ตอนที่ ๑

 

กัญญา ลีลาลัย เล่าเรื่องราวของคนเล็กคนน้อยหลังควันจาง (ตอนที่ ๒)

 

ส่วนทรัพย์สินที่เสียหาย ไม่ใช่ไม่มีความเกี่ยวพันกับคน แต่ทำให้ผู้คนจำนวนนับหมื่นครอบครัวตายทั้งเป็นเพราะถูกเผาผลาญหรือปล้นทรัพย์สิน ต่างสิ้นเนื้อประดาตัว หันหน้าไปทางไหนก็ยากที่จะหาที่พึ่งพา เพราะคนรอบตัวที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน ก็มาพลอยประสบเหตุ ไม่ถูกกระทบทางตรงก็ทางอ้อม เพราะวงจรทางธุรกิจถูกกระทบไปด้วย  บาดแผลทางใจจึงบาดลึกเกินเยียวยา แต่แม้แผลใจจะลึกล้ำมาก หากพวกเขาก็พาลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่เพราะความเข้มแข็ง แต่เพราะต้องมีชีวิตอยู่ และสายป่านที่เหลือก็สั้นมาก มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถกอบกำชีวิตที่เหลือไว้ได้

          ดิฉันเกิดและเติบโตในหมู่คนจน ได้เห็นการสร้างฐานะ การเลือกเลื่อนฐานะของคนเหล่านี้ และได้เห็นการตกต่ำจากคนในฐานะอื่นมาเป็นคนจนอีกด้วย ดิฉันยังเข้าใจเรื่องศีล ว่า ศีลเป็นสำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์  การรักษาศีล คือ การแสดงออกถึงสำนึกแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชีวิตอื่นๆ  ก็ด้วยสำนึกนี้ จึงมีศีลเกิดขึ้น เกิดการเอาใจเขามาใส่ใจเรา  มีเมตตา ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ประทุษร้ายผู้อื่น ไม่หลอกลวง ไม่กล่าวโทษผู้อื่นผิดๆ ไม่ละเมิดทรัพย์สินสิ่งของ ของรักของหวงของผู้อื่น  ทำให้เราหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการเบียดเบียนกัน  ทำให้จิตใจเราอ่อนโยน เมื่ออ่อนโยนก็สามารถควบคุมไม่ให้เราไปทำร้ายคนอื่นเพราะความโกรธ ไม่แย่งชิงของคนอื่นเพราะความโลภ ไม่หน้ามืดขาดสติเพราะบันดาลโทสะ หรือเพราะความคิดเห็นผิด  ถ้าเรามีศีลอยู่เป็นปกติในใจเรา เราก็จะเกรงใจคนอื่น เห็นใจคนอื่น ยินดีรับฟังปัญหาของคนอื่น เห็นคนอื่นๆ มีชีวิตจิตใจเหมือนเรา และเป็นเสมือนพี่น้องของเราได้  ซึ่งจะทำให้เราเห็นชีวิตแต่ละชีวิตเกี่ยวพันกันไป  และมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือต่างมีความรู้สึกนึกคิด สุข และ ทุกข์ได้เหมือนๆ กัน ไม่ว่ายากดีมีจน

          เวลาเข้ากรรมฐาน หลวงพ่อสอนให้ดิฉันเคลื่อนไหวช้าๆ เพราะเมื่อเคลื่อนไหวช้าๆ จึงสามารถกำหนดรู้ได้ชัดเจน  ดิฉันยังชอบคำสอนของท่าน ก.เขาสวนหลวง ที่สอนให้เรา “เอาทุกข์เป็นบทเรียน”อีกด้วย จึงคิดว่า ถ้าหากประเทศไทยเป็นคนๆ หนึ่ง เราจะสามารถเอาทุกข์เป็นบทเรียนได้อย่างไรหนอ และดังนั้น ดิฉันจึงพยายามที่จะ “รู้ทุกข์” ของประเทศ เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ประเทศก็กว้างใหญ่ เราเองก็เป็นแค่ชาวบ้านจนๆ คนหนึ่ง ดิฉันจึงเน้นที่จะเปิดใจรับฟังเรื่องของคนทุกข์ โดยเน้นเรื่องราวที่เป็นรูปธรรม  ฟังเรื่องของคนเก็บขยะ  ฟังเรื่องของวินมอเตอร์ไซค์  ฟังเรื่องของแท็กซี่  ฟังเรื่องของพ่อค้าแม่ค้ารถเข็น แผงลอย พนักงานลูกจ้าง รวมไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยของแยกราชประสงค์ บางส่วนคุยตรง บางส่วนคุยผ่านเน็ต เฉพาะเรื่องเหตุการณ์ชุมนุมคนเสื้อแดง ดิฉันรับฟังมานับร้อยๆ ราย   จนมาเกิดเหตุการณ์พฤษภาเลือดและการเผาบ้านเผาเมือง ดิฉันจึงต้องเข้าเมือง มาเดินสำรวจ มามองสิ่งต่างๆ ให้เห็นกับตา มาฟังกับหู มาคุยกับผู้คน เพื่อสอบทานสิ่งที่เราเคยเรียนรู้ก่อนหน้านี้ เพื่อเก็บรับทุกความรู้สึกของผู้รับผลกระทบทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

          เมื่อเราเดินไปถึงถนนเพชรบุรี ข้ามฟากไปยังประตูน้ำคอมเพล็กซ์  ดิฉันชะลอเท้าลงเพื่อฟังแม่ค้าแผงลอยปรับทุกข์กัน จับใจความได้ว่า แม้พวกเธอไม่ถูกเผาแผง แต่ก็สูญเสียรายได้จำนวนมากระหว่างที่การชุมนุมดำเนินอยู่  ทำให้ต้องชักหน้าไม่ถึงหลัง ดิฉันอดเหลือบตามองอาคารใหญ่ชื่อประตูน้ำคอมเพล็กซ์อย่างพินิจไม่ได้  อดมองท้องถนนอย่างสะท้อนใจไม่ได้  เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ต้องจ่ายเงินส่งส่วยให้ตำรวจเป็นประจำ แต่ตำรวจกลับไม่คุ้มครองพวกเขา  ส่วนประตูน้ำคอมเพล็กซ์ของเฮียปอ ประตูน้ำ ก็ชวนให้นึกถึง เรื่องเล่าของชาวประตูน้ำ เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งในละแวกนี้ ที่ว่า ใครเดือดร้อนอะไรก็ไปหาเฮียปอ ให้เฮียปอเคลียร์ให้  แต่บัดนี้ เมื่อเฮียปอ สนิทชิดเชื้อกับแกนนำนปช.จนถึงกับให้ที่พักพิงแกนนำเหล่านั้น ชาวบ้านร้านตลาดที่ถูกนปช.จับเป็นตัวประกัน กลับหันหน้าไปหาใครไม่ได้เลย              เราแวะกินข้าวเย็นที่ประตูน้ำ ดิฉันเจ็บเท้ามากขึ้นจึงซื้อถุงเท้ามาใส่ เพราะต้องการเดินอีกหลายแห่ง ละแวกนี้เป็นย่านที่ดิฉันมักมาเดินคุยกับชาวบ้านร้านตลาด ตั้งแต่เกือบสามสิบปีก่อน และมักมีเรื่องให้มาเดินเป็นระยะๆ จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ว่าก่อนที่จะกลายเป็นศูนย์รวมของการค้าปลีกค้าส่งพวกเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว เครื่องประดับ ตลาดประตูน้ำเคยเป็นอย่างไรมาก่อน แต่ละแผงย้ายจากตลาดขึ้นไปตั้งแผงบนห้างกันอย่างไร แต่ละห้างบรรจุผู้ค้าย่อยๆ ไว้มากมายแค่ไหน แต่ละร้านขายปลีกอย่างไร ขายส่งอย่างไร เกี่ยวพันกับพวกโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า โรงงานผลิตเครื่องหนัง หรือเครื่องประดับต่างๆ อย่างไร ลูกค้ามากหน้าหลายตา ทั้งคนไทย และต่างประเทศ ผิวขาว ผิวเหลือง ผิวดำ หัวแดง หัวดำ มีทั้งนั้น คนเหล่านี้เป็นคนชั้นกลางที่ทำมาหากินโดยสุจริต พยายามไม่มีปากมีเสียงกับใคร โดยเฉพาะผู้มีอำนาจมีอิทธิพลทั้งหลาย สร้างเนื้อสร้างตัวสะสมมายาวนานกว่าจะขึ้นห้างได้ หลายๆ ร้านการสะสมทุนมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย                เราเดินไปตามซอกซอยในละแวกนั้น ภาพเจนตาของเราก็คือ หลังอาคารทันสมัยใหญ่ยักษ์ มีตึกเล็กๆ แฟลตเล็กๆ ตึกแถวเล็กๆ เรียงรายอยู่  หลังตึกสูงมีผู้คนอาศัยแออัดยัดเยียดกันอยู่  ซอกเล็กซอกน้อยมีร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ ดำรงอยู่  และแม้แต่แฟลตเล็กๆ ห้องน้อยๆ พอซุกหัวนอน ก็ยังระบุอัตราค่าเช่าถึงเดือนละ 3,500-4,000 บาท พวกนี้เป็นที่อยู่อาศัยของคนชั้นกลาง พนักงานออฟฟิซ หรือนักศึกษา ส่วนคนจนกว่านั้น ต้องอยู่แบบแออัดยัดเยีอดและซอมซ่อยิ่งกว่านั้น   องค์ประกอบของชีวิตในแยกราชประสงค์มีตั้งแต่สูงเสียดฟ้า จนถึงต่ำจนหญ้าบัง แทรกตัวอยู่ในทุกกลไกของสังคม        ดิฉันเศร้าใจทุกครั้งที่เห็นนักวิชาการ นักสันติวิธี นักสักขีอาสา นักสิทธิมนุษยชน เดินเข้าๆ ออกๆ เวทีราชประสงค์  แต่กลับมองไม่เห็นชีวิตและความเป็นไปรอบๆ เวทีราชประสงค์  ราวกับชีวิตเหล่านี้ ซึ่งอาจเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตในนิเวศวิทยาเมือง ที่ไปไหนไม่รอด แต่กำลังถูกทำลายแหล่งอาหาร และพวกที่มีสายป่านสั้น ถ้าไม่อพยพออกจากพื้นที่ ก็ทยอยตายกันไปตามๆ กัน  เหมือนปัญญาชนเหล่านั้นเห็นชีวิตเหล่านี้ไม่ใช่ชีวิต ไม่ใช่เพื่อนมนุษย์ ผู้ที่ออกมาพูดถึงความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ ก็พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ว่าเป็นเรื่องของจราจรติดขัด เรื่องของการไม่ได้เดินห้างติดแอร์ ซึ่งไร้สาระมาก ขาดลอยจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ชีวิตคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ไม่ใช่คนกรุยกรายลอยฟ้าแบบนั้น แต่เป็นชีวิตของคนปากกัดตีนถีบ ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่รอดให้ได้ ดิฉันรู้สึกว่า ปัญญาชนเหล่านั้น ถ้ารู้ แต่พูดบิดเบือนก็ใจดำอำมหิตมาก ถ้าเขาไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้จริงๆ พวกเขาก็โง่เขลากันมากเหลือเกิน

          ตรงแยกประตูน้ำ คุณม.อธิบายให้ดิฉันเห็นว่า จุดไหนเป็นจุดที่นปช.ตั้งด่านยางรถยนต์และไม้เหลาแหลม จุดไหนเป็นจุดที่ทหารตั้งบังเกอร์ ฝ่ายนปช.ใช้ยุทธการขนมชั้นโอบมาด้านหลังอย่างไร ทำไมจึงมีระยะกระสุนจริงของทหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า ทำให้ในระยะยิงไม่มีการเผาเกิดขึ้นเลย และทำไมแทนที่ชาวบ้านละแวกนี้ส่วนใหญ่จะโกรธแค้นทหารที่มายิงกันกลางเมืองกับนปช. กลับรู้สึกอุ่นใจที่มีทหารมาปกป้อง แต่ถามว่าตลอดระยะเวลาของการชุมนุม เขาลำบากกันมากไหม เขาลำบากกันเลือดตากระเด็นทีเดียว ช่วงแรกของการชุมนุมเป็นช่วงที่เสมือนเลือดไหลออกจากตัวไม่หยุดหย่อน ส่วนช่วงหลังของการชุมนุมก็เป็นช่วงของความรู้สึกอยู่กลางสมรภูมิ อยู่ท่ามกลางความใจหายใจคว่ำ ชีวิตเหมือนแขวนบนเส้นด้ายดิฉันสังเกตว่าตลอดเส้นทางเดินมาสู่ถนนราชปรารภ แผงเล็กแผงน้อยหายไปเป็นจำนวนมาก จากที่เคยตั้งเป็นแพติดกันตลอดแนวถนน กลายเป็นวางเป็นระยะ บางตอนโหว่หายเป็นช่วงยาวๆ  แผงเหล่านี้จะเรียงขนานไปกับแนวถนน ในขณะที่ตึกแถวก็จะวางแผงของตนยื่นออกมาเหมือนกัน ร้านที่ไม่ตั้งแผงเองก็ให้ผู้ค้าย่อยเช่าตั้งแผงขายของ เว้นที่ตรงกลางให้คนเดินผ่าน แผงเล็กแผงน้อยเหล่านี้จะขายของจิปาถะ เสื้อกล้าม, ถุงเท้า, ผ้าเช็ดหน้า, พวงมาลัย, กิ๊บติดผม น้ำดื่ม หรือของกินเล็กๆ น้อยๆ คนขายของพวกนี้สายป่านสั้นมาก เหมือนหาเช้ากินค่ำ ถ้าหากขายไม่ได้สักพัก ก็ต้องผันตัวเองไปทำอย่างอื่น และถ้าประตูน้ำยังไม่กลับมาคึกคัก ก็คงยังกลับมาขายกันไม่ได้  ดิฉันชี้ให้คุณม.ดูแผงเล็กแผงน้อยเหล่านี้  “แผงพวกนี้คนจนทั้งนั้น พวกนี้ตายก่อน แต่ถ้าฟื้นก็ฟื้นก่อนเหมือนกัน เพราะเริ่มจากเล็กๆ”               เราเลี้ยวเข้าไปใต้ถุนโรงแรมอินทรา ดิฉันอยากดูร้านค้าในนั้น ปรากฏว่า บางส่วนกำลังปิดซ่อมแซมใหญ่อยู่  บางส่วนยังวางสินค้าขายตามปกติ แต่ปิดเร็วขึ้น จากเดิมค่ำๆ คนยังมาเดินกัน ตอนนี้ 6 โมงเย็นก็เริ่มปิดแล้ว ทะลุออกจากส่วนนี้ ก็ไปดูถนนซอยละแวกนี้ ไปดูสถานการณ์ค้าขายของแผงที่ใหญ่ขึ้นมา แต่ยังไม่ได้ขึ้นห้าง และดูตามร้านค้าตามตึกแถวต่างๆ รวมถึงที่อาคารใบหยกซึ่งก็เริ่มปิดแล้วเช่นกัน  
 

          จากประตูน้ำเราเดินต่อไปยังสามเหลี่ยมดินแดง ไปดูอาคารต่างๆ ที่ถูกเผา ดิฉันสังเกตเห็นว่า ร้าน 7-11 ถูกเผามากเป็นพิเศษ เห็นหลายแห่งทีเดียว บางร้านถูกปล้นก่อน แล้วมาเผาในวันหลัง ถึงตอนนี้ค่ำแล้ว ดิฉันเหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็คงยังเดินไปข้างหน้า เราจึงหยุดดูโรงแรมเซนจูรี่ปาร์ค ซึ่ง