อาชีพน่ารังเกียจใหม่ล่าสุดของเมืองไทย

วันก่อนผมได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเขาเล่าให้ผมฝังว่า พอเขารู้ว่าคนที่เขาจีบเป็นคนนวด เขาก็ตั้งแง่รังเกียจในทันที ทั้งๆที่เขาก็ประกอบอาชีพสุจริต มันแสดงให้เห็นถึงความใจแคบของคนไทย การยึดมั่นในทัศนคติส่วนตัวมากจนมองไม่เห็นเหตุผลและความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน

แต่วันนี้เอง ผมได้รับทราบว่า วิชาชีพติดตัวผม ก็กำลังเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของคนไทยเช่นกัน มีน้องคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเรียนจบมาไม่นานและกำลังมองหางานทำ เข้ามาคุยกับผม เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการทำงานราชการ ผมเองก็ได้ให้คำชี้แนะและกลเกมส์ในการเข้ามาทำงานสายนี้ อย่างเต็มที่ตามแต่ประสบการณ์ผมจะมีให้ และบทสนทนาสุดท้ายนั้น น้องเขาถามผมว่า "พี่จบอะไรมาครับ" ผมก็ตอบว่า "ผมจบมาหลายปริญญา และใบหนึ่งคือ รัฐศาสตร์" เท่านี้เอง น้องคนนั้น แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ และบอกลาด้วยคำว่า "เท่านี้นะครับ ผมไม่อยากคุยกับพวกรัฐศาสตร์ ตอนเรียนผมก็เกลียดพวกที่เรียนคณะนี้มากๆ ผมไม่ชอบพวกที่ทำตัวว่ารู้จักการเมืองมากกว่าคนอื่น" ท่าทีสิ่งที่น้องเค้าแสดงออกเพื่อตอบแทนน้ำใจของผม เป็นอะไรที่แย่เอามากๆ ผมรู้ว่าน้องคนนี้มีแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งมั่นในแบบของเค้า แต่ตั้งแต่เค้ามาคุยกับผม ผมไม่เคยคุยเรื่องการบ้านการเมืองเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมันเป็นหัวข้อสนทนาที่ไม่เหมาะสมสำหรับประเทศที่ประชาชนมีทัศนคติคับแคบ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ ผมก็เคยเจอมาคล้ายๆแบบนี้ เพื่อนผมเองก็เช่นกัน บุคคลที่มีวิชาชีพในการวิเคราะห์เหตุบ้านการเมือง กลายเป็นอาชีพที่น่ารังเกียจไปเสียแล้วจริงๆ ผมเองก็พอจะทราบว่าทำไม นั่นเพราะเรามักถูกซักถามและให้ช่วยวิเคราะห์ปัญหาความวุ่นวายในบ้านในเมืองนี้ให้ฟัง ซึ่งแน่นอน ไม่ว่าคนผู้ถามจะบอกว่าเขาเป็นกลางทางการเมือง แต่จริงๆไม่มีหรอกครับ คนเป็นกลาง ย่อมเอียงไปทางใดทางหนึ่ง และไม่ว่าเราจะวิเคราะห์ออกมาทางใด ก็จะไม่เป็นที่สบอารมณ์ของผู้ฟัง เราจึงกลายเป็นบุคคลน่ารังเกียจของสังคมไทยไปในที่สุด

หากคนถามเราว่า การเรียกร้องและการเคลื่อนไหวของคนเสื้อเหลืองถูกต้องหรือไม่ ก็ตอบได้ทันทีว่าไม่ถูก เพราะข้อเรียกร้องนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผล และอาจเรียกได้ว่า เป็นความพยายามล้มล้างประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าการไม่ยอมรับรัฐบาลจากเลือกตั้ง หรือการเสนอแนวคิดทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น การเมือง 70/30 หรือการเว้นวรรคประชาธิปไตย 3 ปี ล้วนแล้วแต่ขัดต่อแนวคิดประชาธิปไตยทั้งสิ้น และวิธีการก็ไม่ถูกต้อง ผิดกฏหมายชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการยึดทำเนียบ หรือยึดสนามบิน ซึ่งผิดกฏหมายระหว่างประเทศ เข้าข่ายเป็นผู้ก่อการร้ายตามกฏหมายสากล

แต่ถ้าถามว่าการเรียกร้องของคนเสื้อแดงถูกต้องหรือไม่ ก็คงต้องตอบว่าถูกต้อง ในส่วนของข้อเรียกร้องที่ถูกต้องและสมเหตุผลตามหลักประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าก่อความรุนแรงและผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าถามว่า มีแรงสนับสนุนที่ไม่บริสุทธิใจหนุนหลังหรือไม่ ต้องบอกว่ามี และแน่นอนคนเสื้อเหลืองก็มี และถามต่อว่า เชื่อได้หรือไม่ว่ามีคนที่สร้างความไม่สงบปะปนอยู่กับผู้ชุมนุน ก็น่าจะมี และในกลุ่มเสื้อเหลืองก็มีอยู่ และน่าจะมีหลักฐานชัดเจนมากกว่าเสียด้วย

ถ้ามถามถึงรัฐบาล ถามว่ารัฐบาลกระทำถูกต้องหรือไม่ ในแง่ของการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ก็ต้องยอมรับว่า เขาทำถูกต้อง ถ้าถามในแง่กฏหมาย ผมไม่คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลกระทำเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

ถ้าถามถึงกระบวนการยุติธรรมในบ้านเมืองของเรา ผมตอบได้อย่างไม่ต้องคิดเลยว่า เป็นกระบวนการที่ล่มสลาย และไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้อีกต่อไป

ถามว่ามีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญชักใยการปกครองบ้านเมืองอยู่หรือไม่ อันนี้ตำรารัฐศาสตร์ไทยทุกๆเล่ม เขียนตรงกันว่า ถูกต้องนะครับ

ถ้าถามว่า ประเทศเราเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ตำราทุกเล่มก็เขียนตรงกันว่า นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง อำนาจอธิปไตย ก็ไม่เคยตกเป็นของปวงชนเลย แต่อยู่ในกลุ่มคณะบุคคล และระบบบอำนาจการปกครองของเรานั้นเรียกว่า "อำมาตยาธิปไตย"

ความจริงและหลักฐานทางรัฐศาตร์บ่งชัด ทุกอย่างชัดเจน แต่... มันขัดต่อความเชื่อส่วนบุคคล นักรัฐศาสตร์ จึงกลายเป็นอาชีพน่ารังเกียจ

แต่ก็นะ ถ้าเราป่วย เราไม่เชื่อหมอ ถ้าคอมฯเราเสียไม่เชื่อช่างคอมฯ แต่กลับเชื่อมั่นในความคิดของตนซึ่งถูกหล่อหลอมโดยสื่อที่รับใช้ผู้มีอำจรัฐ นั่นคือคำตอบว่าทำไม ประเทศของเราจึงวุ่นวายและแตกแยกได้มากมายขนาดนี้ การจะรู้เท่ากันการเมืองได้นั้น ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการบริโภคสื่อสองด้าน ถ้าเลือกบริโภคเมื่อไร ก็จบเกมส์เมื่อนั้นเลยครับ

และอีกอาชีพหนึ่งที่ถูกรังเกียจไม่แพ้กันก็คือสื่อนั่นเอง อันนี้ไม่ขออธิบาย รู้ๆกันอยู่นะครับ ว่าความพยายามควบคุม และสร้างกระแสสื่อบิดเบือนเพื่อสนับสนุนฝ่ายอำนาจของตนเองนั้น ก่อผลอย่างไร และไม่เพียงสื่อไทย ทุกวันนี้ คนไทยยังเกลียดสื่อต่างประเทศ ชนิดทนอ่านไม่ได้เลยทีเดียว บางคนเชื่อว่าสื่อต่างประเทศถูกคนไทยผู้ไม่รักชาติซื้อ ซึ่งสมเหตุผลหรือไม่ก็ตรองดูเอาด้วยเหตุผลนะครับ แต่ผมพูดได้คำเดียวคือ ในภาวะที่สื่อไทยถูกควบคุมและปิดกั้นเช่นทุกวันนี้ สื่อต่างชาติที่ไม่มีส่วนได้เสีย เชื่อถือได้มากที่สุดครับ