ฉันเติบโตที่หมู่บ้านท่ามะขามแห่งนี้ ใกล้สายแม่น้ำแควใหญ่ เรียนหนังสือที่โรงเรียนเล็กที่นี่ แต่งงานหาเลี้ยงชีพที่นี่ สี่สิบห้าปีแล้ว

บำรุงบิดามารดา

โสภณ เปียสนิท

...........................    

                “ฉันเติบโตที่หมู่บ้านท่ามะขามแห่งนี้ ใกล้สายแม่น้ำแควใหญ่ เรียนหนังสือที่โรงเรียนเล็กที่นี่ แต่งงานหาเลี้ยงชีพที่นี่ สี่สิบห้าปีแล้ว ฉันคิดว่า ที่ตายของฉันก็คือที่แห่งนี้ด้วย” สุนีย์ทอดสายตามองลำน้ำแควใหญ่จากบนตลิ่งหลังบ้านของเธอ เมื่อคราว สุนัย เพื่อนรักวัยเรียนหนังสือมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย ที่โรงเรียนในเมืองกาญจนบุรี มาเยี่ยมถึงบ้าน สองคนยืนเคียงกันมองสายน้ำไหลเอื่อยริน รำลึกย้อนหลังถึงวันเก่าๆ วัยเด็กที่ผ่านเลยจนถึงวันนี้ วันที่ทั้งคู่เลยวัยกลางคนมาพอควร

                สุนัยท้วงติงเบาๆ ว่า “พูดเลยไปถึงความตายเลยรึ เป็นลางไม่ดีนา คนเขาถือกัน” สุนีย์หันมองหน้าเพื่อน “เธอถือแบบนั้นด้วยหรือ ฉันว่าวัยของเรามากพอที่จะเข้าใจความเป็นจริงที่ว่า “เกิดเท่าไรตายเท่านั้น” อันนี้พระท่านสอนไว้”สุนัยมองหน้าเพื่อน แถมทำหน้าล้อเลียน “เธอนี้แก่พรรษาไม่เบานะ เอาคำพระคำเจ้ามาอ้างให้ฉันฟังได้อย่างนี้ถือว่าเป็นผู้คงแก่เรียนทางธรรม” สุนีย์กล่าวต่อ “ใช่ ฉันแค่อ่านหนังสือเอาเท่านั้นเอง เดี๋ยวนี้หนังสือทางธรรมมีเยอะ พระเทศน์ทางทีวีก็มาก วันพระในพรรษาฉันก็ไปรักษาศีลที่วัด ฟังพระเทศน์เอาบ้าง เลยเข้าใจตามท่านว่า ความตายเป็นเรื่องปกติ พระท่านส่งเสริมให้คิดถึงความตาย เรียกว่า มรณานุสสติ” สุนัยทำหน้าแปลกใจ “โอ้โห เธอนี่ไปไกลแล้วนี่”

                สุนัยชวนเพื่อนเดินกลับมานั่งที่ชิงช้าไม้ข้างบ้าน แล้วถือโอกาสเปลี่ยนเรื่องสนทนา “ชีวิตวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” สุนีย์ตอบทันที “มันก็เป็นของมันเรื่อยๆ ไม่ลำบากอะไร และไม่สบายจนเกินไปนัก” “ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือไม่” “ถ้าเอาความพึงพอใจเป็นเกณฑ์ล่ะก็ ฉันว่าประสบความสำเร็จแล้ว” “เพราะอะไรบ้างที่คิดว่าพอใจ” “เพราะฉันมีครอบครัวที่ดี มีการงานทำ ดำรงชีพได้โดยไม่เดือดร้อนใคร มีลูกที่ดี เรียนจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย ทุกคน ยังเหลือหน้าที่สำคัญอีกอย่างเดียวที่ฉันต้องทำ” สุนัยถามโดยเร็ว เพราะคิดไม่ออกว่า เพื่อนต้องทำสิ่งใด “เธอต้องทำอะไร?” “ฉันมีแม่ให้ดูแล ท่านแก่มากแล้ว”

สุนีย์ยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อนึกถึงแม่ผู้ชราที่บ้าน “ฉันเป็นลูกคนโต อยู่กับแม่จนถึงอายุ 25 ปี แยกออกไปมีครอบครัว สามสิบปีต่อมา ฉันอายุ 55 ปี แม่อายุ 75 ปี ย้ายกลับมาอยู่กับฉันอีกครั้ง เพราะชรา และความเจ็บไข้” “เธอก็ต้องดูแลแม่คนเดียว” “ก็ไม่เชิง ลูกคนอื่นก็ช่วยดูแลบ้าง ตามโอกาส” สุนีย์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันมีโอกาสดีกว่าคนอื่นมาก ได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่แก่พระอรหันต์” สุนัยมองสุนีย์ด้วยสายตาที่แปลกออกไป “คนส่วนมากมองว่าการเลี้ยงดูพ่อแม่เป็นภาระ” “ใช่ แต่ฉันคิดไม่เหมือนคนอื่น ต้นไม้เมื่อได้รับการบำรุงด้วยน้ำและปุ๋ยหลายปี ย่อมให้ผลไม้เป็นการตอบแทน คนได้รับการเลี้ยงดูจนเติบโตย่อมต้องตอบแทนคุณ” สุนีย์มองการเลี้ยงดูพ่อแม่ว่าเป็นการตอบแทนคุณ เป็นการทำบุญอันยิ่งใหญ่ เมื่อเห็นสุนัยยังมีสีหน้าครุ่นคิด จึงกล่าวต่อไป “ทองคำแท้หรือไม่โดนไฟก็รู้ คนดีหรือไม่ ให้ดูที่เลี้ยงพ่อแม่หรือไม่” สุนัยถามเบา ๆ ขณะใช้เท้ายันพื้นให้ชิงช้าแกว่งช้า ๆ “เหตุใดเธอจึงคิดแบบนี้” “ไม่รู้ซิ อาจเป็นนิสัยเดิมที่สืบเนื่องจากชาติปางก่อน อาจเป็นเพราะการอ่านหนังสือธรรมะ และฟังพระเทศน์บ่อยมั้ง นานเข้ามันจึงคิดแบบนี้”

สุนัยถามต่อไปว่า “คิดว่าอะไรเป็นบันไดสู่ความสำเร็จของชีวิตของเธอ” คราวนี้สุนีย์นิ่งคิดยาวนาน ทอดสายตาเหม่อมองผ่านแมกไม้ร่มรื่นไปที่แม่น้ำแควใหญ่ ครุ่นคิดบทสรุปของชีวิตอันยาวนาน “ฉันว่าความกตัญญูและการตอบแทนคุณของผู้มีพระคุณพาชีวิตฉันมาสู่จุดนี้ ฉันเป็นคนอย่างนี้” เห็นเพื่อนยังแกว่งชิงช้าเรื่อยๆ เหมือนกับสายน้ำแควใหญ่เอื่อยริน จึงกล่าวต่อ “ความคิดของฉันไม่เหมือนคนอื่น เห็นว่าบุญอยู่เบื้องหลังของความสำเร็จทุกอย่าง ดังนั้นคนเราต้องทำความดี” เพื่อนจึงถามว่า “ความดีของเธอคืออะไร” “ความกตัญญูและการตอบแทนคุณต่อพ่อแม่ไง เป็นบุญสูงสุด” “เหตุใดจึงเป็นบุญสูงสุด” “เพราะพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก การทำบุญกับพระอรหันต์จึงเป็นบุญสูงสุด” “อย่างนั้นเธอต้องบอกให้รู้ว่าบุญคุณของแม่มีอะไรบ้าง” “ท่านเป็นต้นแบบทางกาย  และเป็นต้นแบบทางใจ นักปราชญ์ทั้งหลายยกย่องพ่อแม่ไว้มากมาย  พ่อแม่เป็นพรหมของลูก พ่อแม่เป็นเทวดาของลูก พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก พ่อแม่เป็นวิสุทธิเทพของลูก เห็นไหมต่างล้วนยกย่องพ่อแม่อย่างสูงสุด” สุนัยถามว่า “ลูกต้องทำอย่างไรบ้างตอบแทนคุณท่าน” “ต้องกตัญญู กตเวที ทั้งตอนเป็น และตอนตาย” สุนัยทำหน้าสงสัย “ตอบแทนคุณตอนตายทำอย่างไร” “ตายแล้วเราตอบแทนพ่อแม่ได้โดยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน รักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ก็เป็นการตอบแทนคุณท่านอย่างหนึ่งเหมือนกัน” สุนีย์ตอบคำถามตามที่ตนเองคิด แล้วกล่าวต่อไป

“แต่การตอบแทนคุณที่ดีที่สุดนั้น พระสอนว่าหากท่านไม่ศรัทธาในศาสนาทำให้ท่านศรัทธา ทำให้ท่านยินดีในทาน ทำให้ท่านยินดีในศีล ทำให้ท่านยินดีในภาวนา” สุนัยทำหน้างงหนักยิ่งขึ้น เขาไม่เชื่อว่าเพื่อนจะแก่วัดได้ถึงขนาดนี้ “เธอแก่วัดขนาดนี้เชียวหรือ” “ไม่หรอก ฉันเพิ่งเริ่มต้นศึกษาไม่นาน เพียงแค่ปริยัติ ศึกษาในเชิงทฤษฏีเท่านั้น” “อะไรกันศึกษาขนาดนี้ยังไม่พออีกหรือ” “ยังไม่ลงมือปฏิบัติเลย ต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนเหล่านี้ให้ครบถ้วน แล้วจะได้รับผลจริง ซึ่งเรียกภาษาธรรมว่าปฏิเวธ” สุนัยตั้งคำถามใหม่ว่า “อานิสงส์การบำรุงบิดามารดาคืออะไรบ้างเล่า” สุนีย์มองหน้าเพื่อนด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ดวงใจของเธอสงบงาม นึกคำพระเทศน์เท่าที่เคยได้ฟังมาหลายหน “ข้อหนึ่งเลย ทำให้เป็นคนอดทน เพราะการดูแลพ่อแม่ซึ่งแก่ชรานั้นไม่ง่าย ไหนจะร่างกายสังขารของท่านที่เสื่อมไปตามกาลเวลาที่ล่วงเลย ไม่ค่อยจะเป็นไปตามที่สมองของท่านสั่งการ จะนั่งจะยืนจะเดินจะนอนล้วนไม่สะดวก ไหนจะสภาพของจิตใจที่มักจะกลับไปเหมือนเด็กอีกครั้ง หลงนั่นลืมนี่ ขี้น้อยใจ เอาแต่ใจตัวเอง เพราะถือว่า อาบน้ำร้อนมาก่อน เรียกว่าต้องอดทนสุดๆ”

“ข้อสอง ทำให้เป็นคนรอบคอบ มีเหตุผล เพราะต้องคอยระมัดระวังทั้งเรื่องส่วนตัว ทั้งกายวาจาใจที่คิดพูดทำลงไปแล้วจะไม่กระทบกระทั่งอารมณ์และความรู้สึกของพ่อแม่ จะไปทำงานก็ต้องสั่งการคนที่อยู่ดูแลพ่อแม่ให้ปฏิบัติตามกิจวัตรที่คุ้นเคย นับแต่เริ่มวันใหม่ ล้างหน้าแปรงฟันเข้าห้องน้ำทำกิจส่วนตัว รับประทานอาหาร หยูกยา ก่อนหลังอาหารแต่ละมื้อ เป็นต้น”

“ข้อสามทำให้พ้นทุกข์ภัยต่างๆ ได้โดยง่าย เพราะผู้เลี้ยงดูบิดามารดาย่อมเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ที่วัดท่าน้ำตื้นเคยมีเจ้าอาวาสองค์หนึ่ง เล่าให้ฟังว่าท่านเองเคยเป็นโจรร้ายปล้นเขากินอยู่เป็นประจำ แต่มีคุณธรรมประการเดียวที่ปฏิบัติไว้เสมอ คือการเลี้ยงดูบิดามารดา ปล้นได้เป็นต้องยกขึ้นเหนือหัวให้พ่อแม่ทุกครั้งโดยที่ท่านไม่รู้ ครั้งหนึ่งตำรวจล้อมท่านไว้ในพุ่มไม้ชายน้ำบนหาดทรายกว้างใหญ่ ตำรวจก็ไม่กล้าเข้าตรวจค้น ท่านเองก็ไม่กล้าออก ตำรวจขู่ว่า หากไม่ออกมาโดยดีจะเผาพงไม้แห้ง ท่านเสี่ยงสัตยาธิฐานว่า ด้วยอานิสงส์ที่เลี้ยงดูพ่อแม่ไม่เคยขาดเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา ขอให้พระคุณพ่อแม่ปกปักรักษา หากรอดคราวนี้ไปได้จะขอบวชอุทิศชีวิตแด่พระศาสนา แล้วตัดสินใจวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง ปรากฏว่าแคล้วคลาดปลอดภัย จึงบวชไม่สึกอีกเลย”

“ยังมีข้ออื่นอีกมากที่เดียว เช่นผู้เลี้ยงดูพ่อแม่มักได้ลาภโดยง่าย เพราะบุญที่ตนเองบำรุงเลี้ยงพ่อแม่ แคล้วคลาดจากโพยภัยต่างๆ ได้โดยไม่เดือดร้อน เทวดามักตามรักษาผู้ที่เลี้ยงดูพ่อแม่เสมอ ผู้ที่เลี้ยงดูมักได้รับการยกย่อง เจริญก้าวหน้า มีลูกก็จะได้ลูกดี ทำให้มีความสุข เป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของทุกคน”

สุนีย์พูดถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยดวงตาเป็นประกาย จนสุนัยอดสงสัยไม่ได้ว่า “นี่กระมังคือลักษณะของคนที่มีบุญ” เพราะตลอดเวลาแห่งการเป็นเพื่อนที่ผ่านมาไม่เคยเห็นสุนีย์ทำกรรมชั่วสิ่งใด แถมยังมีโอกาสได้ทำกรรมดีโดยตลอด ทั้งการทำทานที่วัด รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นประจำ สำคัญที่สุดคือ เธอได้บำรุงบิดามารดาให้ท่านอยู่อย่างสบายในช่วงปัจฉิมวัยของท่าน ที่สังเกตเห็นอีกอย่างคือ ลูกของสุนีย์ทั้งสามคน ทุกคนเป็นคนรับผิดชอบ ในหน้าที่ ศึกษาเล่าเรียน จบปริญญาตรี รับผิดชอบชีวิตตนเองจนตลอดรอดฝั่ง ไม่เป็นภาระแก่พ่อแม่ให้ห่วงใย