อ.ไมตรีตั้งคำถามกับทุกคนว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถบูรณาการเนื้อหาสาระ  ทักษะ/กระบวนการ  และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ที่มีอยู่มากมายเข้าด้วยกันได้  พร้อมทั้งกล่าวต่อไปว่า

 

หากเรามีเวลาอยู่เท่าเดิม และยังคงใช้วิธีการเดิม สิ่งที่ครูทำกันอยู่ก็คือการมุ่งไปที่การสอนเนื้อหาสาระกันจนหมดเวลา โดยยอมละทิ้งกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในผู้เรียน เพราะไม่มีเวลามากพอ  การทำงานทีละส่วนนี้ทำให้เราทำงานไม่ทันเวลา และการจัดการศึกษาก็จะล้มเหลว

 

คำถามที่ควรถามคือ อะไรเป็นเนื้อหาสาระ  สาระที่แท้จริงอยู่ที่ไหน อยู่ในตัวครู หรืออยู่ในตำรา นี่เป็นการมองที่ครูเข้าใจไปว่าความรู้อยู่นอกตัวผู้เรียน

 

การเคลื่อนย้ายความรู้ที่มีอยู่เข้าไปในตัวผู้เรียนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้จริง และเป็นเหตุที่ทำให้การจัดการศึกษาล้มเหลวกันมาทั่วโลกแล้ว การหวังความสำเร็จจากเครื่องมือที่ล้มเหลวอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะไม่มีใครรับประกันการเคลื่อนย้ายเนื้อหาได้ว่าจะสำเร็จ

 

อาจารย์ไมตรีกล่าวว่า ที่ทำอย่างนั้นไม่ได้ก็เพราะ “เรากับเขา (ครูและผู้เรียน) ไม่ได้อยู่ในที่เดียวกัน การคิดจะทำเช่นนี้เพียงแค่คิดก็ไม่ถูกแล้ว เพราะเครื่องมือที่เรามีอยู่นั้นจำกัดสุดๆ ถ้าลองถอยหลังดูหนึ่งก้าว แล้วจะพบว่าโลกของเราจะกว้างขึ้น”

 

ขณะนี้การศึกษาไทยไม่ได้ตามหลังการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ แต่เราไปคนละทิศกับที่เขาไป หากเราคิดให้ถูกก่อน แล้วจึงทำ ถึงจะช้าก็ไม่เป็นไร

 

การทำให้เรื่องที่เรียนเป็นปัญหาของนักเรียน ทำให้เขาอยากรู้อยากเห็น โดยครูเน้นไปที่กระบวนการแก้ปัญหาแล้วจะพบว่า จะไม่มีผู้เรียนที่เรียนเก่ง เรียนอ่อน เพราะความแตกต่างที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนจะเกิดประโยชน์กับชั้นเรียนทั้งสิ้น หากครูใช้เป็น เพราะวิธีคิดที่ต่างนั้น เป็นเรื่องของความไม่เหมือน ไม่ใช่เรื่องของความไม่เท่า หากครูคิดได้เช่นนี้ ครูจะมีวิธีพาผู้เรียนให้พวกเขาทุกคนได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพ และผู้เรียนก็จะเกิดความเคารพในกันและกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้ และเรียนรู้จากความแตกต่างหลากหลายได้

 

ยกตัวอย่างเช่น ครูนำแผ่นกระดาษขนาดยาวที่มีรูปกลมสีดำเรียงกันจำนวนเป็นแถวยาว แถวละ ๒๓ รูป เรียงซ้อนกันอยู่ ๓ แถว แล้วปิดกระดาษนั้นเอาไว้บนกระดานแม่เหล็กหน้าห้อง โดยมีกระดาษอีกแผ่นหนึ่งบังอยู่

 

----------------23-----------------  

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐  

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐       3

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐   

 

เมื่อครูค่อยๆ เลื่อนกระดาษขาวแผ่นหนึ่งที่ปิดบังรูปกลมไว้ลงมา แล้วเปิดให้เห็นเพียงรูปกลมแถวแรก นักเรียนต่างๆ พูดคุยกันเรื่องจำนวนของรูป และเมื่อครูค่อยๆ เลื่อนกระดาษสีขาวลงมาอีก นักเรียนเริ่มคาดเดากันว่ามาจำนวนรูปกลมในกระดาษน่าจะมีมากถึงร้อยรูป

 

เมื่อครูเปิดกระดาษที่ปิดเอาไว้ออกให้ผู้เรียนเห็นจำนวนทั้งหมด เด็กชายฟูมิตากะก็พูดขึ้นว่า จำนวนเหล่านี้นำมาคูณกันได้  เด็กชายอามาโนะ พูดว่าเราแบ่ง 23 ให้เป็น 20 กับ 3 ได้ ครูปล่อยให้นักเรียนแสดงความเห็นไปเรื่อยๆ โดยที่ครูเป็นคนตามเก็บวิธีการที่นักเรียนเสนอ แล้วค่อยๆ ขีดเส้นเแบ่งจำนวนในภาพตามความคิดเห็นของนักเรียนที่เสนอมา และครูจะย้อนทวนแต่คำที่นักเรียนพูดเท่านั้น ในขณะที่ฟังและเขียนไปบนกระดาษที่มีรูปจำนวนนั้นก็หันไปมองหน้าผู้เสนอความคิดเห็นด้วย

 

ครูจะไม่เขียนอะไรก่อนที่นักเรียนจะพูดออกมาเลย ส่วนนักเรียนก็จะค่อยๆ เรียบเรียงความคิดของตัวเองออกมา และครูก็จะเขียนกระดานตามลำดับนั้นไปเรื่อยๆ 

 

เช่น 3 X 3 = 9     20 X 3 = 60    9 + 60 = 69

 

บนกระดานหน้าห้อง จะมีกระดาษแผ่นยาวที่มีรูปกลมสีดำเรียงกัน ๓ แถว อยู่หลายแผ่นที่ครูติดขึ้นกระดานเพื่อแสดงความคิดที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคนไปบนสถานการณ์ปัญหาเดียวกันให้ทุกคนในห้องได้เรียนรู้ร่วมกัน