สวัสดีค่ะ สมาชิกชาว G2K ทุกท่าน ^^
ช่วงนี้ฝนตกแทบทุกวันเลย ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
สำหรับวันนี้ ฉันมีภาพยนตร์ที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งมานำเสนอ เผื่อท่านมีโอกาสจะได้ลองหาชมดูค่ะ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อเรื่องว่า “Into the wild” เป็นภาพยนตร์ในปี 2007 ค่ะ
เหตุผลที่นำภาพยนตร์เรื่องนี้มานำเสนอ เนื่องจากฉันเห็นว่าตัวเอกของเรื่อง เป็นคนที่เจ๋งมากๆ และเป็นบุคคลตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ของผู้ซึ่งรูปแบบความคิด (Mental Model) ที่เฉพาะตัว และได้ดำเนินชีวิตตามรูปแบบความคิดที่ตนตั้งต้นไว้ ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ ลองชม Trailer หนังจาก Youtube ดูได้เลยค่ะ ^^
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ้างอิงมาจากเรื่องจริงของ Chris McCandless เด็กหนุ่มวัย 24 ที่หลังจากจบจากวิทยาลัยแล้ว ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิต"เก่า"ของเขาไปตลอดกาล เขาเผา เงิน บัตรประชาชน และทุกสิ่งทุกอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นคนในสังคมมนุษย์ เพื่อที่จะออกเดินทางไปตามความตั้งใจที่เขาใฝ่ฝันมาโดยตลอด นั้นก็คือการไปอยู่ในป่าลึก ท่ามกลางความโดดเดี่ยวในรัฐอลาสก้า โดยตลอดการเดินทาง เขาได้พบกับผู้คนมากหน้าหลายตา ทุกๆ คนล้วนมีบางสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิต แต่บางทีการผ่านเข้ามาของ Chris อาจจะทำให้ส่วนที่พวกเขาขาดหายไป กลับถูกเติมเต็มได้อย่างไม่คาดฝันก็เป็นได้

ความสุข จะเป็นจริงเมื่อถูกแบ่งปันกับผู้อื่น เป็นบทเรียนสุดท้ายที่ Chris นึก ขึ้นได้ ถึงแม้ว่าจะสูญเสียมากกว่าที่เขาคาดคิดก็ตาม "จุดมุ่งหมายอาจเป็นสิ่งที่ไม่ สำคัญเท่ากับประสบการณ์ที่ได้รับจากการเดิน ทาง" "Into the Wild" ก็เป็นหนึ่งในหนังจำพวกนี้ ที่ตัวเอกของเรื่องเดินทางข้ามประเทศเพื่อจะหาความหมายของชีวิตตัวเอง ไม่ว่า "ความหมายของชีวิต" จะมีความหมายว่าอะไรก็ตาม
ขอบคุณแหล่งที่มาจาก http://www.bloggang.com/
เรื่องราวของ Chris เป็นเรื่องที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครหลายคน รวมถึงตัวฉันได้เป็นอย่างดี ซึ่ง Chris เป็นผู้ที่มีรูปแบบแนวคิดที่โดดเด่นมาก คือ ต้องการแสวงหาความหมายของชีวิต โดยการเข้าไปอาศัยอยู่ในป่าลึก และต่อจากนี้ฉันจะขอนำเสนอทฤษฎีรูปแบบความคิด หากผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรสำหรับทฤษฎีนี้ สามารถแสดงความเห็นได้เลยนะคะ ^^

Mental model หรือ ทฤษฎีรูปแบบความคิด เป็นพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ของการก่อกำเนิดสิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ ในทุกสาขา ทุกศาสตร์ ทุกแขนงวิชา การที่เรา “รู้ตัวตน” ที่เราเป็น “เข้าใจ” “ยอมรับ” และ “ภาคภูมิใจ” ในตัวตนของเรา จะนำไปสู่การแสดงออก การลงมือกระทำ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และด้วยความมุ่งมั่นจากภายในและภายนอกร่วมกันนี้ จะสามารถนำไปสู่พลังสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่นั่นเอง
จากผลการศึกษาของ Dr.Pornphan Pumipu เกี่ยวกับทฤษฎี Mental model (ทฤษฎีรูปแบบความคิด หรือ ทฤษฎีความเชื่อฝังใจ)พบว่า ความเชื่อฝังใจก่อให้เกิดพลังอันลึกลับ ดังนี้
1. ทำให้เราเข้าใจตัวเองได้ จากการที่เราค้นหา Mental model เจอ เราจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ และการตัดสินใจต่างๆในชีวิตประจำวันของเรา จะมีส่วนที่เชื่อมโยงมาจาก Mental model ของเรานั่นเอง
2. ทำให้เราสามารถแยกแยะความเหมือนและความไม่เหมือนในสถานการณ์ต่างๆได้ จากการที่เราชัดเจนในจุดยืนของเรา จะทำให้เราแยกแยะสิ่งอยู่ตรงหน้าว่า เหมือน หรือ ไม่เหมือน จุดยืนของเรา
ซึ่งตรงจุดนี้มีข้อดี คือ เราจะเกิดความปัจเจก ไม่คล้อยตามคนอื่นไปเรื่อย และมีข้อเสีย คือ นำไปสู่ความขัดแย้งและการต่อต้านสิ่งที่ไม่เหมือนรูปแบบความคิดเราได้ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ Mental model เกิดผลบวกต่อสังคม คือ การใช้ข้อดีให้เป็นจุดแข็ง และการตระหนักข้อเสียให้เป็นสิ่งพึงระวัง
3. Mental model เป็นสิ่งที่เสริมความรู้ ค่านิยม และความใฝ่ฝัน ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเรามีความเชื่อ ความคิด หรือจิตที่มุ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ความรู้ ค่านิยม และความใฝ่ฝัน รวมถึงแนวทางในการดำเนินชีวิตเรา ก็จะเป็นไปตามความเชื่อนั้นๆ
4. Mental model ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น แน่นอนอีกว่า หากเรามีความมุ่งมั่นในสิ่งใดแล้ว เราก็จะเกิดแรงกระตุ้นเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆเพิ่มเติมขึ้นด้วยความกระตือรือร้นและเต็มใจ
5. Mental model นำไปสู่ยุทธศาสตร์ใหม่ ทฤษฎีใหม่ การสร้างสรรค์ใหม่ บนข้อสรุปความเชื่อใหม่ ซึ่งนำไปสู่ความหลากหลายในสังคม โดยตรงจุดนี้ สิ่งที่พึงระวัง คือ สิ่งใหม่ที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ Mental model ที่แตกต่างนั้น ควรเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์สังคมด้วย เนื่องจากปัจจุบันจะพบว่ามีหลายสิ่งที่มีรากฐานมาจาก Mental model ที่ไม่สร้างสรรค์สังคม
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ คอมเม้่นได้เต็มที่เลยค่ะ :)
เป็นหนังที่ดูแล้วชอบมากค่ะ จัดให้เป็นหนังที่ 1 ในใจเลยค่ะ