วันนี้ ได้พบบทความดีๆจากเว็บไซต์ใจดี http://www.wiseknow.com/blog/2009/07/13/2913/ แล้วรู้สึกว่า หากท่านใดยังไม่ได้อ่านแล้วได้อ่านบ้าง น่าจะรู้สึกดีเหมือนตนเองบ้างก็ได้
บทความนี้เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชื่อเมลิดา เกตส์ เห็นนามสกุลแล้วคุ้นๆมั้ยคะ คล้ายนามสกุลมหาเศรษฐีบิลล์ เกตส์ เลยใช่ไหมคะ ก็ผู้หญิงคนนี้ เป็นภรรยาสุดที่รักของเขานั่นแหล่ะค่ะ
รวยแล้วรู้จักให้คืน น่าจะเป็นคำจำกัดความของผู้หญิงคนนี้ได้ดีที่สุด "เมลิดา เกตส์" ไม่ใช่เรื่องง่านนักที่จะวางตัวให้เป็นที่ยกย่อง นับหน้าถือตาของคนทั้งโลกในฐานะภรรยาของอภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
![]() |
ทุกวันนี้เธอทุ่มเททรัพยากรและความตั้งใจให้กับงานการกุศล เพื่อให้โลกน่าอยู่มากขึ้น
นิตยสาร Vogue ได้สัมภาษณ์ตัวตนและคมความคิดเพื่อโลกของเธอไว้อย่างน่าสนใจ ผ่านบทความ “Gates of Heaven” ที่ตีพิมพ์ในฉบับประจำเดือนมีนาคม 2552
เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายของมูลนิธิบิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์ ฟาวน์เดชั่น องค์กรการกุศลที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลก เธอกล่าวว่า เรากำลังพยายามแก้ปัญหาความอดอยากในโลก รวมถึงโรคร้ายต่างๆ ซึ่งแม้นี่จะเป็นไอเดียที่แสนจะธรรมดา แต่ทว่าจริงๆ แล้วนี่คือการปฏิวัติ
“เราเริ่มต้นมูลนิธิแห่งนี้จากฐานความคิดที่ว่าทุกคนต้องเท่าเทียมกัน หากเด็กอเมริกันได้รับการปกป้องจากโรคหัด สิ่งนี้ก็ควรจะเกิดกับเด็กๆ ในแซมเบียเช่นกัน”
เมลินดาเติบโตในดัลลัส เธอเป็นลูกสาวของคุณพ่อคุณแม่ที่อุทิศตนให้กับงานด้านสังคม และเรียนใน “Ursuline Academy” ไฮสกูลคาทอลิกหญิงล้วนที่ยึดหลักการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งนี่อาจหล่อหลอมความคิดเพื่อสังคมของเธอมาจนถึงวันนี้ จากนั้นก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดุ๊ก โดยเรียนด้านเศรษฐศาสตร์และคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นเข้าทำงานในบริษัทไมโครซอฟท์ในวัย 22 ปี
แม้เธอจะมีส่วนผลักดันความสำเร็จของหลายๆ ผลิตภัณฑ์ และรักงานที่ ไมโครซอฟท์ แต่เมื่อแต่งงานกับ “บิลล์” ในปี 2537 และมีลูกคนแรก เธอก็ตัดสินใจออกจากงาน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่เขาอย่างมาก เธอให้เหตุผลว่า เธอไม่สามารถทำงานและอยู่กับสามีที่ทำงานตลอดทั้งวัน และคิดว่านี่คือครอบครัว ซึ่งบิลล์ก็เข้าใจ
หลังจากออกจากงานมาได้ 4 ปี เธอและบิลล์ก็เริ่มก่อตั้งมูลนิธิบิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์ ฟาวน์เดชั่น ซึ่งปัจจุบันมีทรัพย์สินอยู่ราวๆ 35 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นองค์กรการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย
เมลินดาบอกว่า เธอพยายามสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่เธอรัก 2 สิ่ง คือ ความรักที่มีต่องานที่ทำ ซึ่งเราคาดหวังว่างานของมูลนิธิจะประสบความสำเร็จ และความรักที่มีต่อลูกๆ ซึ่งฉันเป็นแม่แบบที่เรียกว่า “working mom”
เมื่อเธอลุกขึ้นมาประกาศจะแก้ปัญหาความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บ เธอรู้ว่าตัวเองกำลังขอในสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
เธอบอกว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราที่ทำงานในมูลนิธิ คือ เรายังอยู่บนหนทางที่ยาวไกล เมื่อฉันสามารถเลือกที่จะทุ่มเทกับงานมากหรือน้อย ฉันก็อยากจะทำ อยากจะเป็นส่วนสำคัญของงานนี้
“คุณต้องถามตัวเองว่าเราจะออกไปเลี้ยงอาหารให้ผู้คน หรือจะนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง และมัวแต่โต้เถียงกันไปมาว่าจะทำอย่างไร แต่ฉันต้องการให้คนเหล่านั้นมีชีวิตและอยู่รอดต่อไปได้ เราจึงต้องพยายามทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งหากมันไม่ดีพอ ก็ลองทำสิ่งอื่นๆ อีก แต่เราจะต้องรักษาความพยายามนั้นไว้จนกว่าจะหาวิธีที่ได้ผลแล้ว”
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิเกตส์ ฟาวน์เดชั่น อาจจะประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อย ถ้าหากไม่มีเงินมากพอ แต่อย่างน้อยก็มีอิทธิพลที่จะทำให้องค์กรธุรกิจหันมายึดหลักความเมตตาที่จะ เอื้อเฟื้อต่อองค์กรการกุศล
“แอนโทนี่ เอส. ฟอซี” ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งสหรัฐ ระบุว่า พวกเขาต้องการจะเดิมพันกับโครงการนี้ และแม้ว่าในที่สุดมันจะล้มเหลว แต่พวกเขาก็จะไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจ
น่าสนใจว่า แทนที่จะเอาเงินบริจาคแก่สถาบันต่างๆ ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง หรือโรคที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากในประเทศพัฒนาแล้ว แต่บิลล์และเมลินดาโฟกัสไปยังปัญหาที่ยังไม่มีใครสนใจแทน พวกเขาบริจาคเงินมากกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อริเริ่มและสนับสนุนงานขององค์กรที่ช่วยจัดหาวัคซีนให้แก่ประเทศกำลัง พัฒนาที่มีชื่อว่า “โกลบอล อัลไลแอนซ์ ฟอร์ วัคซีน แอนด์ อิมมูนิเซชั่น”
(GAVI)
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า GAVI ได้ช่วยปกป้องผู้คน 3.4 ล้านรายไม่ให้ล้มตายด้วยโรคร้ายในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยได้จัดหาวัคซีนสำหรับโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน ให้แก่เด็กๆ กว่า 50 ล้านคน รวมถึงให้การสนับสนุนให้เด็กๆ อีก 200 ล้านรายพ้นจากโรคตับอักเสบบีและไข้เหลือง ขณะที่อัตราการตายจากโรคหัดทั่วโลกลดลงจาก 750,000 รายต่อปีในปี 2548 อยู่ที่ 250,000 รายในปีที่แล้ว
เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิเกตส์ยังบริจาคให้โครงการป้องกันมาลาเรียในประเทศแซมเบีย เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของคนที่นั่นลงครึ่งหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากเป้าหมายของมูลนิธิ โดยมูลนิธิมีเป้าหมายที่จะจัดการกับโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนในประเทศกำลัง พัฒนามากที่สุด นั่นคือ เอดส์ มาลาเรีย และวัณโรค
เมลินดาบอกว่า เธอคิดเสมอว่าเธออยากให้คนพูดถึงความสำเร็จของมูลนิธิในห้วงเวลาที่เธอมี ชีวิตอยู่อย่างไร พวกเราทำในสิ่งที่ผู้คนจะหันกลับมามองและพูดว่า ว้าว พวกเขาได้ทำในสิ่งที่เป็นความกังวลที่ยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งนี่คงไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวหรือปีเดียว
อาจพูดได้ว่า ถ้าไม่มีเมลินดาก็อาจจะไม่มีมูลนิธินี้ เธอจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มูลนิธิทุ่มเทอย่างหนักเพื่อพัฒนาสุขภาพของผู้คนทั่วโลก
ก่อนหน้าที่จะแต่งงานกับบิลล์ แม่ของเขาเขียนจดหมายถึงเธอ โดยย้ำว่ามีโอกาสน้อยมากที่คู่แต่งงานจะใช้ความมั่งคั่งที่มีเพื่อเปลี่ยน แปลงโลก ซึ่งนี่ทำให้ทั้งคู่วางแผนที่จะแบ่งปันเงินทั้งหมดที่มี เพียงแต่ในตอนแรกบิลล์ตั้งใจจะทำสิ่งนี้เมื่อแก่ตัวลง ทว่าเมลินดามีคนสำคัญที่เปลี่ยนแปลงความคิดของเขา
เมลินดาสนใจการควบคุมประชากรและแปลกใจที่การพัฒนาระบบสุขภาพทั่วโลกจะทำ ให้จำนวนประชากรโลกมากขึ้น เนื่องจากพวกเขาจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่เมื่อมีสุขภาพแข็งแรงก็จะแสวงหาความร่ำรวย ซึ่งหากคนเหล่านี้มีลูกแค่คนสองคน พวกเขาก็สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ แต่ทุกวันนี้มีเด็กๆ นับล้านตายเพราะโรคท้องร่วง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเรื่องที่ไม่น่าเกิด
ปัจจุบันบิลล์และเมลินดาอยู่กับลูกๆ ทั้ง 3 คน (ลูกสาว 2 คน อายุ 12 และ 6 ขวบ ส่วนลูกชายอายุ 9 ขวบ) ในบ้านหลังโตริมทะเลสาบเลค วอชิงตัน คุณพ่อและคุณแม่ปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูกๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ พยายามให้ความปลอดภัยเท่าที่จำเป็นและให้พวกเขาเติบโตอย่างเด็กทั่วๆ ไป
“ลูกๆ สามารถทำอะไรได้แทบทุกอย่าง ยกเว้นเพียง 2-3 อย่างที่เป็นข้อห้ามในบ้าน และไอพอดและไอโฟนก็เป็น 2 สิ่งที่เราไม่ซื้อให้ลูก”
ทั้งบิลล์และเมลินดาติดต่ออีเมล์กับคนอื่นๆ และพนักงานแทบทุกวัน แต่เมื่อถึงเวลาพักผ่อนของครอบครัว พวกเขาจะปิดรับการติดต่อ ไม่เช็กอีเมล์ ไม่เช็กวอยซ์เมล์
เมลินดาบอกว่า เราจะเดินบนชายหาดยาวๆ แล้วก็คุยกันเกี่ยวกับมาลาเรีย และอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งบางครั้งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะคุยกัน แต่เราเป็นคู่ที่ไม่ธรรมดา
แล้วชีวิตคู่บทใหม่ก็เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เมื่อบิลล์ถอนตัวจากเก้าอี้ประธานไมโครซอฟท์ บิลล์และเมลินดาจึงอุทิศเวลามากขึ้นสำหรับมูลนิธิ และจังหวะของความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไป พวกเขาเดินทางเพื่อหาข้อมูลด้วยกัน ทั้งการเดินทางไปแอฟริกาหรือเอเชียด้วยกัน
