พ่อสอน ลูกทำตาม บ้านเมืองสงบสุข การเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท

เพื่อนๆ ลองอ่านดูนะค่ะ จะรู้สึกเหมือนกันไหม.....

เมื่อได้อ่านคอลัมน์นี้ทำให้มีความรู้สึกว่า  ที่ผ่านมาตนเองเคยปฏิบัติได้สักเพียงเสี้ยวของข้อใดข้อหนึ่งแล้ว

ถือเป็นการให้กำลังใจตนเอง ว่าจะทำดีเพื่อพ่อหลวง เพื่อประเทศไทย

สำหรับข้าพเจ้าเอง เมื่อได้อ่านข้อที่ 4 ก็ทำให้คิดไปว่า ถ้าคนไทยทุกคนประพฤติปฏิบัติตนตามข้อที่ 4 นี้ได้ ประเทศไทยของเราก็จะมีแต่ประชาชนที่มีความสุขทั้งกายและใจตลอดไป

 

“ พ่อสอน  ลูกทำตาม  บ้านเมืองสงบสุข ”

 

หนังสือของ  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ภาพหน้าปกเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถือแผนที่ พร้อมกับเขียนหัวเรื่องไว้ว่า  ”การเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ในโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน เนื้อหาด้านในกล่าวถึงหลักทศพิธราชธรรม และหลักธรรมตามรอยพระยุคลบาท 10 ประการ

ข้อที่ 1 ทำงานอย่างผู้รู้จริงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์  ซึ่งในหลวงของเราได้สอนไว้ตามหลักกาลามสูตร 10 ข้อ เตือนให้เรารู้จักการแยกแยะเรื่องรวมต่างๆ โดยไม่ให้เชื่อเพราะฟังตามกันมา นำสืบกันมา ตื่นข่าวลือ อ้างตำรา นึกเดาเอา คาดคะเน ตรึกตามอาการ พอใจว่าชอบแต่ความเห็นของตน เห็นว่าพอเชื่อถือได้ เห็นว่าเป็นครูเรา แต่การที่จะทำงานให้เป็นผู้รู้จริงได้นั้น เราต้องมีความรู้ จากการคุยกับผู้รู้ ฟังดูคำสอน คิดโดยแยบคายและปฏิบัติให้ถูกหลัก จึงได้ชื่อว่า เป็นคนมีปัญญา

ข้อที่ 2 มีความอดทน มุ่งมั่น ยึดธรรมะ และความถูกต้อง พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา ครูและอาจารย์ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในวันที่ 27 ตุลาคม 2516  ที่พ่อหลวงของเราได้สอนไว้ตอนหนึ่งว่า “ความอดทน คือ ไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีก็เหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือ ดูมันครึ ทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่า การทำให้ดีไม่ครึต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอน วันนี้เรายังทำไม่ได้ผลอย่าไปท้อ พรุ่งนี้เราต้องทำอีก อาทิตย์หน้าเราก็ทำ เดือนหน้าเราก็ทำ ผลอาจได้ปีหน้า หรืออีกสองปี หรือสามปีข้างหน้า”  พอได้อ่านแล้ว ทำให้คิดตามไปว่า พระบรมราโชวาทของในหลวง ไม่เคยล้าสมัยทุกวันนี้ก็ยังทันสมัย หากใครนำไปปฏิบัติก็ยังคงได้ผลร่ำไป

ข้อที่ 3 ความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย และประหยัด เราจะปฏิบัติข้อนี้ได้อย่างไร ทำได้ไม่ยาก ดูได้จากในหลวงของเรา ถึงแม้จะเป็นพระมหากษัตริย์ แต่พระองค์ยังทรงฉลองพระองค์เรียบง่าย เวลาเสด็จออกเยี่ยมประชาชน จะน้อมพระวรกายไปหาประชาชนเพื่อสอบถามทุกข์สุขของประชาชนและประทับบนพื้นเดียวกับประชาชนเสมอ แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่ายและประหยัด

ข้อที่ 4 มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล ได้เล่าไว้ในหนังสือ หลักธรรม หลักทำตามรอยพระยุคลบาทว่า เคยได้เข้าเฝ้าฯ ขอพระราชทานพร บอกวันนี้วันเกิดพระพุทธเจ้าค่ะ ขอพระราชทานพร พระองค์พระราชทานพรว่า “ ขอให้มีร่างกายแข็งแรง เพื่อสามารถทำประโยชน์ให้กับคนอื่นเขาได้ ขอให้มีความสุขจากการทำงาน และขอให้ได้รับความสุขจากผลสำเร็จของงานนั้น”  เห็นได้ว่า พระองค์ทรงคำนึงถึงประโยชน์ของคนส่วนรวมทั้งสิ้น

ข้อที่ 5 รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและเคารพความคิดที่แตกต่าง ข้อความนี้ความหมายชัดเจนอยู่แล้ว พ่อหลวงของเราได้เคยสอนไว้ว่า “ สามัคคีหรือการปรองดองกัน ไม่ได้หมายความว่า คนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง คนอื่นต้องพูดเหมือนกันหมด ลงท้ายชีวิตก็ไม่มีความหมาย ต้องมีความแตกแยกกัน แต่ต้องทำงานให้สอดคล้องกัน แม้จะขัดกันบ้างก็ต้องสอดคล้องกัน”

ข้อที่ 6 มีความตั้งใจจริงและขยันหมั่นเพียร  ข้อนี้ได้หยิบยกพระราชนิพนธ์พระมหาชนกเป็นตัวอย่างถึงการว่ายน้ำ ถึงแม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังต้องว่ายน้ำอยู่ หากไม่มีความเพียรแล้ว ก็คงต้องจมเป็นอาหารของปลาของเต่า

ข้อที่ 7 มีความสุจริตและความกตัญญู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกตัญญูต่อพระราชมารดาเป็นอย่างมาก และให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ เคยมีพระราชดำรัสในเรื่องนี้ตอนหนึ่งไว้ว่า “ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าต้องให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต สุจริตและมีความตั้งใจมุ่งมั่นสร้างความเจริญ ก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ...ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นอันตรายใน 10 ปี เมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญต้องยึดความสุจริตให้สำเร็จ และไม่ทุจริตเสียเอง”

ข้อที่ 8 พึ่งตนเอง ส่งเสริมคนดีและคนเก่ง เรื่องนี้พ่อสอนไว้ว่า ยืนบนขาของตัวเอง (ซึ่งแปลว่าพึ่งตนเอง) หมายความว่า สองขาของเรานี้ ยืนบนพื้นให้อยู่ได้ไม่หกล้ม ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่นมาใช้สำหรับยืน

ข้อที่ 9 รักผู้อื่น หนังสือเล่มนี้ได้นำคำที่พ่อสอนมาบรรจุไว้ว่า “ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้องสองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของคนไทย ที่ช่วยให้บ้านเมืองอยู่รอด เป็นอิสระ และเจริญมั่นคงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”

ข้อที่ 10 การเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ดร.สุเมธ ได้กล่าวไว้ในหนังสือหลักธรรมฯ ว่า พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “รู้ไหมบ้านเมืองอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้เพราะอะไร เพราะคนไทยเรายังให้กันอยู่  เพราะคนในครอบครัวยังรักดูแลกัน คนในชุมชนยังเอื้อเฟื้อกัน ข้าราชการยังให้บริการประชาชนและทุกคนยังรวมตัวช่วยเหลือกันและกัน ซึ่งยากจะหาได้ที่ไหนในโลกนี้”

ยิ่งอ่านยิ่งประทับใจ แต่ความประทับใจนั้น ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หากไม่นำคำที่พ่อสอนเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ เพราะหลายครั้งที่คนไทย ต่างเอ่ยคำพูดว่า “รักในหลวง” ซึ่งก็เชื่อว่าคนไทยทุกคนกล่าวออกมาจากใจ แต่คนไทยเป็นจำนวนมากกลับไม่ได้นำหลักธรรมที่พ่อได้ทำให้ได้เห็น มาตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี มาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง หากลูกยึดหลักธรรมของพ่อมาสู่การปฏิบัติ เชื่อว่าสังคมไทยจะเป็นสุขมากกว่าทุกวันนี้อีกมาก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  คุณมนตรี  ประทุม : เดลินิวส์