สวัสดีสมาชิก G2K และผู้อ่านทุกท่านนะคะ วันนี้ฉันมีหัวข้อที่น่าสนใจอยากมาร่วมแลกเปลี่ยนกับทุกคน โดยหัวข้อวันนี้ที่ตั้งใจจะเล่า คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ศาสนา ความเชื่อ และ ทฤษฎี Mental model ค่ะ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ศาสนา และความเชื่อของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ลึกลับ และหาคำอธิบายได้ค่อนข้างยาก

ในสายตาของฉัน ฉันสามารถแบ่งกลุ่มคนที่มีความเชื่อด้านศาสนา แบบหยาบๆเป็นสามกลุ่ม คือ
1. กลุ่มคนตามไหนตามนั้น (Religious-unconcerned people) โดยคนกลุ่มนี้จะเดินตามทางที่สภาพแวดล้อมกำหนดไว้ มีความเชื่อฝังใจมาตั้งแต่เกิดเป็นระยะเวลานาน และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาเป็นสิ่งที่แท้จริง โดยไม่ได้ตั้งข้อสงสัยอะไรมากมาย คนกลุ่มนี้บางส่วนจะไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องศาสนา หรือ ความเชื่อมากนัก
2. กลุ่มคนเสาะแสวงหา (Religious-concerned people) คนกลุ่มนี้จะพยายามค้นหา ไขว่คว้า ความเป็นจริง โดยเริ่มจากความสงสัยและกระตือรือร้นที่จะค้นหาข้อสรุปให้จิตใจของตัวเอง และคนกลุ่มนี้มักจะกระทำการต่างๆเพื่อค้นหาคำตอบ ผ่านการศึกษาในเชิงลึก อ่านหนังสือ เข้าร่วมสมาคม หรือกลุ่มแลกเปลี่ยนต่างๆ เพื่อแสวงหาความเชื่อที่แท้จริงให้กับตนเอง
3. กลุ่มคนปฏิเสธหรือปัจเจก (Agnostic people) คือ กลุ่มคนที่เพิกเฉย ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ทั้งในอเมริกาและจีน ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องศาสนาเลย
ฉันเชื่อว่า สิ่งแวดล้อม สังคม เป็นปัจจัยกำหนด ศาสนาและความเชื่อ แต่อีกสิ่งที่อยู่เหนือ สภาพแวดล้อม ก็คือ “ตัวตน” หรือ “รูปแบบความคิด และความเชื่อฝังใจ” (Mental model) ของมนุษย์แต่ละคนนั่นเอง จะเห็นจากตัวอย่างในอดีต ที่ศาสนจักรเป็นศูนย์รวมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสังคม หรือ ตัวอย่างสงครามศาสนาที่รุนแรงหลายต่อหลายครั้ง ตรงจุดนี้ ฉันมองว่าสิ่งที่ก่อพลังได้มากขนาดนั้น ต้องมีส่วนสำคัญที่เกิดจาก Mental Model ของคนในยุคนั้นประกอบด้วยแน่นอน
โดยธรรมชาติของมนุษย์ เรื่องศาสนาและความเชื่อนั้น มีพื้นฐานร่วมกันกับ ทฤษฎี Mental model ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มที่ 1, 2 หรือ 3 เพียงแต่ Mental model ที่สื่อสารออกไปต่างกัน ดังนี้
- คนกลุ่มแรกจะถูกปรับและปลูกฝัง Mental model ให้เป็นไปตามสิ่งแวดล้อมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
- คนกลุ่มที่สองจะมี Mental model ที่เกิดจากการหาคำตอบให้ตนเองอย่างถ่องแท้
- คนกลุ่มสาม จะมีลักษณะร่วมระหว่างกลุ่มหนึ่งและกลุ่มสอง คือ บางคนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่กำเนิด และบางคนเกิดจากการหาคำตอบ หาเส้นทางให้ตนเอง
จริงๆแล้ว หลายท่านอาจจะมองว่า แล้วความคิดเรื่องศาสนากับ Mental model มันส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่นยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันเชียว ?
สำหรับฉัน ฉันเห็นว่าแนวความคิดนี้ส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิต และส่งผลต่อองค์ความรู้ใหม่ๆหลากหลายอย่างเลยค่ะ เนื่องจากประเด็นหลักเลย คือ ฉันเชื่อว่า ในส่วนลึกแล้วมนุษย์ทุกคนมีจิตที่เสาะแสวงหาที่พึ่งที่นอกเหนือจากตนเองในใจทั้งสิ้น อาจจะมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนต้องมี ซึ่งสิ่งดังกล่าวนั้น อาจจะไม่ได้หมายถึงในเชิงเทพเจ้า หรือ ศาสนาเพียงอย่างเดียว เช่น ลัทธิเซน ที่เชื่อในธรรมชาติและในจิตแสวงหาในส่วนนั้น เมื่อเจอแนวทางที่ตอบสนองจิตแสวงหาแล้ว ก็จะเกิดเป็นรูปแบบความคิดหรือความเชื่อฝังใจ (Mental model) และกลายเป็นพื้นฐานของการกระทำที่สื่อออกมาในชีวิตประจำวันในท้ายที่สุด ดังแผนภาพนี้ค่ะ

ตัวอย่างเช่น เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว ที่องค์จตุคามฯ เป็นที่นิยมและศรัทธาในกลุ่มคนจำนวนมาก นอกจากความเชื่อและ Mental model แล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การตอบรับในเชิงธุรกิจ การตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค เป็นต้น หรือจะเห็นว่าในการเริ่มต้นกระทำสิ่งต่างๆ จะมีพิธีกรรมทางศาสนามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เช่น พิธีกรรมการเปิดกล้องถ่ายละคร ภาพยนตร์ จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ แท้จริงแล้วแทรกซึมไปยังทุกการกระทำของมนุษย์เรา ตลอดจนองค์ความรู้ต่างๆ เช่น การคิดเชิงระบบ ที่มีการนำหลัก สุจิปุลิ มาปรับใช้ (จากหนังสือ System thinking; หัวใจนักคิด โดย โอคอนเนอร์, โจเซฟ, 1948) หรือ ทฤษฎีการคิดในแง่บวก ที่มีรากฐานมาจากศาสนาคริสต์ เป็นต้น

แต่จริงๆแล้ว ไม่ว่าความเชื่อ หรือ ศาสนา จะมีหลากหลายมากมาย แตกต่างกันอย่างไร ฉันเชื่อว่า ศาสนาทุกศาสนา ได้ปลูกฝัง Mental model ที่ตรงกัน คือ ต้องการให้เราเป็นคนดี นั่นเองค่ะ ^^
หัวข้อเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ อาจโยงไปสู่ความเห็นที่ค่อนข้างแตกต่าง แต่อย่างไรก็ตาม บทความนี้ของดิฉัน มีเจตนาแสดงความเชื่อมโยงของความเชื่อ Mental model และการแสดงออก เท่านี้จริงๆค่ะ ถ้าหากท่านมีความคิดเห็นอยากแนะนำ ติชม ให้แสดงความเห็นได้เต็มที่เลยนะคะ ฉันยินดีกับทุกความเห็น และคำติชมค่ะ ^^
ชีวิตผมทุกวันนี้นำหลักธรรมคำสอนศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันครับ
มีความสุขมากๆ