เมื่อหัวใจเรียกร้อง ความปรองดองก็มีโอกาส
ยุทธศาสตร์เปลี่ยนหัวคนไทยเพื่อปฏิรูปประเทศไทย
ดร. จุมพล พูลภัทรชีวิน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาจิตตปัญญาศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ
บทเรียนที่เราไม่ค่อยจะเรียนรู้ ระหว่างและหลังการเกิดวิกฤตทางสังคมก็คือ การใช้ความคิด ความเก่งและความฉลาด (การใช้ “หัว” ) ในการหาหนทางและการกระทำเพื่อให้ได้ชัยชนะเหนือคู่กรณี แบบไม่มีช่องว่างที่จะให้ “หัวใจ” แก่กันและกันในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ต่างก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และไม่มีสติพอที่จะ “ให้ใจ” แก่กันและกันในฐานะที่เป็นคนไทยด้วยกัน
เมื่อ “ไม่เชื่อใจ”กัน จึง “ไม่ไว้ใจ” และ “ไม่ให้ใจ”กัน การเจรจาปรองดองจึงไม่มีที่แม้แต่จะเริ่มต้น เพราะต่างฝ่ายจะมีแต่ข้อเสนอและเงื่อนไขให้อีกฝ่ายแสดงความ “จริงใจ” ออกมาให้เห็นก่อน ด้วยการทำตามข้อเสนอและเงื่อนไขที่ฝ่ายตนกำหนดให้
เป็นข้อเสนอที่ทำให้ฝ่ายตนเองดูดี มีโอกาส “ได้ใจ”จากประชาชนส่วนใหญ่
เป็นเงื่อนไขที่จะเอื้อให้ฝ่ายตนมีโอกาสได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง (ซึ่งไม่ใช่การเจรจาปรองดอง)
เมื่อไม่มีการยอมรับข้อเสนอและเงื่อนไขของกันและกัน การต่อสู้รอบใหม่ก็เกิดขึ้นและดำเนินต่อไป
เมื่อการ “ต่อสู้” เพื่อชัยชนะเริ่มขึ้นและดำเนินไป ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางความคิด คำพูด และการกระทำ ก็จะ “ยกระดับ” ขึ้นไปเรื่อยๆตามสถานการณ์และความรุนแรงของการตอบโต้ของฝ่ายตรงกันข้าม
วงจรอุบาทก็ทำหน้าที่โหดเหี้ยมอำมหิตของมันต่อไป โดยไม่มีความปราณีกับทุกฝ่าย ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อม สังคมไทย และประเทศไทยเป็นผู้รองรับความสูญเสียทั้งหมด จากการคิด การพูด และการกระทำของคนเพียงไม่กี่คน
เราไม่เคยเรียนรู้อย่างมีสติสัมปชัญญะว่า การใช้พลังความคิด และพลังกายเพื่อนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงกันข้าม โดยหลงผิดและทึกทักว่าการทำให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ได้ เป็นสิ่งเดียวกันกับการได้ชัยชนะของฝ่ายตน จะชักนำไปสู่วิถีหลักของการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย การโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยความคิด คำพูด และการกระทำก็จะเข้มข้น/รุนแรงมากขึ้น ผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมที่ใหญ่กว่าผลประโยชน์/ชัยชนะส่วนตน จึงถูกละเลย แถมยัดเยียดยกให้ฝ่ายตรงกันข้ามเป็นผู้รับผิดชอบ
พูดง่ายๆก็คือ พวกเราเต็มใจ และตั้งใจให้อีกฝ่ายเป็นผู้รับผิดชอบผลกระทบในทางเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นตามมาทั้งหมดอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะพวกเขานั่นเองที่ทำให้เราต้องทำ (และจึงมีความชอบธรรมที่จะทำ) อย่างที่พวกเราทำ จึงไม่แปลกที่ในระหว่างการต่อสู้ จะได้ยินการอ้างเหตุผล (Rationalization) ในลักษณะต่อไปนี้
เพราะพวกเขา...พวกเราจึงจะ... (เช่นขอคืนพื้นที่)
เพราะพวกเขา...พวกเราจึงต้อง...(ยกระดับการต่อสู้)
เพราะพวกเขา...เราจึงจำเป็นต้อง... (กระชับพื้นที่)
เพราะพวกเขา...เราจึง...(ตกใจ เพราะเราตกใจ เราจึง...)
การคิด การพูด และการกระทำในลักษณะดังกล่าว ไม่เอื้อให้เกิดการเจรจาปรองดอง ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงของการต่อสู้ ที่ส่งผลกระทบทางลบเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวมมากมาย จะมีนักวิชาการ และกลุ่มต่างๆออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรง ให้ใช้วิธีการสันติอหิงสา ให้เจรจาปรองดอง แต่ก็ไม่บังเกิดผล เพราะความคิด ความเชื่อยังไม่เปลี่ยน
พูดง่ายๆไม่มีใครยอมเปลี่ยน “หัว”
เพราะความต้องการที่จะเอาชนะแต่เพียงฝ่ายเดียว ความกลัวที่จะแพ้ ความกลัวที่จะสูญเสียผลประโยชน์ยังเกาะกุมจิตใจอยู่อย่างเหนียวแน่น
ที่จริงถ้าหยุดและให้เวลากับตัวเองสักนิด หยุดคิดสักหน่อย ก็จะเข้าใจได้ว่า ความขัดแย้งทางสังคมโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อของกลุ่มทางสังคม ความขัดแย้งทางการเมือง และโดยเฉพาะความขัดแย้งทางผลประโยชน์นั้น มันไม่เหมือน และไม่ใช่การชกมวยบนเวที หรือการแข่งขันกีฬาที่ตัดสินแพ้-ชนะด้วยฝีมือ/ฝีเท้าภายใต้กติกาที่กำหนดไว้ แล้วก็เลิกรากันไป กลับไปฝึกฝนฝีมือ/ฝีเท้าให้ดีขึ้น แล้วค่อยมาประลอง/แข่งขันกันใหม่
แต่ความขัดแย้งทางสังคมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่มาจากความคิด ความเชื่อ และการขัดกันทางผลประโยชน์ ไม่สามารถแก้ไขและ/หรือปรองดองได้ด้วยทักษะทางกาย ความแข็งแรงทางกาย กำลังคนและ/หรือกำลังอาวุธที่เหนือกว่า รวมไปถึงการใช้เหตุผล/ตรรกะ(การใช้หัว) และโดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย เพราะทั้งหมดเป็นการคิดแบบแยกส่วน แบ่งแยก แพ้-ชนะ ตัดสินถูก-ผิด และเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รอโอกาสที่จะปะทุขึ้นมาใหม่
เลิกคิด ทำ พูด ในลักษณะเดิม ที่อุปมาเหมือนไก่จิกตีกันในเข่ง เพียงเพื่อแย่งชิงเศษอาหารที่เจ้าของเขาให้เพื่อเพิ่มน้ำหนัก จะได้ดูดีมีราคาเพิ่ม เพราะสุดท้ายก็ถูกขายยกเข่ง ถูกนำไปฆ่าทั้งหมด
ทำไมไม่แบ่งปันกันกินเพื่อให้มีพลัง แล้วร่วมกันคิด หาทางรอดออกจากเข่ง สู่อิสระและเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน
เพราะถ้าไม่เปลี่ยน “หัว” ก็จะถูก “ตัดหัว” ในท้ายที่สุด
การเปลี่ยน “หัว” จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดประการหนึ่งสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย
มาร่วมมือกัน มาช่วยกันคิด ทำ พูด ด้วย “หัวใจ” เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าผลประโยชน์ส่วนตน
ก้าวข้ามผสานรวม (Transcend and include) ผลประโยชน์ส่วนตนสู่ผลประโยชน์ส่วนรวม
ก้าวข้าม “หัว”สู่ “หัวใจ” เพื่อหัวใจ ด้วยหัวใจ
เพื่อคนไทย เพื่อสังคมไทย และเพื่อประเทศไทยอันเป็นแผ่นดินเกิด ถิ่นเติบโต ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัยและอบอุ่น ที่ตายอย่างสงบสุขในอนาคตสำหรับทุกคน
มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญในการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อเอื้อให้คนในประเทศมีความมั่นคงและเข้มแข็งไม่ใช่แค่เฉพาะทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่เป็นมิติภายนอก แต่เป็นความมั่นคงและเข้มแข็งภายในทางจิตใจ มีความกล้าหาญทางคุณธรรมจริยธรรม รู้เท่าทันและไม่ถูกครอบงำด้วยระบบคิดของเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม ที่ทุ่มถมความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ ตามเห่อความเกินพอดี มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ (ยกย่องเยินยอการประชันขันแข่ง แย่งชิงความร่ำรวย ทำสวยด้วยวิทยาศาสตร์ ฉลาดแกมโกง...ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นมิติภายนอกที่ฉาบฉวยและผิวเผิน)
มาช่วยกันสร้างประเทศไทยให้เป็นต้นแบบของประเทศที่มีความสุข สงบ สันติ บนฐานของวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทย ด้วยปรัชญาพอเพียงของพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยที่ประเทศต่างๆอยากจะเข้ามาเรียนรู้และเทียบเคียง (Benchmark) กับประเทศไทย
มารวมหัว ร่วมหัวใจ ให้เวลา และสติปัญญา ร่วมกันปฏิรูปและพัฒนาประเทศไทยผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสุนทรียะ พบปะแบบเพื่อนร่วมคิด มิตรร่วมใจ มีการรับฟังกันอย่างลีกซึ้ง เข้าถึงความจริง ความดี ความงามด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ไม่รีบด่วนสรุปตัดสิน ไม่ดิ้นรนรีบทิ้งทางเลือกทุกทาง จุดประกายแสงสว่างทุกทางออก ช่วยกันบอกความสำเร็จที่มีโอกาส ความผิดพลาดที่อาจจะประสบ ค้นพบจุดแข็งจุดอ่อนที่เรามี แสวงหาวิถีและวิธีสู่ความสำเร็จในการปฏิรูปและพัฒนาประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคน
และก่อนจบ ขอฝากแง่คิดจากบทกลอน “สูงสุดยอด คือเท่าเทียม เป็นหนึ่งเดียว”
จะชิงแย่ง แข่งขัน กันทำไม เพราะอย่างไร ท้ายสุด ก็หยุดแข่ง
มุ่งจะเด่น หวังจะดัง ดันสุดแรง จบยังแย่ง ขึ้นแท่นเผา เฝ้าตะกอน
ธนูพุ่ง มุ่งสู่ฟ้า ใช่คาฟ้า ต่อให้สูง สุดสายตา ถ้าไม่หลอน
มันจะต้อง ตกลงมา อย่างแน่นอน กระแทกก่อน แล้วนอนนิ่ง ติดอิงดิน
พลุที่พุ่ง มุ่งสู่ฟ้า ใช่คาฟ้า ถึงสวยจ้า เจิดแสงสี ก็มีสิ้น
สว่างวับ ดับทันที ที่โผบิน โรยลงดิน คือขี้เถ้า ไฟเผามอด
สติมา ปัญญาเกิด ประเสริฐสุด ถ้าไม่หยุด แย่ง แข่ง ชิง ยิ่งไม่รอด
สรรพสิ่ง พึ่งพิงพัน กันตลอด สูงสุดยอด คือเท่าเทียม เป็นหนึ่งเดียว
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
สิ่งที่อาจารย์หมอขึ้นบล๊อกในทุกครั้งที่กระผมได้อ่าน กระผมมองว่ามีประโยชน์มากมาย มีหลายแง่หลายมุมให้พิจารณาเกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง เช่นกันหลายครั้งผู้นำทางปัญญาได้แนะนำไว้มีประโยชน์มากมาย สังคมเราก็เก็บลงลิ้นชักหรือค่อยๆหายไปตามกาลเวลา ทุกครั้งที่อาจารย์หมอประเวศหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่กระผมไม่กล่าวในที่นี้ ทุกท่านได้เสนอแนวทางต่างๆ เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ต่อสังคมมหาศาล แต่ในเชิงประจักษ์ก็เป็นไปแบบถูๆทาๆ ระบบการเมืองและระบบการศึกษา โดน "อวิชชา มิจฉาทิฐิ และ อุปาทาน" ปิดตาอยู่มาก อยู่ในลักษณะเบลอๆ ไม่ชัดเจน พร่ามัว กระผมก็คิดว่า เราคงต้องแก้กรรม ดังที่ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านกล่าวไว้ สังคมเราได้สร้า้งกรรมไว้สะสมยาวนานแล้ว กรรมกับสังคมมนุษย์ กรรมกับทรัพยากร กรรมกับเศรษฐกิจ จนมาเป็นบ่วงผูกเราเองทุกๆด้าน หากไม่แก้กรรมครานี้ คงถึงกลียุคแน่แท้ ช่วยกันคนละไม้คนละมือตามบทบาทหน้าที่ให้ดี กระผมก็ต้องเตือนตัวเองทุกวัน สังคมคงหมดเวลาที่เสวยสุขตามแนวทางของกิเลสแล้วหละ หันมาเปลี่ยนเป็นความสุขที่ประกอบด้วยปัญญากำกับด้วยครับผม ขอบพระคุณในพื้นที่ทางปัญญาของท่านอาจารย์หมอครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
ประทับใจ การทิ้งท้ายครับ
สติมา ปัญญาเกิด ประเสริฐสุด ถ้าไม่หยุด แย่ง แข่ง ชิง ยิ่งไม่รอด
สรรพสิ่ง พึ่งพิงพัน กันตลอด สูงสุดยอด คือเท่าเทียม เป็นหนึ่งเดียว