พอพักกลางวันก็เดินเข้าไปหาเด็กๆ ในห้องตามปกติ เด็กคนหนึ่งในกลุ่มก็มารบเร้าให้เล่าให้เรื่องเทพให้ฟังบ้าง ทำอย่างไรจึงจะได้เข้าไปฟังเรื่องเทพกับครูเหมือนเพื่อน ครูจำกัดจำนวนหรือไม่ ครูก็เลยตอบว่า ไม่ค่ะ ครูจะเล่าให้คนที่สนใจฟังเท่านั้นเอง
เด็กๆ จึงขอให้ครูเล่าเรื่องเทพฟังตอนพักกลางวัน พร้อมกับถามว่าเราจะเจอกันที่ไหนดี (ฟังดูแล้วเหมือนกำลังนัดเพื่อนรุ่นเดียวกันไปเล่นตอนพักกลางวัน !) ครูก็เลยบอกว่าเจอกันที่ห้องนี้ก็แล้วกัน
หลังจากนั้นครูก็ไปหาแผนที่โลกขนาดใหญ่มา พอเด็กๆ ทานอาหารเสร็จครูก็บอกให้นั่งรอ แล้วครูก็เอาเอาแผนที่มาปูลงไปกับพื้นให้มองหาประเทศกรีซและเอเธนส์ให้เจอแล้วครูถึงจะเริ่มเล่า...
เด็กที่สนใจเรื่องเทพก็มองหาใหญ่ พร้อมกับคำใบ้ที่ครูส่งไปให้เรื่อยๆ เด็กอีกกลุ่มที่สนใจอยู่กับแผนที่โลก มีคำถามมาเป็นระยะ ๆ ว่าตัวเลขต่างๆ คืออะไร (เส้นแบ่งเวลาโลก) เป็นต้น ครูก็ตอบคำถามเป็นระยะ
เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เขาก็นอนรอฟังนิทานหลังอาหารกลางวันที่ครูเริ่มเล่า... และแม้ว่าครูคนนี้จะเป็นนักเล่านิทานมือสมัครเล่น เล่าไม่ค่อยราบรื่นนัก แต่เด็กๆ ก็นิ่งและฟังกันเงียบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อเวลาพักใกล้จะหมดลง ครูจึงบอกว่าวันนี้คงต้องพอแค่นี้ก่อน เด็กคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า ขอการบ้าน พร้อมกับบอกว่า ขอแบบยาก ๆ เลย... พร้อมกับวิ่งไปหยิบสมุดจดการบ้านมา ครูก็เลยบอกว่าไม่ต้องหรอกค่ะ ครูมั่นใจว่าหนูจะจำการบ้านนี้ได้
การบ้านคือให้หนูกลับไปคิดมาว่า เพราะอะไรหนูถึงอยากรู้เรื่องราวของเทพ? แค่นี้ก็พอแล้ว... พร้อมกับถามว่าคราวหน้าอยากฟังเรื่องราวของเทพองค์ไหน เขาก็ไปหยิบสมุดจดชื่อเทพมาแล้วก็พูดชื่อเทพมากมายที่จดไว้ ซึ่งมีทั้งเทพเจ้ากรีก อินเดีย จีน ครูจึงบอกไปว่า งั้นเราจะมารู้จักเทพเจ้าของทั้งโลกเลยดีไหม เด็กๆ จึงตื่นเต้นกันใหญ่ แล้วครูก็เดินกลับเข้าห้องพักครูไป
ตอนเย็นในขณะที่เก็บของเตรียมเรียนวิชาสุดท้าย เด็กคนหนึ่งก็เข้ามาถามว่า เย็นนี้เจอกันที่ไหนครับ?... (เอ...เรานัดหรือ? ฉันชักไม่แน่ใจซะแล้ว) จึงได้ถามไปว่าเรานัดกันไว้เหรอคะ เห็นยิ้มของเขาแล้วก็รู้ว่าเย็นนี้ไม่มีนัด แล้วบอกกับเขาว่าวันจันทร์เจอกันค่ะ
หลังเลิกเรียนมีเด็กกลุ่มหนึ่งนั่งรอสอบอ่านหนังสือกับครูก้อยอยู่หน้าห้อง พอฉันเดินออกไป เด็กคนหนึ่งก็คะยั้นคะยอให้ฉันเล่าเรื่องเทพให้ฟังอีก ฉันจึงบอกไปว่า เพื่อนๆ ไม่อยู่ รอเล่ารอบเดียวดีกว่าไหม ... เขาก็ไม่ยอม ฉันจึงเล่าให้ฟังไปอีกนิดหน่อย... แล้วเขาก็มองไปที่บอร์ดเรื่องแรง ซึ่งเป็นหัวเรื่องที่จะต้องเรียนในภาคเรียนนี้ แล้วพูดขึ้นมาว่า เราเปลี่ยนจากเรียนเรื่องแรงมาเรียนเรื่องเทพเลยดีไหมครับครู... ฉันจึงตอบเขาไปว่า ไม่ได้หรอกค่ะ แต่เดี๋ยวครูจะทำให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน...(แต่ตอนนั้นและตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกค่ะ)
ก่อนกลับบ้านก็มานั่งทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ นึกถึงสีหน้า แววตา คำพูด ของเด็กๆ ๔-๕ คนนั้น แล้วบอกกับตัวเองว่า “นี่แหละใช่ แววตาแบบนี้แหละที่เราต้องการ”
โจทย์ของครูคือ จะหล่อเลี้ยงไฟของความกระหายใคร่รู้ในดวงตาคู่น้อยๆ นี้ให้สุกใสต่อไปอย่างไรดี แล้วจะทำให้เรื่องแรงกับเรื่องเทพกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร แต่เอาเถอะ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไป มันคงไม่ใช่เรื่องยากแล้วล่ะ...
ผมอ่านแล้ว นึกถึงตอนเรียนชั้นประถม มีครูคนหนึ่งชื่อ "ครูประวัติ"จะมาแต่เช้าและคอยเล่าเรื่องต่างๆ ให้เด็กๆ ฟัง พวกเราจึงอยากมาโรงเรียนแต่เช้า มาฟังครูประวัติเล่าเรื่อง ได้ความรู้มาก ผมว่านี่คือกุศโลบายที่ดีของครูสมัยก่อน ครูวิมลศรีเองก็ทำได้ดีครับ ขอชื่นชม
ขอบคุณคุณครูหยุยค่ะ ที่แวะเข้ามอบคำชื่นชม และขออาสาพาคำชื่นชมนี้มอบแด่คุณครูแคท - แคทลียา รัตนวงศ์ เจ้าของเรื่องดีๆ นี้ด้วยตนเองค่ะ
ครูใหม่ :)