โครงการปอยหลวงแบบเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
       เมื่อวานนี้ผมได้รับชวน จาก ผอ. เกษม ใจกระเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านเหล่าให้ไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีสรุปบทเรียนการจัดงานปอยหลวงแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ง ผอ.เกษมเป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัย “โครงการปอยหลวงแบบเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน”

       งานปอยหลวงซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนา จะจัดในโอกาสเฉลิมฉลองศาสนสมบัติต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาเป็นสาธารณะประโยชน์ งานปอยหลวงแต่ละหมู่บ้าน ไม่ได้จัดขึ้น   บ่อย ๆ บางแห่งอาจใช้เวลาหลายปีเพราะสิ่งปลูกสร้างบางอย่างใช้เวลาก่อสร้างนานมาก สิ้นเปลืองเงินทองมหาศาล เช่น สร้างเจดีย์ สร้างกุฏิวัด จะต้องรอให้สร้างเสร็จและมีเงินจึงจะจัดงานเฉลิมฉลองเป็นงานปอยหลวงขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดอานิสงส์แก่ตนและครอบครัว ถือว่าได้บุญกุศลแรงมาก นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องแสดงถึงความสามัคคีกลมเกลียวของชุมชน คณะสงฆ์และชาวบ้าน ชาวบ้านใกล้เคียงก็จะมาช่วยทำบุญ ถือว่าทุกหลังคาเรือนเป็นเจ้าภาพ ญาติสนิทมิตรสหายต่างบ้านก็จะมาร่วมทำบุญ
       การทำบุญปอยหลวงเป็นการรวมญาติพี่น้องที่อยู่ต่างถิ่นได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน จะมีการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วก็ได้ สิ่งสำคัญที่ได้จากการทำบุญงานปอยหลวงอีกอย่างหนึ่งก็คือ การแสดงความชื่นชมยินดีร่วมกันเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่คนในท้องถิ่นโดยการจัดมหรสพสมโภชเพราะนาน ๆ ถึงจะได้มีโอกาสได้เฉลิมฉลองถาวรวัตถุสักครั้ง เมื่อนาน ๆ ครั้งถึงจะมีโอกาสได้จัดเจ้าภาพแต่ละครัวเรือนก็จะเตรียมข้าวปลาอาหารไว้เลี้ยงแขกแบบไม่ให้น้อยหน้าใคร เกิดการกินทิ้งกินขว้างทำให้สิ้นเปลืองมาก

       งานนี้ทีมวิจัยเขาทำเก๋มากเขาจัดโครงการขึ้นมาเพื่อหาทางลดรายจ่าย เช่น แทนที่จะเลี้ยงน้ำอัดลม เขาก็เปลี่ยนเป็นน้ำสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อาหารก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาหารจานเดียว ที่สำคัญแขกเหรื่อที่บอกว่าทานมาจากบ้านอื่น หรือเจ้าภาพก่อนหน้าแล้วเขาก็จะไม่คะยั้นคะยอให้ทานอีก ขนมนมเนยตลอดจนของขบเคี้ยวเขาก็เน้นทำเองในครอบครัว ทำให้คนในครอบครัวมีโอกาสได้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นโอกาสของการซึมซับวัฒนธรรมที่ดีงาม ทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความรักในท้องถิ่นภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองและมีการสืบทอดประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาครั้งแต่บรรพชนไม่ให้สูญหายไปจากสังคม สมควรอย่างยิ่งที่ชุมชนอื่น ๆ จะเอาเป็นแบบอย่าง รวม ๆ แล้วงานนี้ทำให้ทั้งหมู่บ้านโดยเฉพาะคนที่เข้าร่วมโครงการ สามารถลดรายจ่ายรวม ๆ แล้วหลายแสนบาทเลยทีเดียว
       ต้องขอบคุณสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่สนับสนุนงบประมาณในการทำวิจัย เปิดโอกาสให้ชุมชนคิดค้น หาแนวทางในการในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และร่วมภาคภูมิใจในความเป็นชุมชน