแป้นเจ้าปาน” หลังจบประถมสี่ต่างมีชีวิตไปตามกระแสโลก แต่งงานกับหญิงที่ตนรักตามประชาวบ้าน นายแป้นมีนิสัยเรียบง่าย ไม่ช่างพูดนัก ทำงานรับจ้างไปทั่วตามแต่ใครจะจ้างไปทำอะไร ชีวิตจึงต้องเดินทางไปเรื่อย ๆ ยิ่งนานวันยิ่งกลับบ้านน้อยลง จนวันหนึ่งภรรยาทนไม่ไหวขอหย่า เขาจึงเป็นโสด ในวัยราวสี่สิบห้านายแป้นหันชีวิตเข้าสู่เส้นทางธรรมตั้งแต่นั้น

                      นายปานเคยบวชแบบเร่งรัดสิบห้าวัน หลังใช้ชีวิตคู่ไม่นานนัก และสึกหาลาเพศบรรพชิตออกมาอยู่กินกับภรรยาต่อมาจนถึงปัจจุบัน เขาชอบการดื่มสุรามาแต่วัยหนุ่ม แรกก็เดิมเพียงเล็กน้อย นานเข้าจึงค่อยๆ เพิ่ม ทุกเย็นหลังเลิกงานไร่นาและรับจ้าง การดื่มของเขาเพิ่มขึ้นทีละน้อยสิบกว่าปีผ่านไปเขากลายเป็นนักดื่มประจำหมู่บ้านจนได้รับฉายาดังกล่าว ภรรยาของเขากลายเป็นคนขี้บ่น และนักด่าประจำหมู่บ้าน ทั้งคู่ต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน “ฉันเป็นนักด่าเพราะแก่มันขี้เมาไม่เลิก” ส่วนนายปานก็ว่า “ฉันเมาเหล้าเพราะเบื่อเมียด่า”

                     “เมียด่ามาอีกแล้วหรือไอ้ปาน” พระถามด้วยความคุ้นเคย ปานยกหัวขึ้นมาพยักหน้า “แหม หลวงตา เมียมันไล่ผมออกจากบ้าน” พระไม่ได้ตอบรับและปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า “สามีภรรยาเหมือนลิ้นกับฟัน ต้องกระทบกันบ้าง เอ็งอย่าคิดมากเลย” ทิดปานพูดกึ่งเมากึ่งสร่าง “แค่ผมเมานิดเดียว ปิดบ้านเลย บ๊ะ มันมากไปหน่อย” “โถ นิดหน่อยอะไรวะ เห็นเมาทุกวัน” พระไม่ได้พูดแต่ท่านนึกในใจ

                     “พระสอนว่าภรรยามีหลายประเภท” “อะไรบ้างล่ะหลวงตา” ทิดปานพึมพำ “ภรรยาเพชฌฆาต ภรรยาเสมอโจร ภรรยาเสมอนาย ภรรยาเสมอแม่ ภรรยาเสมอน้องสาว ภรรยาเสมอเพื่อน ภรรยาเสมอคนใช้” พระสอนยาว “เมียผมถ้าจะเป็นประเภทแรกมากกว่าอย่างอื่น มันจะฆ่าผมทุกวัน” ทิดปานว่าด้วยอารมณ์โมโห พระมองหน้าเพื่อนเก่าด้วยแววสังเวช “มันไม่เสมอกันหลายอย่างเว้ย มันก็ทะเลาะกันอย่างนี้แหละ” “อะไรไม่เสมอกันบ้างเล่า ท่าน” ทิดปานอยากรู้ “ศรัทธาไม่เสมอกัน ศีลไม่เสมอกัน บริจาคไม่เสมอกัน และปัญญาไม่เสมอกัน” พระว่าเรื่อยๆ ทิดปานทำหน้ายุ่ง ไม่ค่อยจะเข้าใจ “อ๋อ ต้องเสมอกัน” “ใช่ซิว่ะ” พระสอนแบบเพื่อน “เอาเป็นว่าทำอย่างไรจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า”

                      พระจึงกล่าวว่า “ต้องสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ด้วยทานการให้ เช่นการให้อภัยกัน ต้องพูดให้เพราะ ต้องทำตัวให้มีประโยชน์ ต้องวางตนสม่ำเสมอ หมายถึงเป็นคนดีนะเว้ย เจ้าปาน” ทิดปานพอเข้าใจ “ใช่ มันต้องอย่างงี้จึงฟังดูง่ายหน่อย” พระหลวงตากล่าวว่า “ต้องช่วยกันทำหน้าที่ เมียทำหน้าที่เมีย ผัวทำหน้าที่ผัว เช่น หน้าที่ของสามีต้องยกย่องภรรยา ไม่ดูหมิ่นภรรยา ไม่นอกใจภรรยา มอบความเป็นใหญ่ และ ให้เครื่องแต่งตัวแก่ภรรยา แล้วเอ็งทำได้บ้างสักข้อหรือเปล่า” ใช่ เขาเห็นด้วย แต่เขาเองไม่เคยได้ทำสักข้อ “ไม่เห็นเมียมันทำอะไรให้ผมบ้างเลย พระไม่สอนบ้างหรือ” ทิดปานว่าตามประสาอันธพาล “สอนซิว่ะ หน้าที่ของภรรยาคือ ต้องจัดการงานให้ดี ต้องสงเคราะห์ญาติ ต้องไม่นอกใจ ต้องรักษาทรัพย์ ต้องขยันทำงานตามหน้าที่” ทิดปานกล่าวต่อโดยเร็ว “นั่นไง เมียผมไม่เห็นทำสักข้อ” เขาแสดงทัศนะด้านลบต่อภรรยา กลบความผิดของตน

                       พระหลวงตายิ้มท่องคำสอนเบาๆ “ผิดคนอื่นมองเห็นเป็นภูเขา ผิดของเรามองเห็นเท่าเส้นขน” พร้อมยื่นถ้วยน้ำชาอุ่นๆ ส่งให้ ทิดปานนั่งจิบชาพร้อมคลึงถ้วยชาอุ่นในมือช้าๆ สีหน้าครุ่นคิด หน้าตาท่าทีดีขึ้นมาก มองหน้าอดีตเพื่อนรักด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ “อะไรหนอทำให้อดีตเพื่อนรักมีความคิดอ่านฉลาดล้ำลึกขนาดนี้ อีกทั้งท่าทีดูสุขุม เหมือนเป็นคนอื่น” เขาคิดเรื่อยเปื่อย พระแป้นเหมือนเดาความคิดเขาออก “เพราะพระศาสนานี้ที่ทำให้ฉันฉลาดขึ้น” ทิดปานยังสงสัย ถามว่า “พระสอนเรื่องครอบครัวได้ด้วยรึ” หลวงตาแป้นตอบเร็วเหมือนคิดไว้ก่อน “พระท่านสอนการดำรงชีวิตแก่ชาวบ้าน และสอนธรรมขั้นสูงสำหรับชาววัดไปพร้อมๆ กัน

                       “ยังมีคำสอนเชิงพุทธสำหรับหญิงที่แต่งงานไว้ด้วย แก่อยากรู้ไหม” พระถามเชิงตรวจสอบความสนใจ “สอนยังไง” ทิดปานถามด้วยท่าทีสนใจ “คำสอนมีอยู่ว่า ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า ให้แก่ผู้ให้ ไม่ให้แก่ผู้ที่ไม่ให้ ให้ไม่ให้ก็ให้ กินให้เป็นสุข นั่งให้เป็นสุข นอนให้เป็นสุข บูชาไฟ บูชาเทวดา” พระกล่าวยาวจนทิดปานทำหน้างงหนัก “ไม่เห็นเกี่ยวกับการแต่งงานเลย หลวงตา” พระท่าจะเมามั้ง ทิดปานคิดแบบลืมกลัวบาป “เกี่ยวซิว่ะ คำสอนเชิงปริศนาให้คิดเว้ย” พระว่าเหมือนรู้ทันคู่สนทนาคิดอย่างไร “งั้นต้องอธิบายต่อ” “มันก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว” “ก็ว่าไปซิท่าน” ทิดปานเร่ง “ไฟในอย่านำออก หมายถึงว่า เรื่องไม่ดีในครอบครัวอย่าเล่าให้คนนอกครอบครัวฟัง ไฟนอกอย่านำเข้า หมายถึงว่า เรื่องไม่ดีภายนอกอย่านำมาเล่าในครอบครัว” เออมันก็จริงอย่างว่า ทิดปานคิดตาม “ให้แก่ผู้ให้ ใครมาขอหยิบยืมทรัพย์สินสิ่งของแล้วส่งคืนตามกำหนดอย่างนี้ถือว่าควรให้ ถ้าให้หยิบยืมแล้วไม่คืน ไม่ทำตามสัญญา เช่นนี้ต้อง ไม่ให้แก่ผู้ไม่ให้” ก็เข้าทีมีประโยชน์ ทิดปานยังใคร่ครวญตาม “ให้ไม่ให้ก็ให้ หมายถึงว่าคนนั้น “เป็นญาติ” ทั้งสองฝ่าย อย่างไรต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว กินให้เป็นสุข คือจัดให้คนในครอบครัวกินก่อนแล้วค่อยกินที่หลัง นั่งให้เป็นสุขคือนั่งต่ำกว่าบิดามารดา นอนให้เป็นสุขคือการตื่นก่อนนอนหลังพ่อแม่สามี” ทิดปานพยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่ “บูชาไฟคือเมื่อพ่อแม่สามีโกรธต้องนิ่งฟังไว้ก่อน ส่วนการบูชาเทวดาคือ เมื่อคนในครอบครัวทำความดีต้องช่วยกันส่งเสริม”

                       พระหลวงตาหยุดพูด ยกถ้วยน้ำชาอุ่นๆ จิบควันฉุย ทิดปานยื่นถ้วยขอน้ำชาเพิ่มเติมแก้กระหาย ขณะกล่าวต่อว่า “พระสอนได้ฉลาดดี เพราะอะไร” หลวงตาหยุดนิ่งชั่วขณะแล้วกล่าวว่า “จิตที่สงบทำให้เกิดปัญญา” ทิดปานทำหน้างง “หน้าเสียดายที่ชาวพุทธไม่ค่อยสนใจฝึกจิต จิตจึงไม่สงบ ก่อให้เกิดปัญหามากมาย” “ขี้เมาอย่างผมฝึกได้หรือเปล่าหลวงตา” ชายขี้เมาที่เพิ่งจะหายเมา ถามด้วยความสงสัย “ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป” พระใช้บทกวีสุนทรภู่แทนคำตอบ พร้อมยืนยัน “หายเมาแล้วฝึกได้ทุกคน”

                     ทิดปานรู้สึกเคารพพระแป้นอดีตเพื่อนขึ้นมาก ความดีในอดีตที่เคยสร้างไว้คงเริ่มส่งผลทำให้เขามีความศรัทธาในคำสอนของท่านขึ้นบ้าง มันแปลกที่สิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยเห็นท่านแสดงความเก่งกล้าสามารถทางพระศาสนาเลยสักนิด ชาวบ้านว่าท่านบ้า เพราะไม่เห็นท่านคุยกับใคร อยู่แต่ในกุฏิติดป่าช้า ห่างไกลส่วนอื่นๆของวัด ออกมาข้างนอกก็เดินอยู่ข้างกุฏิกลับไปกลับมาจนทางจงกรมเป็นร่องลึก เลิกเดินก็กลับเข้ากุฏิอีก เลากันว่า มีคนเห็นท่านคุยกับหลุมฝังศพใกล้กุฏิของท่านบ่อยๆ  

                      เสียงไก่ขันแว่วมาจากตรงนั้นตรงนี้ใกล้บ้างไกลบ้าง กระชั้นถี่มากขึ้น แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทิศตะวันออก ทิดปานถามพระแป้น “ผมควรทำอย่างไรกับชีวิตดี” “ก็บวชพระซิวะดีที่สุด” พระแนะนำแบบไม่ต้องคิดมาก “อยากให้เอ็งไปลองคิดดูไม่ต้องรีบ คิดได้แล้วค่อยมาบอก” ทิดปานนั่งนิ่งเนิ่นนาน มองสีเงินยวงที่ขอบฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ หรือว่านั่นคือแสงทองของชีวิตของเขาด้วย “ขออนุญาตเมียก่อนนะ” เสียงพระแว่วมาจากข้างหลังขณะเขาก้าวเดินจากกุฏิหลังนั้นมา