แม้ว่าสัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่ ๓ ของครูมือใหม่ในช่วงชั้นประถมของครูแคท - คัทลียา รัตนวงศ์ แล้ว แต่ดูเหมือนว่าอะไร ๆ ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก เพราะ
หากถามจะว่าตัวเองได้สอนตามแผนที่วางไว้ไหม ตอบได้ทันทีว่า “ได้” แม้ว่าบางครั้งอาจจะตกหล่นในรายละเอียดบ้าง เพราะครูปรับไปตามความพร้อมของผู้เรียน แต่หากมองดูที่การเรียนรู้ของเด็กเป็นสำคัญแล้ว ดูเหมือนว่าใน ๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาจะสอบไม่ผ่านเอาเสียเลย
ตัวชี้วัดที่สำคัญคือ ครูยังไม่มีโอกาสได้เห็นแววตาแห่งความกระหายใคร่รู้ของนักเรียนป. ๓ ทั้ง ๒ ห้องเลย ภาพที่ครูเห็นนั้นมีเพียงความกระตือรือร้นที่จะได้ทำกิจกรรมสนุกๆ จากประสบการณ์ของครูที่เคยสัมผัสนักเรียนชั้นโต ๆ มาแล้ว ๓ ปี ทำให้พอจะบอกตัวเองได้ว่าที่เห็นนี้ยังไม่ใช่... ๒ สิ่งนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความกระหายใคร่รู้เป็นพลังภายในที่จะขับเคลื่อนผู้เรียนไปสู่ความรู้ต่างๆ ที่พวกเขาสนใจอยู่ในขณะนั้น ส่วนความตื่นเต้นอันเป็นอาการที่จะได้ทำกิจกรรมสนุกๆ นั้นเกิดจากการเร้าของครู...ซึ่งเป็นสิ่งเร้าจากภายนอก
เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ดีต่อเมื่อเขาเกิดฉันทะที่เป็นแรงส่งให้เกิดการขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่แท้จริง อันเป็นบ่อเกิดของพลังภายในตัวเอง ฉะนั้นครูจะต้องสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นให้กับผู้เรียนก่อนการเรียนรู้ในทุกเรื่อง
แต่ ๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับหลงลืมที่จะทำสิ่งนี้ เพราะฉันมัวแต่กำแผนในมือแล้วสอนตามนั้น แล้วเด็กก็ได้เรียนรู้ตามนั้นเท่านั้น ... พลังการเรียนรู้ของเด็กจึงยังไม่ได้ถูกเปิดออกมา
แล้วครูมือใหม่อย่างฉันจะทำอย่างไรดีเล่า โชคดีว่าเมื่อวันอาทิตย์ได้เข้าอบรมเรื่อง Open Approach ฉันจึงได้สติกลับมาอีกครั้งว่าเราควรจะต้องทำอะไรสักอย่างกับแววตาที่ยังไม่เป็นประกายของเด็ก ๆ
แต่ก็ยังมืดมนจนกระทั่งสอนครบทุกห้องในวันพฤหัส วันศุกร์เป็นวันที่ไม่มีชั่วโมงสอนสอน เพราะเป็นวันที่จะต้องการเข้าสังเกตการสอนของครูรุ่นพี่ แต่เรื่องราวของเด็ก ๆ ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่ไปไหน
และแล้วก็มีเรื่องที่แว้บเข้ามาในความคิด คือเมื่อวันจันทร์ในขณะที่สอนนักเรียนห้อง ๑ เด็ก ๓-๔ คน ไม่สนใจเรียน เลยเดินเข้าไปถามว่าทำอะไร เค้าตอบว่ากำลังจดชื่อเทพกันอยู่ ครูเลยบอกว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา เด็กคนหนึ่งก็บอกว่าขอจดให้เสร็จก่อนได้มั๊ย ก็เลยบอกเด็กไปว่า ถ้าหนูสนใจเรื่องเทพครูจะเล่าให้ฟัง แต่มีเงื่อนไขว่า หนูจะต้องตั้งใจเรียนก่อน...
ในคาบต่อมาเด็กๆ ไม่ทำตามสัญญาจึงไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังทั้งที่ได้สัญญาไว้ ในตอนท้ายคาบเด็กๆ กลุ่มนั้นก็ยังถามอีกว่าจะไม่เล่าจริงๆ เหรอ ก็เลยบอกว่า ไม่ค่ะ หนูไม่ตั้งใจเรียน ครูไม่เล่าค่ะ หลังจากที่พูดจบ สังเกตเห็นแววตาผิดหวังได้อย่างชัดเจน เย็นวันนั้นนักเรียน ๑ ในนั้นทำตัววุ่นวายมาก ไม่เข้าแถวก่อนกลับบ้านและอื่นๆ
ครูเลยเรียกคุยก่อนที่จะกลับ ถามถึงเหตุผลที่เขาาวิ่งพล่านไม่หยุด เขาก็ตอบไม่ได้ แล้วก็พูดออกมาว่าบอกว่าเคขาไม่ฉลาด เขาโง่ ครูก็เลยบอกว่า หนูไม่ได้โง่ ครูเห็นความฉลาดของหนูในหลายๆ เรื่อง เช่น หนูจำชื่อเทพได้เยอะแยะเลย เขาก็เลยเล่าว่าดูมาจากหนัง หลังจากนั้นที่คุยเรื่องนี้กันไปสักสักพักก็นัดกันว่าพรุ่งนี้ครูจะเล่าเรื่องเทพแห่งปัญญาให้ฟัง ให้มาโรงเรียนแต่เช้า
เมื่อถึงเวลาครูก็เดินเข้าไปหาที่ห้องแล้วบอกว่าจะฟังเรื่องเทพมั๊ย ตามครูมา เขาก็รีบตามมาด้วยความกระตือรือร้น ครูก็เริ่มโดยการเปิดแผนที่โลกให้ดู แล้วให้หาประเทศกรีซและกรุงเอเธนส์ อันเป็นที่มาของเรื่องราวที่จะเล่าให้ฟัง โยงเรื่องกรุงเอเธนส์ไปจนถึงเทพีอเธน่า โดยเล่าค้างตรงที่การแข่งขันเนรมิตสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์มากที่สุดของโพไซดอนและอเธน่า แล้วก็ย้อนถามเค้าไปว่า ถ้าเป็นหนูๆ จะเนรมิตอะไรให้มนุษย์... เขาก็คิดอยู่สักพักก็บอกว่า น้ำ ... เมื่อถามว่าเพราะอะไร...เขาก็บอกเหตุผลได้ แล้วครูก็บอกว่า น้ำก็ถือว่ามีประโยชน์สูงเหมือนกัน แต่เทพทั้ง ๒ องค์ไม่ได้เนรมิตสิ่งนี้ จากนั้นเสียงกลองสัญญาณเข้าแถวก็ดัง ก็เลยได้ทิ้งท้ายไว้ว่า เทพจะเนรมิตอะไรดี?...