มาหัวเราะกันเถอะ

                                  (ภาพประกอบจาก Internet)

      ท่านเคยรู้สึกหรือไม่ว่าบางครั้งในการตั้งคำถามในการการสนทนาโดยใช้คำว่า "ทำไม" จะทำให้ผู้ที่ถูกถามมีความรู้สึกไปในทางลบ เช่น ถามว่า "ทำไมทำอย่างนี้" "ทำไมมาสาย" "ทำไมหัวเราะ" หรือ "หัวเราะทำไม" หรือแม้แต่จะใช้คำว่า "ทำไม"ในคำตอบ เช่น ก็ฉันจะหัวเราะแล้วทำไม ก็รู้สึกดูไม่ค่อยดี ดังนั้น ในการถามอาจเปลี่ยนคำว่า "ทำไม"มาเป็น "เพราะอะไร"แทน เช่น "เพราะอะไรถึงหัวเราะ" ที่ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า

      ทีนี้มาพูดเรื่องหัวเราะกันบ้างครับ ท่านลองสังเกตตัวเองหรือไม่ครับเวลาท่านหัวเราะดัง ๆ หรือหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง 3-4 นาที แล้วรู้สึกมันผ่อนคลาย สบาย ปลอดโปร่ง โล่ง เบา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้เอง แต่เพราะเหตุใดเราจึงไม่ทำทุกวันละครับ จากหลักฐานที่พิสูจน์มาแล้วพบว่าการหัวเราะจะทำให้ความดันโลหิตลดลง  ฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดลดลง ช่วยให้การทำงานของฮอร์โมนต่าง ๆ ก็เป็นปกติ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยคลายความเจ็บปวด ช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ขณะที่หัวเราะ กล้ามเนื้ออื่น ๆ ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับการหัวเราะจะผ่อนคลายด้วย และเมื่อหยุดหัวเราะ กล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับการหัวเราะ ก็จะผ่อนคลาย ช่วยให้หายใจดีขึ้น เพราะการหัวเราะบ่อย ๆ ทำให้ปอดโล่ง หายใจได้ลึกขึ้น

      เมื่อรู้อย่างนี้เพราะอะไรแล้วเราไม่ชวนกันหัวเราะล่ะครับ หลายคน ทำงานอย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง หรือใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา จนใบหน้าไปก่อนวัยอันควรจะเป็น  บางคนลืมไปว่าหัวเราะครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ วันนี้เราลองมาชวนกันหัวเราะกันดีไหมครับ เริ่มจากที่บ้านก่อน ชวนคุยกันอะไรก็ในบ้านให้มีเสียงหัวเราะในครอบครัว แล้วค่อย ๆ ขยายมาในกลุ่มเพื่อน และที่ทำงานไม่ต้องกลัวเสียภาพพจน์หรือความน่าเชื่อถือ เพราะที่ทำงานไหนมีเสียงหัวเราะบ้างย่อมเป็นที่ทำงานที่น่าเข้าไปติดต่อ เพราะเวลาเราไปติดต่องานเราปรารถนาไปติดต่อกับคน ไม่ได้ไปติดต่อกับหุ่นยนต์ ดังนั้นเรามาชวนกันตั้งชมรมหัวเราะกันนะครับ  เพราะเท่าที่ดูผลเสียของหัวเราะมีน้อยมากจะมีก็แต่การหัวเราะมาก ๆ อาจทำให้ตีนกาขึ้นบ้าง แต่ถ้าต้องเลือกเอาระหว่าง ตีนกาขึ้นกับความดันขึ้นท่านจะเลือกเอาอย่างไหนละครับ....