จิตใจเราสงบแล้วย่อมก่อให้เกิดปัญญา

             ผมว่าการทำจิตใจให้สงบเป็นเรื่องที่จำเป็นมากเพราะเมื่อจิตใจเราสงบแล้วย่อมก่อให้เกิดปัญญาอย่างมหาศาล เกิดการคิดวิเคราะห์พิจารณา ไตร่ตรองถึงเรื่องราวต่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา  การบริหารจิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก

              การบริหารจิต  คือการฝึกฝนอบรมจิตให้เจริญและประณีตยิ่งขึ้น  มีความปลอดโปร่ง มีความหนักแน่นมั่นคง   โดยเริ่มจากการฝึกฝนจิตให้เกิดสติและฝึกสมาธิให้เกิดขึ้นในจิต

                ในการที่จะให้จิตมีสติได้นั้น ผู้ฝึกต้องมีวิธีการดังนี้คือ  การตั้งใจให้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ การคบกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคง การไม่คบคนที่มีจิตใจฟุ้งซ่านปั่นป่วนและการมีใจน้อมไปในการมีสติคืออยากจะมีสติมั่นคง กล่าวคือ

                ๑.  การตั้งใจให้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ  คือ  ผู้ฝึกจะต้องตั้งใจกำหนดรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใคร่ครวญทำช้าๆ อย่ารวดเร็วเกินไป เช่น ในขณะเดิน ยืน นั่ง นอน จะต้องพยายามให้ตัวสติระลึกอยู่ตลอดเวลาทุกๆ อิริยาบถ  และมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เสมอ  เมื่อตั้งใจปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวก็จะทำให้ผู้นั้นมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

                ๒.  การคบกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคง  คือ พยายามเข้าสมาคมกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคงด้วยการทำ การพุด และการแสดงออกอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น การเข้าไปพบปะสนทนากับพระสงฆ์ผู้ฝึกสมาธิมาดีแล้ว  โดยพิจารณาจากการพูดและการกระทำ  ท่านจะอยู่ในลักษณะสำรวมระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งทำให้เราผู้เข้าร่วมสมาคมด้วยเกิดการตั้งสติและมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวสำรวมระมัดระวังตัวเช่นเดียวกับท่าน

                ๓.  การไม่คบคนที่มีจิตใจฟุ้งซ่านปั่นป่วย  คือ  คนใดที่มีสติฟั่นเฟือน หลงๆ ลืมๆ ซึ่งมีการกระทำการพูดผิดๆ ถูกๆ อยู่ตลอดนั้น  เราไม่ควรจะไปคบด้วย  เพราะการสมาคมกับคนประเภทนี้บ่อยๆ เข้าบางทีจะทำให้เราติดโรคสติฟั่นเฟือนได้  เว้นได้แต่เข้าไปคบด้วยความสงสาร  เพื่อจะแนะนำเขาในบางครั้งบางคราวเท่านั้น

                ๔.  การมีใจน้อมไปในการมีสติ  คืออยากเป็นคนมีสติมั่นคง  โดยตัวเราเองต้องพยายามขวนขวายปลุกใจให้เห็นคุณค่าในการมีสติสัมปชัญญะแล้วปฏิบัติธรรมเพื่อนำจิตของตนให้เป็นสมาธิ  เมื่อจิตเป็นสมาธิในขั้นต้น อันเป็นสมาธิชั่วขณะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วๆ ไปในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน  เท่านี้ก็จะทำให้เราเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะดีขึ้นอย่างแน่นอน